ยอดเซียนหญิงทำนายชะตา - ตอนที่ 559 ปราบก่อนค่อยเลี้ยง / ตอนที่ 560 ขยับมั่วๆ ไม่ได้
- Home
- All Mangas
- ยอดเซียนหญิงทำนายชะตา
- ตอนที่ 559 ปราบก่อนค่อยเลี้ยง / ตอนที่ 560 ขยับมั่วๆ ไม่ได้
ตอนที่ 559 ปราบก่อนค่อยเลี้ยง / ตอนที่ 560 ขยับมั่วๆ ไม่ได้
ตอนที่ 559 ปราบก่อนค่อยเลี้ยง
ตอนกลางดึกฝนก็ยังคงตกอยู่ ท้องฟ้ายามค่ำคืนมองไม่เห็นดาวเลยสักดวง
เซี่ยเฉียวพยายามอย่างเต็มที่เพื่อให้ตนเองพักผ่อนอย่างสงบสุข
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้นพวกเขาจึงออกเดินทางไปที่หลุมฝังศพ
นางเดินไปตามลำพังได้ไม่กี่ก้าว ด้านหลังจ้าวเสวียนจิ่งก็นำองครักษ์พร้อมด้วยเซี่ยผิงกั่งทั้งหมดหกคนเดินเข้ามา นอกจากพวกเขาแล้วหลี่ชิงอวี๋ก็วิ่งเหยาะๆ ไปตลอดทาง กระทั่งนำบ่าวรับใช้สองคนเดินไปอยู่ข้างหน้า
“ปรมาจารย์…ท่านปู่ของข้าขอให้ข้ามาเรียนรู้จากท่าน…” หลี่ชิงอวี๋ก็อยากจะร้องไห้แต่ก็ร้องไม่ออก
เขาไม่อยากมาจริงๆ!
เขาไม่ได้ตาบอด และหลุมฝังศพที่ถูกขุดลึกลงไปใต้ดินที่อยู่ไม่ไกลนั่นก็ทำให้เขารู้สึกแปลกๆ ราวกับว่าอยู่ในม่านหมอกมัวและมืดมน!
หากมันทำให้ปรมาจารย์เคร่งขรึมอย่างนี้ได้ ก็จะต้องไม่ใช่สถานที่ที่ดีอย่างแน่นอน!
แต่ท่านปู่ของเขาบอกว่า ต่อไปพวกเขาก็ต้องให้ท่านปรมาจารย์ช่วยดูหลุมฝังศพของครอบครัวพวกเขาเองด้วย ตอนนี้พวกเขาได้แสดงความจริงใจล่วงหน้าไปแล้ว ท่านปรมาจารย์ก็น่าจะพึงพอใจ!
“ฝ่าบาทต้องการไปกับข้าจริงๆ หรือ หากมีอะไรผิดพลาด แม้แต่ชีวิตก็อาจจะรักษาไว้ไม่ได้นะ” เซี่ยเฉียวมองเขาด้วยความประหลาดใจ
ทันทีที่เขาเข้าใกล้ เมฆหมอกเหนือหลุมฝังศพก็เปลี่ยนไปเล็กน้อยราวกับว่ามีพลังสองสายกำลังปะทะกัน
ทั้งฮ่องเต้และรัชทายาทจะมีปราณพิเศษ ซึ่งสามารถเรียกได้ปราณมังกร ปราณของโอรสสวรรค์ หรือปราณของฮ่องเต้
ปราณของโอรสสวรรค์ก็ยังมีหลายประเภท ซึ่งส่วนใหญ่แบ่งเป็นห้าสี เช่น เขียว แดง ขาว เหลือง และดำ ในยามรุ่งสางและพลบค่ำเปรียบเสมือนเมฆที่พร่างพรายหนุนดวงตะวัน ปกคลุมทั่วฟ้า แต่เมื่อมองดูแล้วจะต้องมีความน่าเกรงขามไม่เหมือนคนทั่วไป
แม้ว่ากันว่าตำแหน่งของรัชทายาทจะไม่ค่อยมั่นคงนัก แต่เขาก็เป็นถึงรากฐานของบ้านเมือง ในขณะที่เขาเข้าไปในค่ายกลอันชั่วร้ายนี้ พลังทั้งสองสายจึงปะทะกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
นั่นนับว่าเป็นประโยชน์ต่อเซี่ยเฉียวเล็กน้อย
“การแสดงออกของท่านบอกข้าว่า ท่านหวังว่าข้าจะได้ไปกับท่านด้วย” จ้าวเสวียนจิ่งหัวเราะ “หยุดพูดไร้สาระ แล้วไปดูกันเถอะ”
เซี่ยเฉียวยิ้มทันที
ฉากไหนบ้างที่นางเคยไม่เห็น หลุมฝังศพนี้ไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้น
แต่นี่มัน…มีคนเยอะมาก นางก็เลยต้องแสดงท่าทีของปรมาจารย์ออกมาหน่อยใช่หรือไม่
นี้เรียกว่าปราบก่อนแล้วค่อยเลี้ยง ตอนนี้นางทำให้พวกเขากลัว ประเดี๋ยวค่อยแสดงให้ดูว่านางแก้ค่ายกลชั่วร้ายนี้ได้อย่างสบายๆ พวกเขาย่อมจะต้องชื่นชมศรัทธาในตัวนางอย่างยิ่งแน่นอน!
“พวกเจ้าเดินตามข้ามา หลุมฝังศพด้านล่างนี้มีปัญหาจริงๆ อย่าเหยียบมั่วๆ ไม่อย่างนั้นกลับไปพวกเจ้าจะโชคร้าย” เซี่ยเฉียวพูดจบก็เงยหน้าขึ้นมองพวกเขา จากนั้นนางก็หยิบกระดาษยันต์ปึกหนึ่งและระฆังเล็กๆ จำนวนหนึ่งออกมาจากตะกร้าไม้ไผ่ของนางด้วยสีหน้าเจ็บปวดใจ แล้วยัดใส่มือแต่ละคน “เก็บไว้ให้ดี หากยันต์เสียหายไปแล้วให้สั่นระฆังทันที มิฉะนั้นมีอะไรเกิดขึ้น ข้าก็จะไม่สนใจนะ”
จ้าวเสวียนจิ่งเก็บของเข้าไปในอกเสื้ออย่างสงบ “ทำตามที่…ปรมาจารย์โม่บอก”
คนทั้งกลุ่มทำตามแต่โดยดีราวกับเป็นลูกเป็นหลาน
เชื่อฟังคำสั่งสอนอย่างว่าง่าย
จากนั้นเซี่ยเฉียวจึงเริ่มเดินเข้าไปในความมืด
“มีปัญหาอะไรกับต้นไม้ที่ปลูกไว้สองข้างทางนี่หรือเปล่า” หลังจากที่จ้าวเสวียนจิ่งเดินตามไป เขาก็รู้สึกอึดอัดเล็กน้อย
ลมชั่วร้ายพัดปะทำใบหน้าทำให้คนรู้สึกตื่นตระหนก
เซี่ยเฉียวพยักหน้า “เจ้าค่อนข้างมีพรสวรรค์ทีเดียว ตอนที่พวกเราเพิ่งเดินลงมาจากด้านบน เจ้าลองนึกดูว่าต้นไม้ทั้งสองข้างมีรูปร่างเหมือนอะไร”
“คมดาบ?” จ้าวเสวียนจิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วตอบ
เซี่ยเฉียวพยักหน้า “ถูกต้อง คมดาบชี้ไปที่หลุมฝังศพ แม้ว่าวิญญาณในหลุมฝังศพนี้จะต้องการหนีก็ไม่สามารถหนีได้ เจ้าของสุสานนี้ก็เกรงว่าจะทนไม่ได้เช่นกัน”
เซี่ยเฉียวชี้ยังเนินที่ยกขึ้นเล็กน้อย “ภูเขากับน้ำกดข่มกัน เพื่อพิฆาตมารดาของบ้าน ทำลายบ้านใหญ่ก่อน ค่อยจัดการบ้านอื่นทั้งหมด เกรงว่าภรรยาและอนุภรรยาของเจ้าของหลุมฝังศพนี้คงตายไปหมดแล้ว ต่อให้เป็นลูกหลานก็คงตกอยู่ในอันตรายถึงตาย และพวกเขาก็ไม่รู้ว่าเป็นเรื่องที่อาจารย์ฮวงจุ้ยทำลงไป ช่างโหดเหี้ยมเสียจริง”
ตอนที่ 560 ขยับมั่วๆ ไม่ได้
รูปร่างและที่ตั้งของสุสานนี้มุ่งเป้าไปที่ภรรยาและอนุภรรยาของเจ้าของหลุมฝังศพอย่างสมบูรณ์ โดยเฉพาะกับนายหญิงของบ้าน ซึ่งโหดเหี้ยมที่สุด
ผ่านสักพักพวกเขาก็เดินไปถึงด้านหน้า และเห็นป้ายหลุมศพที่นอกจากจะจารึกบอกตัวตนของเจ้าของหลุมฝังศพเอาไว้แล้ว ก็ยังมีประวัติชีวิตของอีกฝ่ายด้วย
ปรากฏว่าเขายังเคยรับราชการเป็นขุนนางอีกด้วย
ประมาณสิบกว่าปีหรือยี่สิบปีที่แล้วเขาเคยเป็นนายอำเภอของอำเภอสวิน
“ข้าเพิ่งได้ตรวจสอบบันทึกของอำเภอสวินเมื่อไม่กี่วันก่อนจึงได้รู้จักเขา เขาคือผังซีหยวนซึ่งเกิดแต่ตระกูลผังในหย่งเจียงและมีครอบครัวที่ดี หลังจากสอบได้เขาก็มารับหน้าที่เป็นขุนนางในอำเภอสวิน คนผู้นี้มีความรู้ความสามารถทั้งยังหน้าตาดี ภรรยาเอกของเขาก็ยังเป็นทายาทของตระกูลใหญ่ ซึ่งนับว่าเป็นการแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ของสองตระกูล ส่วนอนุภรรยาของเขา…” เซี่ยผิงกั่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง “มีเยอะมาก ข้าจำได้ว่า มีผู้มีชื่อเสียงคนหนึ่ง นางเป็นนักร้องของหย่งเจียงซึ่งเดินทางหลายพันลี้เพื่อไปหาเขาจนเรื่องราวกลายเป็นตำนาน”
ชายคนนี้มีภรรยาและลูกไม่น้อยเลย
มีคนมากมายตั้งป้ายหลุมศพบนป้ายหลุมศพนี้ รวมทั้งภรรยาและลูกๆ
ป้ายที่ตั้งในหลุมฝังศพมีไม่น้อย มีทั้งของภรรยาลูกสาวลูกชาย ซึ่งนับได้เป็นจำนวนมาก
“พี่ชายใหญ่ ครอบครัวของผังซีหยวนตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง ท่านรู้หรือไม่” เซี่ยเฉียวเอ่ยถามเซี่ยผิงกั่ง
เซี่ยผิงกั่งชะงักไปครู่หนึ่งแล้วส่ายหน้า “จะรู้ได้อย่างไร ข้าก็แค่คิดว่าคนนี้เป็นนายอำเภอคนแรกตอนที่คดีฆาตกรรมหิ่งห้อยเกิดขึ้น ข้าจึงได้อ่านเรื่องของเขามากหน่อย”
วิธีที่เซี่ยเฉียวเรียกเขานึกขึ้นมาในสมองแวบหนึ่ง แต่เซี่ยผิงกั่งยังไม่ทันรู้ตัว เขาก็นึกถึงเรื่องอื่นขึ้นมาก่อน
“ฟังซีหยวนเสียชีวิตกะทันหันด้วยอาการป่วยหนัก ผู้ชายคนนี้มากความสามารถ เสด็จพ่อของข้าก็ยังเคยแสดงความเสียใจต่อการตายของเขา ส่วนครอบครัวของเขา…ข้าเคยไปที่อำเภอสวินมาก่อน ตระกูลผังล่มสลายไปนานแล้ว คนในครอบครัวเสียชีวิตลงอย่างต่อเนื่องจนหมดบ้าน เมื่อสามปีที่แล้วข้าบังเอิญได้ยินคนพูดถึงว่า ตระกูลฟังยังมีลูกสาวคนหนึ่งที่เกิดแต่อนุภรรยาซึ่งโตมาด้วยการเลี้ยงดูของพ่อบ้านชรา” จ้าวเสวียนจิ่งเอ่ยเพิ่มเติม เขามองสายตาของเซี่ยเฉียวด้วยรอยยิ้ม
เซี่ยเฉียวถูกจ้าวเสวียนจิ่งจ้องมองด้วยสายตาเช่นนั้นก็นึกขึ้นมาได้ว่า นางเพิ่งเรียกเซี่ยผิงกั่งว่าพี่ชายใหญ่ ในใจจึงรู้สึกขาดความมั่นใจขึ้นมาทันที
เมื่อเห็นว่าเซี่ยผิงกั่งไม่ได้สังเกต นางก็แสดงสีหน้าประหลาดใจอีกครั้งก่อนจะยื่นหน้าไปมองดูคำจารึกและเบนสายตาออกไป
ผังซีหยวนตายไปตั้งสิบเอ็ดสิบสองปีแล้ว จ้าวเสวียนจิ่งตอนนั้นอายุเท่าไรเอง แต่เขากลับยังจำเรื่องแบบนี้ได้?
จ้าวเสวียนจิ่งมองนางด้วยรอยยิ้ม เซี่ยเฉียวรู้สึกถึงได้ถึงสายตาที่ภาคภูมิใจของเขา
เซี่ยเฉียวเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย “ความทรงจำของข้าก็ไม่เลว”
ไม่แย่ไปกว่าเขาหรอก จะมาทำภูมิใจอะไร
จ้าวเสวียนจิ่งจนใจ เขามองซ้ายมองขวา และรู้สึกว่าพื้นใต้เท้าของเขาเปียกชื้นและส่งกลิ่นที่น่าขยะแขยง
“ท่านจะทำอะไรตอนนี้” จ้าวเสวียนจิ่งเอ่ยถาม
เซี่ยเฉียวสับสนอยู่ครู่หนึ่ง “ผังซีหยวนผู้นี้ต้องกลายเป็นวิญญาณแค้นแล้วแน่ๆ เพียงแต่ว่าเขาถูกกักขังอยู่ภายในไม่สามารถออกมาได้เท่านั้น วิญญาณอื่นๆ ที่อดตายอยู่ข้างในนี้เป็นผู้หญิงทั้งหมด เมื่อพลังหยินยิ่งเข้มข้น มันก็จะสามารถหล่อเลี้ยงวิญญาณของผังซีหยวนได้ ดังนั้นเขาจึงมีพลังมากกว่าวิญญาณอื่นๆ มาก…”
“หากข้าต้องการช่วยวิญญาณคนตายตอนนี้ก็จะต้องจัดค่ายกลคาถา ค่ายกลทั่วไปไม่สามารถรับประกันได้ว่าข้าจะเอาชนะเขาได้ แต่บังเอิญพอดีที่พวกเจ้าเป็นผู้ชายกันทั้งนั้นจึงมีพลังหยางมาก หากพวกเจ้าสามารถยืนตรงตำแหน่งต่างๆ เพื่อช่วยข้าสะกดไว้สักครู่ โอกาสที่ข้าจะชนะก็จะมีมากขึ้นหน่อย” เซี่ยเฉียวกล่าวอย่างตรงไปตรงมา
เหตุผลที่เซี่ยเฉียวพูดเช่นนี้เป็นเพราะนางกลัวว่า พอถึงเวลานั้นคนเหล่านี้จะรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ แล้วจะวิ่งหนีสะเปะสะปะไปด้วยความกลัว
คนของรัชทายาทยังพอว่า แต่หลี่ชิงอวี๋นั่น…อายุยังน้อย นางเกรงว่าเขาจะทนไม่ไหว
“ได้” จ้าวเสวียนจิ่งพยักหน้า
หลี่ชิงอวี๋ขี้ขลาด แต่เขาก็ตอบรับแต่โดยดี
เซี่ยเฉียวหยิบเข็มทิศออกมาเพื่อคำนวณตำแหน่ง ขณะที่นางกำลังจะจัดแจงคนก็มีเสียงกรอบแกรบดังขึ้นข้างหลัง เมื่อนางหันกลับไปมองก็เห็นว่า มีชายชราคนหนึ่งก็เดินเข้ามาพร้อมกับเด็กสาวที่มีอายุประมาณสิบเจ็ดหรือสิบแปดปี
หญิงสาวรีบวิ่งเข้ามาทันที “พวกเจ้าเป็นใคร! มาอะไรอยู่หน้าหลุมศพของท่านพ่อข้า!”
เอาล่า ทายาทของเจ้าของหลุมฝังศพอยู่ที่นี่แล้ว
เรื่องนี้เกรงว่าจะจัดการไม่ได้ง่ายๆ แล้ว
หญิงสาวหน้าตาดีมาก แต่ตอนนี้นางกำลังก้าวร้าวดุดัน และจ้องเขม็งไปยังเซี่ยเฉียวที่กำลังถือเข็มทิศราวกับว่านางเห็นศัตรูที่ฆ่าบิดาของนางกระนั้น
เซี่ยเฉียวเองก็รู้ว่าตนเองไม่มีเหตุผลที่เพียงพอ
มีอะไรในโลกนี้บ้างที่ไม่ควรแตะต้อง?
นั่นก็คือลูกเมียและทรัพย์สมบัติของผู้อื่น รวมถึงสุสานของบรรพบุรุษ
“แม่นางผัง มันเป็นอย่างนี้ ข้าเป็นนักพรตเต๋า ข้าสามารถขับไล่ความชั่วร้ายและกำจัดวิญญาณร้ายได้ สุสานของครอบครัวเจ้ามีปัญหาบางอย่าง ข้าจะต้องเปิดแท่นทำพิธี” เซี่ยเฉียวพยายามเอ่ยอย่างกรุณา