ทะลุมิติยุค 70 ครานี้ข้าขอใช้ชีวิตอย่างสุขสำราญ - บทที่ 107 จักรยานเป็นจุดสนใจ
- Home
- All Mangas
- ทะลุมิติยุค 70 ครานี้ข้าขอใช้ชีวิตอย่างสุขสำราญ
- บทที่ 107 จักรยานเป็นจุดสนใจ
บทที่ 107 จักรยานเป็นจุดสนใจ
พนักงานขายรถจักรยานคุ้นหน้าคุ้นตาคนที่มาที่นี่เป็นประจำอยู่แล้ว
เพราะในยุคนี้ รถจักรยานเป็นของราคาแพง คนทั่วไปมักจะต้องมาดูหลายต่อหลายครั้งกว่าจะรวบรวมเงินและคูปองซื้อได้
ดเธอไม่คิดว่าหนุ่มสาวคู่นี้จะมาซื้อภายในครั้งแรกที่มา ทันใดนั้นเธอก็มีความคิดว่า ทั้งคู่กำลังล้อเธอเล่นอยู่
เธอจึงพูดย้ำอีกครั้ง “หากจะซื้อรถจักรยาน ต้องใช้คูปองและเงินอีกหนึ่งร้อยห้าสิบหยวน”
ลู่เซี่ยพยักหน้า เธอไม่ลังเลที่จะหยิบเงินและคูปองที่เตรียมไว้ออกมาทันที
เมื่อเห็นการกระทำของตรงหน้า พนักงานขายก็รู้ว่าทั้งคู่กำลังจะซื้อจริง ๆ เธอทั้งตกใจและอิจฉาไปในคราวเดียวกัน แต่ก็ไม่รีรอที่จะรับเงินและคูปองจากมือของลู่เซี่ย จากนั้นก็ไปเขียนใบเสร็จให้พวกเขาทันที
เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ทั้งคู่ก็เข็นรถจักรยานออกไป ท่ามกลางสายตาที่อิจฉาของพนักงานขายและคนอื่น ๆ
หลังจากออกมา ทั้งคู่ยังถูกห้อมล้อมไปด้วยผู้คน เพราะในยุคนี้ รถจักรยานก็เหมือนกับรถ BMW มีคนไม่กี่คนหรอกที่จะสามารถซื้อมันมาได้ ทั้งยังต้องมีคูปองอีกด้วย
ทั้งคู่รู้สึกไม่ค่อยชิน แต่โชคดีที่ไม่นานก็มาถึงกรมขนส่ง หลังจากยื่นหลักฐานการซื้อของจากห้างสรรพสินค้ เจ้าหน้าที่ก็ใส่หมายเลขให้ ซึ่งเทียบเท่ากับป้ายทะเบียน หลังจากนั้นรถจักรยานของทั้งคู่ก็สามารถแล่นบนท้องถนนได้
หลังจากทำธุระเสร็จ ลู่เซี่ยและเจียงจวินโม่ก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก เพราะที่บ้านยังมีของอื่น ๆ อีกมากมาย พวกเขาจึงไม่ได้ซื้ออะไรเพิ่มเติมในตอนนี้ จากนั้นก็พากันไปยังสถานีรถโดยสารทันที
จากตัวอำเภอไปถึงหมู่บ้านนั้นมีระยะทางไกลและเป็นเส้นทางภูเขาทั้งหมด การขี่จักรยานกลับไปคงไม่ค่อยยสะดวกมากนัก ดังนั้น ทั้งคู่จึงตัดสินใจนั่งรถโดยสารกลับ
ในยุคนี้ รถโดยสารก็ไม่ได้มีกฎระเบียบอะไรมากมาย บ้างก็นำไก่ เป็ด ปลา แพะขึ้นรถก็มี แต่นี่เป็นครั้งแรกที่มีคนนำรถจักรยานขึ้นมาด้วย ดังนั้นทุกสายตาต่างจับจ้องมาที่ทั้งคู่อย่างไม่ต้องสงสัย
โดยเฉพาะคนในหมู่บ้านที่รู้จักพวกเขา แทบทุกคนถามพวกเขาด้วยความอิจฉาและประหลาดใจตลอดทาง
กระทั่งลงจากรถ ลู่เซี่ยรู้สึกว่าหัวมึนไปหมด
โชคดีที่เมื่อมาถึงในเมืองแล้ว คราวนี้พวกเขาสามารถขี่จักรยานกลับบ้านได้เสียที
เจียงจวินโม่เป็นคนขี่จักรยาน โดยมีลู่เซี่ยนั่งซ้อนท้าย เดิมทีเธอกลัวว่าเขาจะเหนื่อย จึงตั้งใจด้วยตนเอง แต่เมื่อเห็นว่าเจียงจวินโม่ยืนกรานที่จะเป็นฝ่ายขี้ ลู่เซี่ยจึงปล่อยให้เขาขี่ โชคดีที่ระยะทางไม่ไกล ขี่จักรยานเพียงสิบกว่าเฟินก็ถึงหมู่บ้าน
เมื่อเข้าหมู่บ้านก็ไม่แปลกใจที่จะถูกทุกสายตาจับจ้องอีกครั้ง
เด็ก ๆ กลุ่มหนึ่งถึงกับวิ่งมาล้อมรอบพวกเขา ทำให้พวกเขาไม่สามารถขี่จักรยานต่อไปได้
จริง ๆ แล้วการที่คนในหมู่บ้านจะแปลกใจก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะทั้งหมู่บ้านต้าอิ่งซานมีจักรยานเพียงคันเดียว และเป็นทรัพย์สินส่วนรวมของที่ทำการหมู่บ้าน โดยปกติจะใช้ก็ต่อเมื่อมีธุระเท่านั้น ไม่อย่างนั้นก็ไม่อนุญาตให้ใช้
ไม่มีใครคาดคิดว่าปัญญาชนน้อยทั้งสองคนที่เพิ่งลงชนบทไม่นานจะสามารถซื้อจักรยานได้
“ดูพวกเขาน่ะสิ แต่งงานกันแล้วก็สร้างบ้าน ตอนนี้ก็ซื้อรถจักรยานอีก ต้องใช้เงินเท่าไหร่กัน?” ชาวบ้านต่างพากันอิจฉา ทั้งยังถามไถ่กันว่าพวกเขาไปเอาคูปองมาจากไหน คนที่มีฐานะดีหน่อยก็แอบถามว่าพอจะช่วยหาให้สักใบได้ไหม
ลู่เซี่ยกะว่าจะบอกปัดพวกเขาไปตรง ๆ แต่ไม่นึกเลยว่าเจียงจวินโม่จะพูดขึ้นมาแบบไม่ทันตั้งตัว “คูปองจักรยานใบนี้ ผมเก็บเงินหลายปีเลยนะ หากผมไม่แต่งงาน คนทางบ้านคงไม่ยอมให้ผมหรอก ที่จริงมันก็ไม่ใช่ของผมซะทีเดียว แต่มันเป็นของที่ทางบ้านผมเตรียมไว้เป็นสินสอดให้แก่ลู่จือชิง”
สิ้นเสียงเจียงจวินโม่ ทุกคนก็มองลู่เซี่ยด้วยความอิจฉายิ่งกว่าเดิม ไม่มีใครคิดเลยว่าระยะทางไกลขนาดนี้ ทางบ้านของเจียงจวินโม่ยังไม่ละเลยที่ตะเตรียมสินสอดให้ลู่เซี่ยอีก ยิ่งเป็นการยืนยันได้ว่าครอบครัวเขามีฐานะดี
กว่าทั้งคู่จะหนีจากวงล้อมของชาวบ้านออกมาได้ก็เล่นเอาเหนื่อย พอมาถึงก็เจอเหล่าปัญญาชนมามุงดูอีก
เมื่อได้ยินว่าทั้งคู่ซื้อจักรยาน เหล่าปัญญาชนก็กรูกันออกมาดูด้วยความแตกตื่น
“โอ้โห! ซื้อจักรยานเลยเหรอเนี่ย รวยจริง ๆ”
ลู่เซี่ยได้แต่ยิ้มแห้ง ๆ “บ้านของเจียงจือชิงซื้อให้น่ะ พวกเราสองคนไม่ได้รวยอะไรหรอก”
“มันก็เหมือนกันนั่นแหละ”
“ใช่ แต่พวกเรามีจักรยานแล้ว การออกไปข้างนอกก็สะดวกขึ้นเยอะเลย ไม่อย่างนั้นต้องเดินออกไปทุกครั้ง เหนื่อแย่!”
“จริง ๆ นะ ต่อไปนี้หากจะออกไปไหน ฉันว่าไปยืมรถจักรยานของเจียงจือชิงดีกว่า คิดว่าเจียงจือชิงคงไม่ว่าอะไรหรอกใช่ไหม?”