ยอดเซียนหญิงทำนายชะตา - ตอนที่ 863 รูปลักษณ์ภายนอก / ตอนที่ 864 กรรมที่ทำไว้เอง
- Home
- All Mangas
- ยอดเซียนหญิงทำนายชะตา
- ตอนที่ 863 รูปลักษณ์ภายนอก / ตอนที่ 864 กรรมที่ทำไว้เอง
ตอนที่ 863 รูปลักษณ์ภายนอก / ตอนที่ 864 กรรมที่ทำไว้เอง
ตอนที่ 863 รูปลักษณ์ภายนอก
คำพูดของเซี่ยเฉียวคราวนี้จริงครึ่งเท็จครึ่ง
เมื่อก่อนนางก็เคยถูกคนขังไว้จริงๆ อีกฝ่ายถึงขนาดจุดไฟเผานาง แต่เจ้าเมืองในตอนนั้นก็มาทันเวลาพอดี นางจึงออกมาจากห้องได้อย่างปลอดภัย แต่หญิงชราผู้นั้นกลับได้รับความกระทบกระเทือนจิตใจมากเกินจนล้มป่วยตายไปในที่สุด
หลังจากจบเรื่องนั้นแล้วลูกชายของหญิงชรายังให้เงินนางมาก้อนหนึ่งด้วยเพื่อให้นางช่วยหาที่ฝังศพที่มีฮวงจุ้ยสมบัติให้ชายหญิงชราทั้งสอง
นางไม่ได้ทำร้ายใคร การที่นางช่วยย้ายสุสานของชายชราผู้นั้นก็เพราะนางมีความสุขที่ได้ช่วยเหลือจริงๆ ไม่เช่นนั้นไม่ช้าก็เร็วลูกหลานบ้านนั้นจะต้องตายกันหมดแน่ๆ
น่าเสียดายที่คนธรรมดาทั่วไปย่อมไม่เข้าใจโลกของผู้วิเศษ
การถูกข่มเหงและใส่ร้ายจึงเป็นเรื่องปกติ
นางพูดออกมาง่ายๆ แต่ดูแล้วก็ไม่ได้มีอะไรผิดปกติ
เซี่ยผิงกั่งนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง “นึกไม่ถึงว่าปรมาจารย์ก็มีอดีตที่น่าเศร้าเช่นนี้……แต่อดีตคืออดีต ท่านก็อย่าได้เก็บไปใส่ใจเลย ท่านเป็นนักพรต ใบหน้ามีบาดแผลไม่ใช่เรื่องสำคัญ ความสามารถที่แท้จริงนั้นสำคัญกว่า”
“…” เซี่ยเฉียวได้ยินเช่นนั้นก็ไม่ได้รู้สึกสบายใจขึ้นเลย
โชคดีที่นางไม่ได้เสียโฉมจริงๆ
เซี่ยผิงกั่งเองก็ไม่ใช่คนที่จะตอแยไม่เลิก เมื่อเขาได้สิ่งที่ต้องการแล้วก็คร้านที่จะสงสัยต่อไปว่าแท้จริงแล้วปรมาจารย์โม่นี้มีหน้าตาเป็นอย่างไรกันแน่
เขากระทั่งรู้สึกว่าปรมาจารย์โม่ค่อนข้างน่าสงสารทีเดียว เดิมทีนางก็ปิดบังซ่อนเร้นไว้อย่างดี แต่ตอนนี้ทุกคนก็เห็นเสียแล้ว
หลังจากเซี่ยผิงกั่งปลีกตัวออกมาจากปรมาจารย์โม่แล้ว เขาก็เห็นว่าเพื่อนๆ ของเขายังอดหันไปมองปรมาจารย์โม่ไม่ได้ “ต่อไปพวกเจ้าก็อย่าได้จ้องนางอย่างนี้อีก แม้ว่าปรมาจารย์โม่จะมีอายุแล้ว แต่นางก็ยังเป็นผู้หญิงอยู่ดี พวกเจ้าจ้องนางอย่างนั้น หากโพธิจิตของปรมาจารย์แตกสลายไปเล่าจะทำอย่างไร”
ก็ดูอย่างวิญญาณพวกนั้นสิ ต่างก็เดินทางผิดจนหันหลังกลับไม่ได้อีก
แม้ว่าปรมาจารย์โม่จะเป็นผู้วิเศษ แต่เมื่อดูจากท่าทางที่นางใส่ใจเรื่องนี้เมื่อครู่นี้แล้ว ก็ไม่รู้ว่าในใจนางจะยังสนใจเรื่องหน้าตาตัวเองอยู่มากแค่ไหน หากถูกคนอื่นเห็นเข้า นางก็น่าจะรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ และไม่ได้เปิดเผยใจกว้างเหมือนเมื่อก่อนแล้วก็ได้
หากเซี่ยเฉียวได้รู้ว่าเซี่ยผิงกั่งกำลังคิดอะไรอยู่ นางก็คงจะตกใจอย่างยิ่ง
พี่ชายงี่เง่าของนางรู้จักใส่ใจความรู้สึกของคนอื่นแล้ว มันน่าแปลกยิ่งกว่าการที่พระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันตกเสียอีก
“ใต้เท้าเซี่ย พวกเราไม่ได้มีเจตนาอย่างอื่น เพียงแต่คิดว่าปรมาจารย์โม่เป็นผู้วิเศษที่จิตใจสงบนิ่ง แต่กลับถูกเรื่องแบบนี้ทำให้สะดุดล้มได้…เป็นเรื่องที่เหนือความคาดหมายจริงๆ จึงอดไม่ได้ที่จะมองนางเท่านั้น” องครักษ์คนหนึ่งเอ่ยยิ้มๆ “แต่ต่อไปพวกเราจะระวัง!”
“ต่อหน้าปรมาจารย์โม่ใต้เท้าเซี่ยก็พูดจาเหลวไหลให้มันน้อยๆ หน่อยก็แล้วกัน ปากของพวกข้าน่ะปิดสนิทอยู่แล้ว” โจวเว่ยจงฝืนใจเอ่ยออกมา
ใต้เท้าเซี่ยผู้น้อยนี้ยังไม่ยอมปล่อยมือจากลูกพี่ลูกน้องของเขาจนถึงตอนนี้
เขาไว้หน้าเซี่ยผิงกั่งสิจึงจะแปลก
“ข้าอาจจะพูดจาไม่ดีแต่ไม่ได้ไร้เหตุผล คิดดูว่าคนที่เก่งกาจอย่างปรมาจารย์แต่กลับติดอยู่กับรูปลักษณ์ภายนอก ช่างน่าเสียดายจริงๆ” เซี่ยผิงกั่งตบปากตัวเอง
อย่างไรก็ตามปรมาจารย์ผู้นี้ไม่ได้มีใกล้ชิดสนิทสนมอะไรกับเขา ดังนั้นเขาพูดโน้มน้าวแค่สองสามคำก็พอแล้ว ไม่เหมาะที่จะพูดมากไปกว่านี้
หลังจากที่เซี่ยเฉียวพักผ่อนอยู่ครู่หนึ่ง นางก็ให้ทุกคนจัดการเอากระดูกทั้งหมดที่อยู่ในสุสานออกมา แล้วที่ตรงนี้ทั้งหมดให้ราบเรียบ และจัดการต้นไม้ทั้งห้า จะย้ายที่ปลูกหรือตัดเสียก็ได้ทั้งนั้น
งานพวกนี้ไม่ใช่น้อยๆ เลย พวกเขาจึงต้องตั้งค่ายค้างแรมอยู่ที่นั่นต่อ
แต่คืนนี้สบายกว่าคืนที่ผ่านมามากนัก
ลมพัดมาเบาๆ รอบด้านมีหิ่งห้อยบินไปมา ส่องแสงกระพริบวิบวับ กระพือปีกไม่หยุด น่ารักมากจริงๆ
และยังมีสัตว์ป่าที่ล้มได้เมื่อคืน พอบวกกับเครื่องปรุงที่เซี่ยเฉียวนำมาก็มีรสชาติอย่างยิ่ง สะดวกสบายอย่างมาก
เซี่ยเฉียวที่มีบทเรียนแล้วก็ระมัดระวังตัวมากขึ้น หลังจากนางกัดกินไปสองสามคำก็ต้องคอยระวังเครื่องแปลงโฉมของนาง จะได้ไม่เผยพิรุธอีก
แต่ท่าทางที่นางให้ความสนใจกับมันเช่นนั้นกลับทำให้พวกของเซี่ยผิงกั่งยิ่งดูว่าผิดปกติ
“ฝ่าบาท น่าเสียดายปรมาจารย์โม่จริงๆ นางเป็นอย่างนี้แล้ว…ต่อไปจะบรรลุเต๋าได้อย่างไรเล่า” เซี่ยผิงกังกังวลใจยิ่งกว่าเซี่ยเฉียวเสียอีก
ตอนที่ 864 กรรมที่ทำไว้เอง
ปรมาจารย์โม่ที่เคยกล้าหาญไม่หวั่นไหวในใจของเซี่ยผิงกั่งเวลานี้กลับมีรอยร้าวเสียแล้ว
จ้าวเสวียนจิ่งหันไปมองเขาเล็กน้อย ก่อนจะหยิบเนื้อที่ย่างสุกแล้วส่งให้ถึงมือเขา “มีของกินแล้วก็ยังปิดปากเจ้าไม่ได้อีก”
เซี่ยผิงกั่งกัดเข้าไปคำหนึ่งโดยไม่เกรงใจสักนิด “ขอบพระทัยผ่าบาท”
“อีกไม่กี่วัน ข้ากับปรมาจารย์โม่จะไปรับอาจารย์กลับมาด้วยกัน ที่หอส่องชะตาคงต้องให้เซี่ยเฉียวช่วยดูแลให้เป็นพิเศษ เจ้า…อย่าได้ไปรบกวนนาง” จ้าวเสวียนจิ่งครุ่นคิดก่อนจะเอ่ย
“ฝ่าบาทวางใจได้ แม้ว่าข้าจะไม่สนับสนุนให้น้องสาวของข้าวิ่งวุ่นไปมาเหมือนปรมาจารย์โม่ แต่หากเป็นเรื่องเล็กน้อยพวกนั้นก็ตามใจนางเถอะ” เซี่ยผิงกั่งไม่สนใจเรื่องพวกนี้
เขาเองก็ไม่ได้ว่างไม่มีงานมีการทำเสียหน่อย จะต้องไปนั่งจับจ้องน้องสาวเพื่ออะไร
อีกอย่าง อีกไม่นานน้องหญิงใหญ่ของเขาก็จะแต่งงานแล้ว ต่อไปนางเป็นพระชายารัชทายาทก็จะต้องไม่มีอิสระอย่างแน่นอน ตอนนี้ให้นางไปไหนมาไหนบ้างก็ไม่เป็นไร
ดูโหงวเฮ้ง ทำนายดวงชะตา ขอแค่ไม่ต้องไปวุ่นวายอะไรกับพวกวิญญาณทุกวันก็พอแล้ว
“เจ้าก็รักน้องสาวเหมือนกันนะ” จ้าวเสวียนจิ่งหัวเราะออกมา
“กระหม่อมมีน้องสาวแค่สองคนก็สมควรแล้ว” เซี่ยผิงกั่งหัวเราะร่าตอบรับ
เพื่อนร่วมงานของเขามีน้องสาวตั้งสิบกว่าคน อย่างเช่นโจวเว่ยจงที่มีน้องสาวไม่น้อยเลย แต่เขาไม่เหมือนกัน ตายไปสักคนก็น้อยไปคนหนึ่ง ท่านพ่อของเขาก็อายุปูนนี้แล้ว ภรรยาใหม่ก็หาไม่ได้ อย่าได้หวังเลยว่าจะได้มีลูกอีก
เจ้านายและลูกน้องทั้งสองดูเหมือนจะพูดคุยกันอย่างมีความสุข
เซี่ยเฉียวเพิ่งทำความแตก นางจึงไม่กล้าเข้าไปร่วมวงด้วย
หลังจากที่กินอิ่มแล้วนางจึงไปพักผ่อน
วันถัดมาพวกเขาก็กลับไปเมืองหลวง
แต่นางก็ไม่ได้รีบกลับบ้านทันที รัชทายาทมีธุระต้องทำมาก เขาจึงขอตัวไปก่อน ส่วนเซี่ยผิงกั่งก็ไปหาทายาทของวิญญาณตนนั้นเป็นเพื่อนนาง
ทายาทผู้นี้อาศัยอยู่ในตรอกแห่งหนึ่งในเมืองหลวง เซี่ยผิงกั่งไปที่ศาลาว่าการเพื่อค้นทะเบียนราษฎร์ดูก่อน เขาจึงได้รู้เรื่องราวของทายาทคนนี้ก่อนที่จะไปถึงที่นั่นแล้ว
คนผู้นี้ชื่อหลี่เหยียน เขากำพร้าตอนอายุสิบขวบ บิดาของเขาติดหนี้จำนวนมากและถูกคนทวงหนี้ฆ่าตาย หลังจากที่บิดาตายไปแล้วก็ไม่ได้เหลืออะไรไว้ให้เลย และไม่ได้มีมรดกอะไรทิ้งไว้ให้เขาด้วย
แต่ครอบครัวลุงของเขาก็ยังนับว่ามีน้ำใจ พอรู้เรื่องเข้าก็มารับเขาไปเลี้ยงไว้ให้ข้าวกิน
แม้จะบอกว่าเขาจะเป็นเด็กสิบขวบ แต่ก็นับเป็นครึ่งแรงได้แล้ว เขาอายุยังน้อย ทั้งไม่มีบ้านไม่มีอาหาร การเลี้ยงดูเขามาแปดเก้าปีจึงนับได้ว่าไม่เลวแล้ว
อย่างไรก็ตาม เมื่ออายุสิบแปดสิบเก้าเขาก็ถึงวัยที่ต้องแต่งงาน
ครอบครัวของลุงก็ยังมีลูกของตนเองด้วย ลุงของเขาจึงไม่สามารถที่จะซื้อบ้านหรือกิจการให้หลานชายเกินหน้าเกินตาลูกๆ ของตนเองได้อยู่แล้วนี่?
ดังนั้นจึงไม่มีใครสนใจเขา
ตอนที่เซี่ยเฉียวมาถึง นางก็เห็นชายคนนี้กำลังเดินออกจากบ้านไปพอดี
เขาก็ไม่ได้ผอมมากมายอะไรนัก โหงวเฮ้งบนใบหน้ามีความมืดมนอยู่บ้าง
“เป็นอย่างไรบ้างปรมาจารย์ คนคนนี้จบเห่แล้วหรือยัง” เซี่ยผิงกั่งเอ่ยถาม
เซี่ยเฉียวพยักหน้า “อืม ก็อย่างที่โบราณว่าไว้ จุดอิ้นถังหมองคล้ำเป็นลางร้าย ก่อนหน้านี้เขานับว่ามีบรรพบุรษที่ค่อนข้างร้ายกาจคอยคุ้มครอง ดังนั้นแม้ว่าพลังหยินจะรุกราน แต่เขาก็ยังสามารถรอดอยู่ได้ แต่ตอนนี้วิญญาณตนนั้นถูกข้าจับได้แล้ว ตัวเองยังเอาไม่รอด แล้วจะมีความสามารถมาคุ้มครองเขาได้อย่างไร ดูจากโหงวเฮ้งของเขาแล้ว ไม่เกินสามวันเขาจะต้องตายแน่”
“ข้าจะเข้าไปถามอะไรหน่อย” เซี่ยผิงกั่งเดินเข้าไปหาเขาทันที
เซี่ยผิงกั่งรูปร่างสูงใหญ่ พอเขาปรากฏกายก็เห็นว่าคนผู้นั้นหลบไปข้างๆ ด้วยตัวสั่นเทาทันที เห็นได้ชัดว่าเขาเป็นคนขี้กลัวคนหนึ่งจริงๆ
“หลบทำไม ข้ามาหาเจ้านั่นแหละ” เซี่ยผิงกั่งขวางทางเดินของเขาทันที “บรรพบุรุษของเจ้าคอยเก็บวิญญาณไปทั่ว เจ้ารู้เรื่องนี้หรือไม่”
หลี่เหยียนได้ยินเช่นนั้น สีหน้าเขาก็เปลี่ยนไปทันที
เซี่ยผิงกั่งสอบสวนคนมามาก พอเห็นท่าทางของเขาเป็นเช่นนั้นมีหรือจะไม่เข้าใจ
“ที่แท้เจ้าก็รู้เรื่องจริงๆ” เซี่ยผิงกั่งยิ้มเยาะออกมาทันที “เช่นนั้น…เจ้าก็ทำกรรมไว้เองจนไม่อาจมีชีวิตอยู่ได้อีกต่อไป”