ทะลุมิติยุค 70 ครานี้ข้าขอใช้ชีวิตอย่างสุขสำราญ - บทที่ 106 ดูหนัง
บทที่ 106 ดูหนัง
ไม่นานทั้งคู่ก็มาถึงโรงหนังประจำอำเภอ
โรงหนังประจำอำเภอแห่งนี้ไม่ใหญ่ มีห้องฉายหนังเพียงห้องเดียว หนังที่ฉายก็เป็นเรื่องตายตัว ไม่มีให้เลือก แต่โชคดีที่ตอนนี้มีคนดูหนังไม่มากนัก จึงซื้อตั๋วได้ค่อนข้างราบรื่น
รอไม่นานหนังรอบก่อนก็จบลง พวกเขาก็สามารถเข้าไปได้
ก่อนเข้าไป เจียงจวินโม่ไม่ลืมที่จะแวะซื้อข้าวโพดคั่วและน้ำอัดลมที่ร้านค้าข้าง ๆ
ลู่เซี่ยเห็นเขาทำทุกอย่างได้รวดเร็ว จึงอดไม่ได้ที่จะถามขึ้นด้วยน้ำเสียงที่มีความหมายลึกซึ้ง “ดูหนังบ่อยเหรอ?
เจียงจวินโม่ส่ายหัว “ไม่บ่อย ก่อนหน้าที่พี่สาวผมจะแต่งงาน ผมมักจะไปดูกับพวกเธอ แต่หลังจากพวกเธอแต่งงานแล้ว ผมก็ไม่ค่อยได้ไป”
แสดงว่าเขาไม่ได้มีเรื่องอื่นซ้อนเร้นใช่ไหม? แบบนั้นลู่เซี่ยก็ค่อยเบาใจลงได้
หลังจากทั้งคู่เข้าไปแล้วก็หาที่นั่ง รอบนี้คนก็ไม่เยอะ ประกอบกับห้องฉายหนังค่อนข้างใหญ่ บรรยากาศโดยรอบจึงดูโล่งมาก
ไม่ว่าอย่างไร ลู่เซี่ยก็ยังตื่นตากับของแปลกใหม่ เธอกวาดสายตาไปรอบ ๆ ก็พบว่าคนที่เข้ามาดูล้วนเป็นคนหนุ่มสาวหรือคู่รัก ดูเหมือนว่าไม่ว่ายุคสมัยไหน โรงหนังก็ยังคงเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์สำหรับการออกเดทอยู่เสมอ
ไม่นานหนังก็เริ่มฉาย
ว่ากันว่าหนังเรื่องนี้เข้าฉายมาสองปีแล้ว เพราะมีคนชอบกันเยอะ หนังเรื่องนี้จึงยังคงฉายอยู่ ชื่อเรื่อง ‘ล้อกลิ้ง’ เป็นหนังที่บอกเล่าเรื่องราวการต่อสู้ของชาวนาผู้สูงวัยกับโจรในยุคก่อนการปฏิรูป
ลู่เซี่ยรู้สึกว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนังที่น่าสนใจทีเดียว แม้คุณภาพของหนังจะธรรมดา และการแสดงของนักแสดงจะดูคล้ายละครเวที เธอก็ตั้งหน้าตั้งตาดูอย่างตั้งใจ
เมื่อหนังจบ เธอเองยังรู้สึกติดใจอยู่เล็กน้อย
เจียงจวินโม่เห็นท่าทางของเธอจึงถามออกไป “หากคุณชอบ ไว้พวกเรามีโอกาสค่อยมาดูใหม่ก็ได้”
ลู่เซี่ยพยักหน้า “ตกลง ฉันเพิ่งเคยดูหนังแบบนี้ครั้งแรก มันก็ไม่เลวเลยนะ”
เจียงจวินโม่ได้ยินเธอพูดแบบนั้น เขาก็นึกเอาเองว่า เธอคงเพิ่งเคยดูหนังเป็นครั้งแรก ความรู้สึกสงสารได้ก่อเกิดในใจอย่างกะทันหัน จึงรีบตบปากรับคำ “ไม่ต้องห่วง ผมจะพาคุณมาดูบ่อย ๆ”
ลู่เซี่ยฟังคำของเขาก็รู้ได้ทันทีว่าเขาเข้าใจผิด แม้เธออยากจะอธิบาย แต่ก็นึกขึ้นได้ว่าเจ้าของร่างเดิมไม่เคยดูหนัง เธอเองก็ไม่ได้โกหก จึงไม่ได้อธิบายอะไรออกมา
หลังจากดูหนังเสร็จ ทั้งคู่ก็ไปยังร้านอาหารของรัฐเพื่อกินข้าวกันตามปกติ จากนั้นจึงไปยังห้างสรรพสินค้าเพื่อเลือกซื้อจักรยาน
บริเวณที่ขายจักรยานของห้างสรรพสินค้ามีคนอยู่ไม่น้อย แต่ส่วนใหญ่พวกเขาจะมาดูมากกว่ามาซื้อ
พนักงานขายนั่งอยู่ด้านข้างอย่างสบายใจ ตราบใดที่ไม่มีใครเข้ามาแตะต้อง พวกเขาก็ไม่จำเป็นต้องสนใจ เพราะรู้ดีว่ามีเพียงไม่กี่คนที่มีกำลังซื้อไหว
เมื่อลู่เซี่ยและเจียงจวินโม่มาถึง พวกเขาวางแผนจะมาเลือกดูจักรยานก่อน แต่ก็ต้องพบว่าไม่มีให้เลือกเลย เพราะห้างสรรพสินค้าแห่งนี้มีจักรยานที่นำมาขายเพียงคันเดียว
มันคือจักรยานยี่ห้อเฟิ่งหวงแบบมีคาน
เจียงจวินโม่รู้สึกผิดหวังเล็กน้อย จริง ๆ เขาอยากได้แบบไม่มีคานมากกว่า เพราะแบบนั้นจะได้สะดวกเวลาที่ลู่เซี่ยขี่ แต่มันกลับไม่มี
ลู่เซี่ยเองพอจะเดาได้ เพราะที่นี่เป็นเมืองเล็ก ๆ คาดว่าแต่ละเดือนคงขายได้เพียงไม่กี่คัน แน่นอนว่าคงไม่สั่งสินค้ามาเก็บไว้เยอะขนาดนั้น
มีให้ซื้อก็ดีแค่ไหนแล้ว
ในที่สุดทั้งคู่ก็ตัดสินใจซื้อ เพราะอากาศจะยิ่งหนาวขึ้นเรื่อย ๆ พวกเขาก็ไม่อยากออกจากบ้าน และการเดินทางมาในตัวอำเภอแต่ละครั้งก็ลำบาก ทั้งยังไม่รู้ว่าจะได้มาอีกทีเมื่อไหร่
ดังนั้นลู่เซี่ยจึงเข้าไปบอกกับพนักงานขาย “รบกวนถามราคาจักรยานคันนี้หน่อย”
พนักงานขายได้ยินคำถามจนชินหู เธอไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองขณะตอบ “หนึ่งร้อยห้าสิบพร้อมคูปอง” เห็นได้ชัดว่าเธอคงตอบคำถามนี่บ่อย
ลู่เซี่ยพยักหน้า “ตกลง งั้นพวกเรารับคันนี้ รบกวนออกใบเสร็จให้ด้วย”
“อะไรนะ?”
ดูเหมือนพนักงานขายจะไม่คิดว่าเธอจะตัดสินใจซื้อทันทีหลังจากถามเสร็จ ดังนั้นจึงเงยหน้าขึ้นมองเธอเป็นครั้งแรก และพบว่าเธอไม่ใช่คนที่เคยมาถามก่อนหน้านี้