ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย - บทที่ 178 อร่อยไม่แพง
บทที่ 178 อร่อยไม่แพง
“น่าเสียดาย ถ้าหมู่บ้านหยางซานอยู่ใกล้กว่านี้ เราคงสามารถขายต้มปลาผักกาดดองได้” หวังชีรู้สึกขัดเขินเมื่อพูดถึงร้านอาหาร อาหารของตระกูลเฉินในเมืองหลวงขายต้มปลาผักกาดดองได้ดีในฤดูหนาว
“ทำร้านอาหารก็ต้องเปิดร้านใหม่ เป็นอะไรที่เราไม่ทำอย่างแน่นอน” เหยียนซีไม่ต้องการใช้เงินจำนวนมากเพื่อเปิดร้านอาหาร มีคนสำคัญอยู่ในเมืองหลวงมากมาย หากคนใหญ่คนโตเหล่านั้นทำร้านอาหารแล้วต้องแข่งขันกัน คงเป็นโชคไม่ดีและเธอคงไม่มีกำลังพอจะสู้ได้ การทำธุรกิจเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่นนี้จะดีกว่า
“นี่มันอร่อยมาก ผักในจานก็อร่อยเช่นกันหลังจากที่จิ้มลงไปในน้ำจิ้ม” อาต้าและอาเอ้อร์ไม่สามารถอธิบายความอร่อยทั้งหมดได้ เพียงแค่แสดงความคิดเห็นออกมาตรง ๆ หลังจากได้ชิมแล้ว
เมื่อได้ยินเสียงตอบรับอย่างดี เหยียนซียิ้มจนตาหรี่ลง “ทุกคนคิดว่ามันอร่อยใช่หรือไม่” เมื่อทุกคนพยักหน้าเห็นด้วย เธอก็ประกาศด้วยรอยยิ้ม “เราจะเปิดขายคู่หูหม้อไฟที่เข้ากันได้ดีกับฤดูหนาว ในรูปแบบถุงของร้านเนื้อตุ๋นอวี่เซิ่น”
“แบบถุงงั้นหรือ?”
“ใช่แล้ว หม้อไฟที่จิ้มน้ำจิ้มจะมีรสชาติที่ดีกว่า ทำน้ำจิ้มพวกนี้วันละสองสามหม้อจะได้ขายได้นาน ๆ” เหยียนซีพูดอย่างมั่นใจ “ข้าไปร้านน้ำปรุงรสและน้ำส้มสายชูมาแล้ว พวกเขามีพวกซีอิ๊ว น้ำส้มสายชู เต้าเจี้ยว และเครื่องปรุงต่าง ๆ แต่ก็ยังไม่หอมเท่าน้ำจิ้มของเรา กลบกลิ่นเนื้อและเนื้อแกะก็ดีไม่เท่าของเรา เราจะขายมันเหมือนกับเครื่องปรุงพวกนี้ ในราคาสองอีแปะต่อช้อนเท่านั้น”
“น้ำจิ้มและเครื่องปรุงพวกนี้เป็นของที่ร้านอาหารน่าจะต้องการมากที่สุด…” หวังชีเข้าใจเรื่องนี้ทันที
เหยียนซีพยักหน้า “แน่นอน หลังจากทำแล้วก็สามารถส่งตัวอย่างน้ำจิ้มและเครื่องปรุงไปที่ร้านอาหารเหล่านั้นได้ หากชิมแล้วถูกใจก็สามารถติดต่อซื้อจากเราได้ทันที”
ไม่ว่าคนในเมืองหลวงจะร่ำรวยแค่ไหน แต่พวกเขาก็ยังลังเลที่จะกินหม้อไฟและซื้อเครื่องปรุงต่าง ๆ ร้านอาหารของตระกูลใหญ่คือเป้าหมายของเครื่องปรุงแบบถุงของเธอ
หลิวเหิงเห็นว่าเหยียนซีกำลังวางแผนธุรกิจอย่างเป็นเรื่องเป็นราว ใบหน้าเด็กหญิงดูเปล่งประกาย มองแวบเดียวก็สามารถบอกได้ทันทีว่านางชอบงานนี้มากแค่ไหน
สตรีทั่วไปล้วนต้องการเพียงการแต่งงานเข้าไปอยู่ในครอบครัวที่ดี
แต่เหยียนซีกลับจดจ่ออยู่กับการทำมาหากิน และเมื่อใดที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับการเลี้ยงชีพ ท่าทางและร่างกายของนางมักจะเปล่งประกายสดใส คนที่ได้มองก็จะไม่อาจละสายตาไปได้ เป็นช่วงเวลาที่นางไม่ได้ดูเป็นเพียงเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ เลยแม้แต่น้อย
ทุกคนช่วยกันเก็บโต๊ะหลังทานอาหารด้วยกันเสร็จแล้ว เหยียนซีอิ่มหนำกับหม้อไฟ จึงเข้าไปนั่งในห้องโถงใกล้อ่างถ่านเพื่อพักให้อาหารย่อย
เธอเงยหน้าขึ้นมองก็พบว่าหลิวเหิงกำลังจ้องอยู่ จึงยกมือขึ้นแตะใบหน้าตนเองพลางเอ่ยถาม “มีอะไรติดที่หน้าข้าหรือเปล่าเจ้าคะ”
“ข้าเห็นว่าทุกครั้งที่คุยเรื่องค้าขาย เจ้ามักจะดูพิเศษ…เอ่อ!? ดูแตกต่างกว่าเวลาทั่วไป” หลิวเหิงเห็นว่าเมื่อเหยียนซีพูดเรื่องการค้า เขาจะรู้สึกราวกับกำลังเห็นคนกำลังวางแผนยุทธศาสตร์สำคัญบางอย่าง และหากชายหนุ่มรู้จักคำว่า ‘มั่นใจในตนเอง’ จะต้องรู้สึกว่านั่นช่างเหมาะสมที่จะใช้อธิบายท่าทางของนางอย่างยิ่งแน่นอน “เจ้าชอบเรื่องค้าขายมากขนาดนั้นเชียวหรือ”
“แน่นอนสิเจ้าคะ หากมีเงินเราก็จะทำสิ่งต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น เงินเพียงหนึ่งอีแปะไม่สามารถให้เราต่อสู้เอาชนะสิ่งใดได้ คู่รักที่ยากจนและต่ำต้อยก็มีเรื่องมากมายให้ต้องกังวล ต่อให้มีหลักฐานมากมายก็ไม่อาจชนะคดีอะไรได้ ถ้าไร้ซึ่งทรัพย์สินไปจ่ายสินบน…ใคร ๆ ก็เข้าใจทั้งนั้นว่ามีเงินมันเป็นเรื่องดีมากแค่ไหนเจ้าค่ะ”
หลิวเหิงพบว่านั่นเป็นเหตุผลที่ไม่อาจหาสิ่งใดมาหักล้างได้จริง ๆ
“ถ้าเจ้าชอบก็ดีแล้ว” ท้ายที่สุดเขาก็เพียงเอ่ยอย่างเรียบ ๆ ไม่อยากกล่าวชมมากเกินไป
วันต่อมาเหยียนซีทำน้ำจิ้มสามอย่าง น้ำจิ้มจากเห็ด เต้าเจี้ยวถั่วลิสง และน้ำจิ้มเนื้อสับขึ้นช่าย และหลังจากเตรียมทุกอย่างเรียบร้อยแล้วหวังชีก็ออกไปที่ร้านอาหาร
ร้านเนื้อตุ๋นอวี่เซิ่นเป็นที่รู้จักกันดีในบรรดาร้านอาหารในเมืองหลวง เมื่อหวังชีไปตามร้านต่าง ๆ เจ้าของร้านหลายคนก็รู้จักเขา
ก่อนอื่น พวกเขาไปที่ร้านที่หวังชีคุ้นเคย ในช่วงที่อากาศร้อน พวกเขามักจะส่งเนื้อตุ๋นไปขายที่ร้านอาหารแห่งนี้เพื่อใช้ทำเครื่องเคียง เมื่อได้พบกับหวังชีเจ้าของร้านก็ออกมาต้อนรับอย่างอย่างดี
หวังชีไม่พูดพร่ำ เอาน้ำจิ้มสำหรับหม้อไฟออกมา “เจ้าของร้านเนื้อตุ๋นของเรามีของใหม่ออกมา ข้าจึงนึกถึงท่านเป็นคนแรก ลองดูนี่สิขอรับ นี่เป็นสินค้าใหม่ที่ร้านข้าคิดขึ้นมาขาย เป็นน้ำจิ้มแบบถุง คู่หูที่ดีของหม้อไฟ”
คู่หูที่ดีของหม้อไฟงั้นหรือ?
เรียกแบบนั้นหมายความว่าอะไร แต่เมื่อฟังดูแล้วก็คิดว่าคงจะเป็นน้ำจิ้มที่ปรุงมาสำหรับกินกับหม้อไฟโดยเฉพาะ
เจ้าของร้านงุนงงเล็กน้อย “เจ้าของร้านหวัง เจ้าขายคู่หูหม้อไฟนี่ให้ใครกัน”
“น้ำจิ้มของเรามีทั้งเนื้อและผัก เหมาะสำหรับทุกเพศทุกวัยขอรับ” เมื่อคิดถึงสีหน้าที่เต็มไปด้วยกำลังใจจากเหยียนซี หวังชีก็มั่นใจมากขึ้น ท่านลองเอาชามมาสิขอรับ ลองชิมอย่างละช้อน ถ้าชอบค่อยมาคุยกันต่อก็ได้”
ทันทีที่เจ้าของร้านทราบว่าสามารถลองชิมก่อนได้ เขาก็สั่งให้เสี่ยวเอ้อร์เอาถ้วยสองสามใบออกมา หวังชีเทน้ำจิ้มออกมาจนเต็ม “ท่านอยากจะลองเอาหม้อไฟมาจิ้มกินดูหรือไม่ขอรับ”
เจ้าของร้านกำลังจะสั่งให้คนไปเอาหม้อไฟมา แต่เมื่อลูกค้าสองสามคนในร้านที่กำลังกินหม้อไฟอยู่ได้ยินเข้า จึงเอ่ยขึ้น “ไม่ต้องยุ่งยากหรอก เอาน้ำจิ้มมาให้เราชิมก็ได้”
ลูกค้าเหล่านั้นเป็นลูกค้าขาประจำของร้าน และยังเป็นนักชิมที่มีชื่อเสียงอีกด้วย เมื่อได้ลองกินหม้อไฟกับน้ำจิ้ม เจ้าของร้านก็ต้องรู้สึกเชื่อใจพวกเขา
เขาเอาชามสามใบไปให้ลูกค้า “พวกท่าน ช่วยทดสอบให้ข้าทีขอรับ”
ลูกค้าทั้งสามไม่รอช้าเอาเนื้อแกะมาจิ้มน้ำจิ้มเห็ด แล้วส่งเข้าปาก เคี้ยว ๆ กลืน แล้วจิ้มกินอีกชิ้นโดยไม่ได้เอ่ยปากอะไร เมื่อเห็นว่าเขากำลังจิ้มกินอีกเป็นคำที่สี่ เจ้าของร้านก็เริ่มอดใจไม่ไหว “นายท่าน ขอข้าลองชิมดูสักคำได้หรือไม่ขอรับ”
คนอื่น ๆ พากันหัวเราะ “เจ้าของร้าน เห็นหรือไม่ว่าเขาจิ้มกินไม่หยุด แสดงว่าน้ำจิ้มนี่ต้องอร่อยมากแน่นอน!”
“ลืมทุกอย่างไปได้เลย น้ำจิ้มเต้าเจี้ยวถั่วลิสงนี่อร่อยมากโดยไม่ต้องใส่น้ำมัน เกลือ หรือซีอิ๊วกับน้ำส้มสายชู!”
หวังชีจิ้ม “ท่านอยากลองดูหรือไม่ขอรับ”
เมื่อคนชอบกินได้ยินเช่นนี้ เขาก็เอาเนื้อแกะที่คีบอยู่ลง แล้วเปลี่ยนเป็นคีบกะหล่ำปีลงไปในน้ำจิ้มเต้าเจี้ยวถั่วลิสงแทน ก่อนจะเอาขึ้นมาชิม “นี่เป็นครั้งแรกที่ข้าได้ลองกินน้ำจิ้มแบบนี้ รสชาติทั้งเข้มข้นและกลมกล่อมได้กลิ่นหอมของถั่ว แม้แต่กินกับผักก็ยังหอม”
เจ้าของร้านได้ยินแบบนั้นก็ยิ้มออกมาอย่างมีความสุข ดึงตัวหวังชีมาพูดคุยเรื่องการค้าขาย และสั่งน้ำจิ้มทั้งหมดอย่างรวดเร็ว
ในหน้าหนาวเช่นนี้หม้อไฟขายดีมาก ถ้ามีน้ำจิ้มแบบนี้ต้องมีคนมากินหม้อไฟมากขึ้นจนทำรายได้มากมายแน่นอน
หวังชีเดินทางไปร้านอาหารหกแห่ง และได้รับคำสั่งซื้อน้ำจิ้มมากกว่ายี่สิบไหในคราวเดียว ที่เรือนไม่ได้มีน้ำจิ้มปรุงสำเร็จเตรียมไว้ เขาจึงไม่กล้าไปขายเพิ่ม แต่รีบกลับเรือนเพื่อไปบอกข่าวดีกับเหยียนซี
เมื่อเข้าไปในซอยเม่าจื่อก็มีกลิ่นหอมเตะจมูกฟุ้งตั้งแต่ต้นทางเข้าซอย
ในฤดูหนาวเช่นนี้ เหยียนซีตั้งหม้อต้มที่โต๊ะหน้าร้าน ในหม้อเป็นน้ำต้มกระดูกหมูที่ปรุงด้วยเครื่องปรุงของร้านเนื้อตุ๋นอวี่เซิ่น เป็นแผนการใหม่ในการขายของที่ทำให้คนมาดูว่าเกิดอะไรขึ้นที่นี่
เหยียนซีต้มซี่โครงเล็กสองสามชิ้นในหม้อ เทส่วนผสมในมือลงไป แล้วก็ได้อาหารที่มีสี กลิ่น รสชาติที่สมบูรณ์แบบออกมา
เมื่อครู่นางเอาเครื่องปรุงพวกนั้นเทลงไปเท่านั้นเองหรือ?
เหยียนซียังไม่ได้ขายเครื่องปรุงเช่นกัน เธอเอาผักใส่ลงไปในหม้อ จากนั้นก็คนส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน กลิ่นอาหารหอมไปทั่วบริเวณ
“เครื่องปรุงรสของเราราคาสองอีแปะต่อหนึ่งช้อน อร่อยกว่าใส่เต้าเจี้ยวมาก สามารถปรุงได้ห้าถึงหกชามเลยเจ้าค่ะ” เหยียนซีเอาอาหารที่มีแต่ผักชามนั้นมาให้ทุกคนลองชิม
ทุกคนได้กินอาหารแสนอร่อยและง่ายดาย ฤดูหนาวอากาศเย็นจัด จึงยากลำบากในการเตรียมอาหาร แต่ถ้ามีเครื่องปรุงนี่ น่าจะช่วยลดความยุ่งยากในการทำอาหารลงไปได้
ป้าหลิวเป็นคนแรกที่ทดลองกินของแปลกใหม่นี้ นางรีบชิมแล้วก็ซื้อเครื่องปรุงนั่นกลับบ้านทันที “เจ้าของร้านเหยียน ข้าชอบสินค้านี้ของเจ้ามากมันทั้งอร่อยและไม่แพงเลย”
“ถูกต้องเจ้าค่ะ คำขวัญประจำร้านเรามีแปดคำเท่านั้น ‘อร่อยไม่แพง ย่อมเยาคุ้มค่า!” เหยียนซีกล่าวด้วยรอยยิ้ม
ทุกคนเห็นด้วย เครื่องปรุงทั่วไปแม้แต่ซีอิ๊วก็ราคาสองอีแปะต่อช้อน เครื่องปรุงรสร้านอวี่เซิ่นไม่ได้แพงมากนัก พวกเขาจึงรีบจ่ายเงินซื้ออย่างไม่ต้องคิดมาก