ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย - บทที่ 160 แถวยาวเหยียดหน้าประตูจวน
- Home
- All Mangas
- ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย
- บทที่ 160 แถวยาวเหยียดหน้าประตูจวน
บทที่ 160 แถวยาวเหยียดหน้าประตูจวน
รุ่งเช้าวันต่อมา ฝ่ายตรวจการเข้ามาเปิดโปงผลประโยชน์ที่ใต้เท้าสวีรีดไถ่จากชาวบ้าน ไม่รอให้ใต้เท้าสวีกล่าวแก้ต่าง จักรพรรดิเทียนฉีรีบโบกพระหัตถ์ให้ฝ่ายตรวจการถอยกลับ และเรียกราชเลขาธิการจากกรมการคลังให้ออกมา ออกคำสั่งการให้เขาตรวจสอบเงินตราและอาหารประจำตัวเมืองในมณฑลต่าง ๆ ตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา
“พ่ะย่ะค่ะ” เฉินเก๋อเหล่ายืดตัวตรง และกล่าวตอบรับคำสั่ง
ขุนนางในราชสำนักล้วนเป็นบุคลากรที่มากประสบการณ์ แม้ว่าในอดีตฝ่ายตรวจการจะคอยเปิดโปงใต้เท้าสวีทุกครั้งที่มีโอกาส แต่จักรพรรดิกลับให้ท้ายเขาด้วยการปกป้องความบริสุทธิ์ของใต้เท้าสวีเสมอ
ทว่าเช้านี้ หลังจากพระองค์ได้ยินคำกล่าวอ้างของฝ่ายตรวจการ กลับทรงปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็น ทั้งยังเอ่ยถามถึงเงินตราและอาหารของบ้านเมืองช่วงตลอดหลายปีที่ผ่านมา เดิมทีกระทรวงหู้ปู้อยู่ภายใต้อำนาจการปกครองของใต้เท้าสวี และใต้เท้าสวีมักจะเป็นฝ่ายออกหน้าประสานงาน ทว่าตอนนี้เฉินเก๋อเหล่ากลับเป็นผู้ควบคุม
เฉินเก๋อเหล่ารู้สึกปีติยินดีเมื่อเห็นการแสดงออกที่เคร่งขรึมของใต้เท้าสวี
โชคดีที่จวนตระกูลเฉินอยู่ในหย่งโจว และผิงอ๋องก็มีอำนาจการปกครองอยู่ที่นั่น ความมั่งคั่งของจวนตระกูลเฉินจึงขึ้นอยู่กับเส้นทางการค้าขายเป็นหลัก เขามักจะควบคุมสมาชิกในตระกูล ห้ามมิให้ใครครอบครองผืนนาโดยพลการ เพื่อไม่ให้เกิดเรื่องเสียหายขึ้น
เมื่อมองดูตอนนี้ ยังมีเรื่องพ่อค้าต่างถิ่นฉุกละหุกเข้ามา ถูกผิดอยู่ไม่น้อย
เขาได้ยินข่าวลือกล่าวว่าองค์ชายเฉิงจวิ้นให้ความสนใจเกี่ยวกับกิจการค้าขายของบ้านตระกูลหลิวเป็นอย่างมาก องครักษ์คนสนิทของเขาได้ยินข่าวลือดังกล่าวมากกว่าหนึ่งครั้ง จึงเข้าไปถามชาวบ้านในตลาดเกี่ยวกับกิจการของบ้านตระกูลหลิว
ขุนนางทั้งหลายมักจะมีความคิดเห็นเป็นของตนเอง ไม่โอนอ่อนตามผู้อื่น และก็บางคนต้องการร่วมมือกับผู้มีอำนาจ เท่าที่ทราบมาใต้เท้าสวีกำลังต้องการแสดงความโปรดปรานต่อองค์ชายเฉิงจวิ้น
บิดาขององค์ชายเฉิงจวิ้นเป็นคนเกียจคร้าน ไร้อำนาจอิทธิพล ในขณะที่องค์ชายเฉิงจวิ้นได้รับความโปรดปรานจากนักปราชญ์ทั้งหลาย เนื่องมาจากการที่พระองค์ทรงเขียนบทกวีคำอวยพรวันตรุษจีนครั้งเมื่อมีพระชนมพรรษาได้หกขวบ
ใต้เท้าสวีต้องการช่วยเหลือองค์ชายให้ครองบัลลังก์ และขึ้นเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
เฉินเก๋อเหล่าไม่ได้ตระหนักถึงความคิดดังกล่าว จริงอยู่ที่การช่วยเหลือองค์ชายจะสามารถมอบอำนาจให้เขาได้ชั่วขณะหนึ่ง ทว่าเมื่อพระองค์เติบใหญ่ขึ้น คนที่เคยช่วยเหลือก็หมดความหมายสำคัญ
เดิมทีเว่ยเฉิงเป็นเพียงองค์ชายไม่ได้รับความโปรดปราน แต่หลังจากเข้ามาอยู่เมืองหลวงเพียงลำพัง กลับสามารถอยู่ในเมืองหลวงได้เป็นอย่างดี จักรพรรดิทรงเรียกหาเป็นครั้งคราว จนบัดนี้สามารถเข้าออกวังหลวงได้ทุกวัน
จวนตระกูลเฉินอยู่ในหย่งโจว ได้ยินมาว่าเว่ยเฉิงค่อนข้างเฉลียวฉลาด และมีชื่อเสียงกว้างไกล จนผิงอ๋องพยายามยื่นคำร้องให้องค์ชายรองได้ขึ้นครองบัลลังก์อยู่หลายครั้ง แต่กลับถูกห้ามปราม
หากเว่ยเฉิงไม่ใช่คนที่ไม่สร้างสัมพันธไมตรีกับเหล่าขุนนางและไม่ออกไปเตร็ดเตร่ เฉินเก๋อเหล่าคงจะเข้าไปพูดคุยกับเขาไปนานแล้ว ดังนั้นเขาจึงออกคำสั่งให้เจ้าเมืองถงอันจัดการดำเนินคดีความของบ้านตระกูลหลิว เพื่อต้องการแสดงท่าทีโอนอ่อนต่อองค์ชายเฉิงจวิ้น
บัดนี้เฉินเก๋อเหล่ารู้สึกโล่งใจเมื่อมองเห็นว่าใต้เท้าสวีกำลังทุกข์ทรมาน เขาตัดสินใจถูกต้องแล้ว และไม่รู้ว่าบ้านตระกูลหลิวโชคดีอย่างไร ถึงได้รับความโปรดปรานจากองค์ชายเฉิงจวิ้น
เขากลับมาด้วยอารมณ์ยินดี สั่งการให้ใครบางคนเขียนจดหมายหาหัวหน้าตระกูลเฉิน กล่าวว่าให้รีบติดต่อไปหาเจ้าเมืองถงอัน และคอยปกป้องพวกหลิวเหิง
ใต้เท้าสวีขึ้นศาลด้วยอารมณ์ขุ่นมัว
ตั้งแต่ช่วงเช้าฝ่าบาทมิได้ทรงถามเขาเกี่ยวกับเรื่องข่าวลือ แต่กลับรับสั่งให้ตรวจสอบเงินตราและอาหารประจำเมืองต่าง ๆ ในช่วงตลอดหลายปีที่ผ่านมา จนทำให้เขารู้สึกไม่สบายใจ
ตอนนี้เขาไม่มีกะจิตกะใจจะเข้าไปทำงานในเน่ย์เก๋อ จึงกล่าวลาและขอตัวกลับจวนก่อน เมื่อมาถึงประตูเรือน กลับเห็นฝูงชนต่อแถวยาวเหยียดอยู่หน้าเรือนตน
คนทุกประเภทกำลังต่อแถวกันอยู่ บางคนสวมใส่ผ้าไหม บางคนสวมผ้าลินินเนื้อหยาบกระด้าง พากันกระซิบกระซาบและรอคอยอย่างใจจดใจจ่อ
คนกลุ่มหนาแน่นเกินไปจนทำให้ต้องเปลี่ยนเส้นทางถนนหน้าจวนตระกูลสวีกลายเป็นตรอกซอยที่มีผู้คนพลุ่กพล่าน
คนขับรถม้าและขบวนผู้ติดตามเคลื่อนตัวไปข้างหน้าเพื่อขับไล่ฝูงชน จนในที่สุดก็มาถึงหน้าประตูจวน และพบว่าปลายแถวยาวเหยียดมาบรรจบที่ประตูจวนของตนเอง
สาวใช้รีบพาคนออกไปขับไล่ฝูงชนที่หน้าประตูจวน เมื่อเห็นว่าใต้เท้าสวีกลับมาเร็วกว่าปกติ ก็ออกมาต้อนรับอีกฝ่ายกลับจวน
“คนพวกนั้นมาทำอันใดกันที่หน้าประตู?” ใต้เท้าสวีเอ่ยถามทันทีที่ก้าวเข้าไปในเรือน
แม้ว่าในอดีตจวนของตระกูลสวีจะเต็มไปด้วยแขกบ้านแขกเมือง ทว่าอย่างน้อยที่สุดคนที่มาเยือนหน้าประตูเรือนก็เป็นจู่เหรินจากทั่วแคว้น แต่เหตุใดกลุ่มคนหลากหลายอาชีพกลับมาทักทายถึงหน้าประตูจวนตระกูลสวี?
หัวหน้าพ่อบ้านเดินตามหลังด้วยสีหน้าขมขื่น “นายท่าน ผู้คนแห่กันมาที่นี่ตั้งแต่รุ่งสาง ส่งเสียงดังไม่ขาดปาก พวกเขา… พวกเขากล่าว… ว่ามาเสนอขายสูตรลับขอรับ”
หากกล่าวตามความรู้สึกผิดชอบชั่วดี ในชีวิตของใต้เท้าสวีไม่มีอะไรดีไปกว่าตัวเขาแล้ว และคำว่าดีคงมีเพียงอย่างเดียวที่ถูกต้อง เขาอุทิศตนให้กับภรรยาผู้ล่วงลับและไม่ละโมบโลภมากในความงาม แม้จะไม่เคยปฏิเสธเงิน ทอง และเครื่องประดับที่ลูกน้องเสนอมาให้ถึงหน้าประตูจวน ทว่ากลับไม่เคยโลภถึงสิ่งอื่นใด กิจการทั่วไปของจวนตระกูลสวีอยู่ภายใต้การดูแลของบุตรชายทั้งสอง ทุกคนต่างรู้ดีว่าหากกล่าวถึงความโลภ หญิงสาวที่บุตรชายทั้งสองจากจวนตระกูลสวีแต่งงานออกเรือนด้วยล้วนมีความโลภเสียยิ่งกว่าใต้เท้าสวี
หากพวกเขาต้องการความช่วยเหลือจากใต้เท้าสวี ก็จำต้องนำเงิน ทอง เครื่องประดับ ภาพเขียนโบราณ และภาพวาดไปสอบถามนายน้อยทั้งสองหรือสวีอวี้หรงก่อน จากนั้นพวกเขาจึงจะนำทางมายังใต้เท้าสวี
ยามนี้เมื่อได้ยินว่าใต้เท้าสวีหลงใหลในสูตรลับ แม้ไม่รู้ว่ามันคือเรื่องจริงหรือหลอก แต่ผู้คนทั้งเมืองกลับต้องการผูกมิตรกับใต้เท้าสวีด้วยของทั้งหมดที่ตนมี
ขณะที่เจ้าหน้าที่กำลังทำการสอบถาม ชาวบ้านที่ต้องการหาเลี้ยงชีพก็บุกเข้ามาพร้อมกับสูตรลับ
หัวหน้าพ่อบ้านรับฟังทุกคน พวกเขาล้วนกล่าวว่าตนมีสูตรลับที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษ ต้องการมานำเสนอแก่ท่านใต้เท้าสวี
เขารู้สึกวิงเวียนศีรษะ นายท่านชื่นชอบสูตรลับตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?
ยิ่งไปกว่านั้นสูตรลับปรุงอาหารเหล่านี้มีมากมายหลายอย่าง และส่วนใหญ่ล้วนเกี่ยวข้องกับอาหารการกิน วิธีการทำเต้าหู้ การทำน้ำส้มสายชู… และสิ่งที่อุกอาจที่สุดคือการให้กำเนิดทายาท นายท่านแก่ชรา ภรรยาจากไปนานแล้ว จะให้กำเนิดบุตรได้อย่างไร?
ทว่าเขากลับไม่ได้จริงจังกับเรื่องดังกล่าวอีกต่อไป เพื่อให้นายท่านกับนายน้อยทั้งสองไม่ต้องไปขึ้นศาล มือที่ยื่นมาย่อมไม่อาจทุบตีคนที่ส่งยิ้มให้ได้ ไหนจะของขวัญที่ผู้คนพากันหยิบยื่น เพราะฉะนั้นจะชูไม้ไล่ทุบตีมิได้เป็นอันขาด เขาพยายามเกลี้ยกล่อม ทว่าคนเหล่านี้กลับไม่ยอมเชื่อฟัง แล้วเขาจะทำอย่างไรได้? เขาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากทำตามวิธีปฏิบัติปกติ ขอให้ผู้คนมาลงนามและออกใบสูตรลับทีละคน
การลงนามกลายเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นยิ่งขึ้น บรรดาผู้คนที่ยังคงรีรอ รีบลุกขึ้นยืนเพื่อหาสูตรลับทันที
ทว่าคนบางส่วนกลับเป็นกังวล กล่าวว่าสูตรลับของตนเองนั้นล้ำค่าและไม่สามารถจัดแสดงให้คนอื่นเห็นได้ง่าย ๆ จึงพากันโต้เถียงว่าใครมาก่อนมาหลัง
“เสนอสูตรลับอะไร?” ใต้เท้าสวีตกตะลึง เมื่อได้ยินคำบอกเล่าจากหัวหน้าพ่อบ้าน ก็หยุดนิ่งอยู่กับที่
“คือว่า… ข่าวลือในเมืองหลวงบอกว่านายท่านชอบไข่ใบชาขอรับ…”
ใต้เท้าสวีรู้สึกแน่นหน้าอก และกล่าวด้วยวาจาเกรี้ยวโกรธ “เหลวไหล! ข้าเป็นถึงขุนนางผู้สง่างาม เหตุใดจึงจะอยากครอบครองไข่ใบชา! เหลวไหล เหลวไหลอย่างยิ่ง!”
แม้ตัวเขาไม่อาจรับประทานอาหารเลิศรส ทว่าก็จำต้องรับประทานไข่ใบชากับอาหารเสียบไม้ต้มด้วยหรือ?
เขาโกรธจัดจนหนวดเคราสั่น “ออกไป! พาออกไปให้หมด!”
“นายท่าน แล้วสูตร…” หากขับไล่ผู้คนออกไป จำต้องเก็บสูตรลับเอาไว้หรือไม่?
“ไม่ต้อง!” บัดนี้เขาเริ่มวิงเวียนศีรษะเมื่อได้ยินคำว่าสูตรลับ
หัวหน้าพ่อบ้านนำกำลังคนไปไล่ต้อนผู้คน ทว่าฝูงชนที่อยู่หน้าประตูจวนกลับส่งเสียงดังและไม่ยอมจากไปไหน ต้องการให้ใต้เท้าสวีออกมาดูสูตรลับของตน เพื่อให้แน่ใจว่าสูตรลับของตนไม่ได้เลวร้ายไปกว่าไข่ใบชา
หัวหน้าพ่อบ้านขับไล่ฝูงชนออกไป ทว่าฝูงชนกลับหมกมุ่นอย่างไม่ลดละ จนก่อให้เกิดความโกลาหลอยู่หน้าจวนตระกูลสวี ตอนนี้ที่นี่คล้ายจะเป็นดั่งตลาดสด
“ท่านถึงกลับส่งคนไปปล้นสะดมสูตรต้มไข่ใบชา เหตุใดจึงไม่ต้องการสูตรลับของพวกเรา” ใครบางคนที่ไม่พึงพอใจเอ่ยถามเสียงดังลั่น