ทะลุมิติไปเป็นช่างเสริมสวยยุค 80 - ตอนที่ 1011 บทสรุป (ต้น)
ตอนที่ 1011 บทสรุป (ต้น)
………………..
ตอนที่ 1011 บทสรุป (ต้น)
เมื่อเอ้อร์เลิ่งมองเห็นใบหน้าของหญิงคนนั้นชัดเจน อารมณ์ของเขาก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก
แต่ในฐานะแพทย์มืออาชีพ เมื่อเผชิญกับสายตาที่เต็มไปด้วยความหวังของคนไข้ เขาก็พยายามอย่างยิ่งที่จะกดข่มอารมณ์ส่วนตัวเอาไว้ แล้วนั่งลงบนที่นั่งที่เขาควรจะนั่ง เพื่อตรวจชีพจรให้กับคนไข้
วินิจฉัยโรคด้วยการมอง การดมกลิ่น การซักถาม และการคลำ ทุกอย่างดำเนินไปตามขั้นตอนปกติครบถ้วน
เอ้อร์เลิ่งได้เรียนรู้ว่าชายคนนั้นมีโรคกระดูกสันหลังอักเสบติดยึดเรื้อรังมาเป็นเวลาแปดปีแล้ว รวมถึงภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากการรับประทานยา
ตั้งแต่เจ็บป่วยมา เขาใช้ยาในการรักษาอาการมาตลอด แต่เมื่อสองปีก่อน อาการของโรคได้ทรุดหนักลง การเคลื่อนไหวกลายเป็นปัญหา การทำงานของข้อต่อก็ถูกจำกัด เคลื่อนไหวลำบาก จนต้องใช้รถเข็น
เอ้อร์เลิ่งได้ยินเขาเล่าว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เขาได้เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลใหญ่ๆ ทั่วประเทศ แต่ก็ยังไม่สามารถควบคุมอาการของโรคได้
หลังฟังจากคำบอกเล่าของผู้ป่วย ก็ไม่ยากที่จะทราบว่าสถานะทางครอบครัวของเขาแต่ก่อนนั้นค่อนข้างดี แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา การเดินทางไกลไปขอความช่วยเหลือทุกที่ ทำให้ทั้งครอบครัวต้องล้มละลายไปกับเขา
“พวกคุณมาจากไหน?” เอ้อร์เลิ่งมองหน้าผู้หญิงที่ดูซูบซีดแล้วถามขึ้นลอยๆ
หญิงคนนั้นตอบว่า “พวกเราเดินทางมาจากเมืองหนานเฉิงเพราะได้ยินชื่อเสียงของหมออาวุโสเย่ ก่อนหน้านั้นพวกเราไปหาหมอมาหลายโรงพยาบาลใหญ่แล้ว แต่ทุกที่ล้วนบอกว่าไม่มีวิธีรักษาโรคนี้ อาการของโรคนี้เรื้อรังมาหลายปีจนพวกเราหมดปัญญา หมออาวุโสเย่เป็นความหวังสุดท้ายของพวกเราแล้ว”
หญิงคนนั้นถามเอ้อร์เลิ่งอย่างร้อนรน “ขอถามหน่อยได้ไหมคะว่าตอนนี้หมออาวุโสเย่อยู่ที่ไหน?”
เอ้อร์เลิ่งจับชีพจรเสร็จแล้วเงยหน้าขึ้น จ้องตาหญิงคนนั้นตรงๆ แล้วพูดว่า “อาจารย์ของผมไม่ได้ตรวจคนไข้วันนี้ ถ้าคุณไม่เชื่อในฝีมือของผม ก็ไปหาหมอที่เก่งกว่าได้”
หญิงคนนั้นฟังน้ำเสียงเย็นชาและจริงจังของเอ้อร์เลิ่ง พอสบตากับเขาก็ชะงักไปเล็กน้อย ตอนนี้เองหล่อนถึงได้เห็นหน้าตาของหมอหนุ่มคนนี้ชัดเจน
เมื่อครู่หล่อนยุ่งอยู่กับการเข็นรถของสามี และครุ่นคิดหนักว่าจะทำอย่างไรให้หมอชราเย่มารักษาสามีด้วยตัวเอง จึงไม่ได้สังเกตหมอหนุ่มคนนี้อย่างละเอียด และในตอนนี้เองหล่อนถึงมองเห็นใบหน้าของเขาชัดเจน
ใบหน้าที่อิดโรยของหล่อนแปรเปลี่ยนเป็นตกใจ ดวงตาเต็มไปด้วยความประหลาดใจสุดขีด
“คุณ…….”
หญิงคนนี้รีบหลบสายตาจากใบหน้าของเอ้อร์เลิ่งอย่างรวดเร็ว ก้มหน้าลงไม่กล้ามองเขา ในดวงตาฉายแววอารมณ์ปั่นป่วนดุจคลื่นลมแรง
ชายบนรถเข็นเห็นว่าหมอเฉินที่มาตรวจอาการให้เขามีสีหน้าเคร่งเครียด ดูเหมือนอารมณ์จะไม่ค่อยปกตินัก ทำให้คิดไปว่าคำพูดของภรรยาเขาอาจทำให้หมอเฉินเข้าใจผิด เขาจึงพูดว่า “เสี่ยวเจิน ปล่อยให้หมอหนุ่มคนนี้ตรวจอาการผมเถอะ”
“คุณหมอเฉิน สภาพของผมเป็นยังไงบ้างครับ? รักษาได้ไหม?” ชายคนนั้นถามออกมาด้วยสีหน้าเรียบเฉย ทั้งร่างกายดูสงบนิ่ง ราวกับไม่ได้หวังอะไรมากนัก
“ผมรักษาไม่ได้” เอ้อร์เลิ่งพูดด้วยน้ำเสียงหนักอึ้ง
“ขอถามหน่อยครับว่า คุณหมออาวุโสเย่จะกลับมาเมื่อไหร่?”
เอ้อร์เลิ่งไม่พูดอะไร แต่ลูกมือที่คอยจัดยากลับตอบว่า “คุณหมออาวุโสเย่จะกลับมาตอนบ่ายครับ”
ชายบนรถเข็นกล่าวว่า “งั้นพวกเราก็รอหมออาวุโสเย่อีกสักหน่อยแล้วกัน”
สายตาของหญิงคนนี้มองไปที่เอ้อร์เลิ่งเป็นระยะ ไม่กล้าสบตาเขาตรงๆ แต่ก็อดไม่ได้ที่จะมองเขาอยู่เรื่อยๆ
เอ้อร์เลิ่งได้ยินพวกเขาพูดว่าจะรอหมออาวุโสเย่ เขาจึงลุกขึ้นด้วยสีหน้าบึ้งตึง แล้วเดินออกจากห้องตรวจทันที
พอเขาเดินออกไป ชายบนรถเข็นก็อดบ่นไม่ได้ “ทำไมหมอคนนี้ถึงมีทัศนคติแย่ขนาดนี้?”
พวกเขามาที่นี่ด้วยความหวังสุดท้ายเพราะได้ยินชื่อเสียง แต่กลับได้รับการต้อนรับแบบนี้ สำหรับคนไข้แล้ว มันช่างน่าผิดหวังจริงๆ
ลูกศิษย์รีบอธิบายให้พวกเขาฟังว่า “หมอเฉินของพวกเราเป็นคนดีมากครับ”
“ขอถามหน่อยว่าหมอเฉินคนนี้ชื่อเต็มว่าอะไรคะ?” ในที่สุดหญิงคนนั้นก็อดไม่ไหว ถามออกมา
ลูกศิษย์เกาหัวแกรกๆ แล้วตอบว่า “ดูเหมือนจะชื่อว่าเฉินจั่นเผิงครับ”
ปกติแล้วคุณปู่เย่มักจะเรียกเขาว่า เอ้อร์เลิ่ง ส่วนชื่อเต็มนั้นไม่ค่อยได้ยินคนเรียกบ่อยนัก
“เฉินจั่นเผิง…”สีหน้าของหญิงคนนั้นซีดเผือด หล่อนยืนอยู่ตรงนั้น พึมพำอะไรบางอย่าง ร่างกายแทบจะทรงตัวไม่อยู่
“เสี่ยวเจิน เป็นอะไรไป? คุณรู้จักเหรอ?” คอของชายคนนั้นดูเหมือนจะแข็งทื่อ ทำให้หันหน้าค่อนข้างลำบาก
ดวงตาของหญิงคนนั้นเป็นประกาย หล่อนรีบส่ายหน้า “ไม่รู้จัก ไม่รู้จัก”
เอ้อร์เลิ่งขังตัวเองอยู่ในห้อง ไม่ออกมาอีก
ส่วนหญิงที่เข็นรถเข็นก็บอกว่าจะรอคุณลุงเย่ ลูกศิษย์จึงเข้ามาขอความเห็นจากเอ้อร์เลิ่งว่าควรจัดการพวกเขาอย่างไร
เอ้อร์เลิ่งนอนอยู่บนเตียง เอาแขนทั้งสองข้างรองศีรษะไว้ พูดด้วยน้ำเสียงห้วนๆ ว่า “อาจารย์ของฉันยังไม่กลับมา ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะรักษาได้หรือเปล่า จะต้องจัดการอะไรอีกล่ะ?”
เอ้อร์เลิ่งที่ปกติแล้วเป็นคนอ่อนโยนกลับระเบิดอารมณ์ขึ้นมาอย่างกะทันหัน ทำเอาลูกศิษย์ตกใจจนต้องหดคอ พูดเออออแล้วถอยออกไป
หลังเห็นชัดเจนแล้วว่าเอ้อร์เลิ่งไม่อยากรับคนไข้รายนี้ ลูกศิษย์ก็ไม่กล้าตัดสินใจเอง จึงได้แต่ให้พวกเขารออยู่ข้างนอกก่อน รอให้อาจารย์เย่กลับมาตรวจอาการแล้วค่อยว่ากันอีกที
หญิงคนนั้นเข็นรถเข็นออกไปนอกประตูใหญ่ ก่อนจะจากไปก็มองไปทางตึกหลังหนึ่งแวบหนึ่ง
………
เย่ไป๋เป็นคนขับรถมาส่งคุณปู่เย่ในตอนบ่าย ทันทีที่เขาลงจากรถ หญิงคนหนึ่งก็เข็นรถเข็นตามเข้ามา บอกว่ารออยู่ข้างนอกมาทั้งวัน
คุณปู่เย่ได้ยินดังนั้น จึงมีท่าทีเป็นมิตรและเชิญพวกเขาเข้ามา
“พวกเธอทำอะไรกัน? อากาศหนาวขนาดนี้ ทำไมปล่อยให้คนไข้รออยู่ข้างนอก?”
คุณปู่เย่ไม่เห็นเอ้อร์เลิ่ง จึงถามลูกศิษย์ว่าเกิดอะไรขึ้น
ลูกศิษย์น้องเล็กพูดอึกอักว่าเอ้อร์เลิ่งได้ตรวจวินิจฉัยคนไข้รายนี้แล้ว และบอกว่ารักษาไม่ได้ ตอนนี้เขากำลังนอนหลับอยู่
คุณปู่เย่ได้ยินคำพูดของลูกศิษย์แล้วก็ไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่ให้คนไข้เข้ามา และตรวจชีพจรใหม่อีกครั้ง
“โรคกระดูกสันหลังอักเสบติดยึด ในทางการแพทย์แผนจีนเรียกว่าโรครูมาตอยด์ หรือเรียกว่าหลังค่อม สาเหตุหลักมาจากไตอ่อนแอและเส้นลมปราณตูเย็น คุณเป็นโรคนี้มานานแล้วใช่ไหม?”
“แปดปีแล้ว” ชายคนนั้นตอบด้วยสีหน้าหม่นหมอง พลางถอนหายใจอย่างเศร้าสร้อย
“ในสภาพแบบนี้ เราทำได้แค่ควบคุมอาการก่อน” หมออาวุโสเย่กล่าว “ผมจะเขียนตำรับยาให้ ใช้ทั้งภายในและภายนอก ดูผลก่อน หลังจากนั้นค่อยปรับสภาพร่างกายแล้วฝังเข็ม”
หมออาวุโสเย่ไม่ได้ปฏิเสธพวกเขา และบอกว่าสามารถปรับปรุงอาการได้ด้วยการรักษาอย่างค่อยเป็นค่อยไป ข่าวดีนี้ทำให้พวกเขารู้สึกใจชื้นขึ้นมาบ้าง
พวกเขาเห็นความหวังแล้ว
ชายคนนั้นถามยืนยันกับหมออาวุโสเย่หลายครั้งว่าโรคของเขาสามารถรักษาได้หรือไม่ หมออาวุโสเย่ตอบรับอย่างแน่นอน ชายคนนั้นรู้สึกตื้นตันใจจนต้องปิดหน้าร้องไห้
หมออาวุโสเย่เขียนใบสั่งยาให้เขา ทั้งยารับประทานและยาทาภายนอกสำหรับข้อต่อ
เนื่องจากข้อต่อของชายคนนั้นแข็งตัวแล้ว กล้ามเนื้อฝ่อลีบ และเพราะการรับประทานยาเป็นเวลานาน อวัยวะภายในจึงได้รับความเสียหาย หมออาวุโสเย่จึงจำเป็นต้องปรับสภาพร่างกายของเขาก่อน ยาที่ใช้ต้องมีฤทธิ์อ่อนโยน รอให้ร่างกายปรับสภาพก่อน แล้วจึงดำเนินการรักษาขั้นต่อไป
เมื่อเตรียมยาเสร็จแล้ว ชายคนนั้นก็พูดกับหญิงที่ยืนเหม่อลอยอยู่ว่า “เสี่ยวเจิน เอาเงินมาจ่ายเร็ว”
เมื่อได้ยินชายคนนั้นเรียกชื่อภรรยา หมออาวุโสเย่ที่กำลังเขียนหนังสืออยู่ก็ชะงักไปชั่วขณะ
อดไม่ได้ที่จะมองหญิงคนนั้นอีกครั้ง
หญิงที่ชื่อเสี่ยวเจินจ่ายค่ายาแล้วก็เข็นรถเข็นชายคนนั้นเตรียมจะออกไป
ก่อนที่หล่อนจะจากไป สายตาก็ยังคงมองไปทางหนึ่งอย่างไม่ยอมแพ้ แต่ประตูบานนั้นกลับปิดสนิท หล่อนจึงไม่สามารถมองเห็นอะไรได้เลย
ชายคนนั้นเห็นหล่อนเข็นรถช้ามาก จึงเร่งเร้าว่า “เร็วหน่อยสิ ฟ้ามืดแล้ว เดี๋ยวไม่ทันรถนะ”
เมื่อคนพวกนั้นจากไป คุณปู่เย่ก็เข้าไปในห้องของเอ้อร์เลิ่ง
เอ้อร์เลิ่งยังคงนอนอยู่ตรงนั้น จ้องมองเพดานอย่างเหม่อลอย
เขาได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวในลานบ้านเมื่อครู่นี้อย่างชัดเจน เมื่อเห็นอาจารย์เดินเข้ามา เขารีบลุกขึ้นนั่งทันที
“เอ้อร์เลิ่ง ทำไมยังนอนอยู่อีกล่ะ?”
คุณปู่เย่มองเขาแล้วถามตรงๆ “คนที่ชื่อเสี่ยวเจินเมื่อกี้ เป็นคนที่มีชื่อเหมือนกันหรือว่า…”
เอ้อร์หลิงไม่คิดว่าอาจารย์จะถามเรื่องนี้ เขาใช้เวลาครู่ใหญ่ก่อนจะส่ายหน้า “ไม่ใช่ครับ แค่คนที่มีชื่อเหมือนกันเท่านั้น”
คุณปู่เย่ได้ยินดังนั้นก็เข้าใจทันที
บางครั้งโลกนี้ก็กลมดีจริงๆ
อดีตเด็กสาวที่เคยทำร้ายเอ้อร์เลิ่ง กลับได้พบกับเอ้อร์เลิ่งอีกครั้งด้วยเหตุการณ์เช่นนี้
ดูจากสภาพของหล่อนแล้ว ชีวิตในช่วงหลายปีที่ผ่านมาคงไม่ได้ราบรื่นนัก
บางทีสวรรค์อาจต้องการใช้วิธีการที่คาดไม่ถึงแบบนี้ เพื่อจบบทบาทวัยหนุ่มสาวของพวกเขา
คุณปู่เย่ตบไหล่เขาเบาๆ “ไอ้หนุ่มเอ๋ย ปล่อยวางเถอะ เธอควรไปแสวงหาความสุขของตัวเองได้แล้ว”
เอ้อร์เลิ่งก้มหน้าลง เงียบไปนาน เขาพยักหน้า “ท่านอาจารย์ ผมเข้าใจแล้ว”
เอ้อร์เลิ่งยังไม่ทันได้ตั้งตัว เขาไม่อาจเชื่อได้ว่าตัวเองจะพบเสี่ยวเจินในสถานการณ์เช่นนี้โดยไม่ทันเตรียมใจ
หลังสิบปีผ่านไป หล่อนดูไม่สดใสร่าเริงเหมือนเมื่อก่อนแล้ว มีเพียงความอ่อนล้าและเหนื่อยหน่ายหลังจากถูกชีวิตรังแก
จากการดูแลสามีที่ป่วยมาแปดปี คิดดูก็รู้ว่าแปดปีที่ผ่านมาหล่อนคงไม่ได้ใช้ชีวิตอย่างสุขสบายนัก
นี่คือสิ่งที่เรียกว่ากฎแห่งกรรมสินะ
เขาเป็นบ้าไปสิบปี ส่วนหล่อนต้องทนลำบากมาแปดปี
โชคชะตานั้นยุติธรรมกับทุกคน
เอ้อร์เลิ่งคิดถึงตรงนี้แล้วก็หัวเราะเยาะตัวเองเบาๆ อย่างกะทันหัน
ทุกคนต่างมีทางเลือกของตัวเอง และทุกคนต้องจ่ายในราคาที่เหมาะสมสำหรับทางเลือกของตน
เขาเป็นเช่นนั้น เสี่ยวเจินก็เป็นเช่นนั้นเหมือนกัน
เขาควรจะปล่อยวางอย่างแท้จริง ควรจะวางทุกอย่างลง และเริ่มต้นชีวิตใหม่ของตัวเองได้แล้ว
…………………………………………………………………………………………………………………………
สารจากผู้แปล
โชคชะตาคงทำให้ได้รู้จักกันเพียงเท่านี้ ปล่อยวางจากอดีตเถอะเอ้อร์เลิ่ง เปิดใจรับสิ่งใหม่ๆ เข้ามา แล้วบ่วงที่เคยพันธนาการตัวเองจะค่อยๆ สลายไปเอง
ใกล้จะถึงบทสรุปของเรื่องนี้แล้วนะคะ
ไหหม่า(海馬)