ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย - บทที่ 155 ศัตรูของใครมาเยือน
บทที่ 155 ศัตรูของใครมาเยือน
สวีอวี้หรงร้องไห้ออกมาด้วยความเจ็บปวด และหลงลืมความโกรธเคืองระหว่างเว่ยหวนกับหญิงรับใช้ไปเสียสนิท
ครั้งเมื่อเห็นว่ามีเลือดอยู่ใต้ชุดกระโปรง แม่นมก็เกือบจะหมดสติด้วยความตกใจ ร้องตะโกนเรียกให้ใครสักคนไปตามหมอมา มองดูเว่ยหวนที่ยังนอนแน่นิ่งอยู่บนพื้น จากนั้นก็สั่งให้สาวใช้พานางสวีไปพักผ่อนในห้องหลัก
หลังจากนั้นไม่นาน หมอประจำตัวที่เข้ามาให้การรักษาอยู่บ่อยครั้งก็มาถึง ทว่านางสวีกลับสิ้นสติ ใบหน้าขาวเผือกราวกับแผ่นกระดาษ
บัดนี้หมอไม่สนใจเรื่องข้อห้ามใด ๆ อีกต่อไป รีบทรุดตัวลงนั่งข้างเตียงเพื่อตรวจชีพจรของนางสวี เมื่อตรวจดูมือข้างขวาและเปลี่ยนไปมือข้างซ้าย สัมผัสชีพจรด้วยมือทั้งสองข้าง และถอนหายใจยาว
แม่นมยืนมองดู “หมอ ลูก…”
“เดี๋ยวข้าจะเขียนใบสั่งยาเพื่อเอาทารกในครรภ์ออก หากยังมีเลือดเหลืออยู่ข้างในนั้นคงจะไม่ดีเป็นแน่”
“หมอเจ้าคะ ฮูหยินตั้งตารอคอยบุตรมานานแล้ว จะ… เก็บไว้ไม่ได้หรือเจ้าคะ?” แม่นมกระวนกระวายใจเข่าแทบทรุด
“แม้จะเพิ่งตั้งครรภ์ ทว่าอารมณ์ท่านฮูหยินฉุนเฉียวนัก ครรภ์ไม่คงที่ ทารกน่าจะสิ้นใจในครรภ์แล้วขอรับ”
ครั้งเมื่อใต้เท้าสวีมาถึงหลังจากทราบข่าว หมอแต่ละคนก็ทยอยกันเข้ามา ขาของเขาอ่อนแรงทันทีเมื่อก้าวเข้าไปในห้อง และได้ยินคำกล่าวอธิบายของหมอ เขายื่นมือออกไปจับขอบโต๊ะ และนั่งลงบนที่นั่งส่วนตัว
บุตรสาวที่ตนเลี้ยงดูมาตั้งแต่เด็ก!
“พวกเจ้า… พวกเจ้าจะรับผิดชอบอย่างไร?” เขาตบโต๊ะและเห็นว่าเว่ยหวนไม่อยู่ที่นี่ “เว่ยหวนอยู่ไหน? อวี้หรงจะคลอดบุตร ทว่าเขากลับไม่มาเฝ้าปกป้องงั้นหรือ? เป็นถึงพ่อคน! เป็นถึงสามีแท้ ๆ!”
เว่ยหวนเมามาก จนแม่นมต้องขอให้สาวใช้พยุงเขาเข้าไปยังห้องตำรา
เมื่อเห็นว่าใต้เท้าสวีโกรธเกรี้ยว จึงไม่กล้าปริปากกล่าวว่านายท่านยังเมามาย ดังนั้นสาวใช้จึงรวบรวมความกล้า โปะผ้าเช็ดบนใบหน้าของเว่ยหวน เพื่อปลุกให้เขาตื่นจากอาการเมาค้าง
“นายท่าน ท่านฮูหยินตั้งครรภ์เจ้าค่ะ แต่บัดนี้ท้องแข็ง ท่าน… รีบเข้าไปดูเถิดเจ้าคะ!”
“อา? อวี้หรงตั้งครรภ์หรือ?” เว่ยหวนลุกขึ้นยืนด้วยความประหลาดใจและยินดี จนไม่ได้ฟังประโยคสุดท้ายของสาวใช้ รีบสาวเท้าก้าวไปยังห้องโถงหลัก
แต่เมื่อก้าวเข้าไปในห้องโถง สาวใช้หลายคนกลับตาแดงก่ำ และใต้เท้าสวีก็นั่งอยู่ในนั้นด้วย
“ท่านพ่อ เหตุใดจึงมาอยู่ที่นี่…”
ใต้เท้าสวีเหลือบเห็นว่าเสื้อผ้าของเว่ยหวนรกรุงรัง ฉุนกลิ่นแอลกอฮอล์ และนึกถึงตอนหมอกล่าวว่าสวีอวี้หรงจะไม่สามารถตั้งครรภ์ได้อีกต่อไป หากนางกินยาขับเลือดและเลือดออกมาไม่หมด นางอาจจะสิ้นใจตายได้ หากไม่ใช่เว่ยหวนที่เป็นดั่งอสูรกายร้าย ชีวิตของอวี้หรงจะตกอยู่ในอันตรายเยี่ยงนี้ได้อย่างไร? เขาโกรธมากจนมือสั่นเทา ก้าวขาออกไปตบใบหน้าอีกฝ่าย
แรงตบมาจากแรงกำลังทั้งหมดที่มี
เมื่อเสียง ‘ผัวะ!’ ดังขึ้น เว่ยหวนที่ถูกตบหน้าจนถอยหลังกลับไปสองก้าว ไม่อาจยื่นนิ่งได้อยู่ครู่หนึ่ง เขาถอยหลังไปกระแทกเข้ากับบานประตูที่อยู่เบื้องหลัง
เขายังอายุไม่มาก ครั้งเมื่อถูกใต้เท้าสวีทุบตีต่อหน้าสาวใช้ จึงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกอับอายและโกรธเคือง “ท่าน…”
“อวี้หรงแท้งแล้ว! และไม่สามารถมีบุตรได้อีก เจ้า!… เป็นถึงรองเจ้ากรมอันดับสองผู้สง่างาม ทว่ากลับดื่มสุราเมามายสนุกสนานอยู่กลางเรือน กระทำแม้กระทั่งเรื่องอื้อฉาวกับสาวใช้!” ใต้เท้าสวีโกรธมาก ก้าวเข้าไปหาเว่ยหวน ดึงเขาเข้ามาและตบตีเขาอีกครั้ง “หากอวี้หรงเป็นอันใดไป ข้าจะจัดการเจ้าแน่!…”
การทุบตีในครั้งนี้ทำให้อารมณ์ของเว่ยหวนสงบลง สมองกลับมามีสติปัญญาอีกครั้ง และคุกเข่าลงต่อหน้าใต้เท้าสวี “ท่านพ่อ เขยอย่างข้าไม่คิดนอกใจอวี้หรงหรอกขอรับ เมื่อคืนข้าเมามาก จนหญิงรับใช้ฉกฉวยโอกาสจากความเมามายของข้า…”
ขณะที่เขากำลังกล่าวปกป้องตนเอง ผ้าม่านจากห้องด้านในก็สั่นเทาขึ้น บ่งบอกว่าหมอกำลังออกมา
ใต้เท้าสวีหันหน้ากลับไปมองหมอ ขณะที่เว่ยหวนจัดแจงเสื้อคลุมและลุกขึ้นยืน ร้องตะโกนเข้าไปยังห้องด้านใน “อวี้หรง! อวี้หรง! เจ้าเป็นอะไรหรือไม่?” เดินบุกเข้าไปในห้องด้านในโดยไม่คำนึงถึงกลิ่นคาวเลือด
“หมอ อาการเป็นอย่างไรบ้างหรือ?” ใต้เท้าสวียืนประจันหน้าหมอ เอ่ยถามอย่างกระวนกระวายใจ
“ทำความสะอาดหมดแล้วขอรับ ปลอดภัยดี ทว่าครั้งนี้เสียเลือดมาก จำต้องดูแลอย่างใกล้ชิด บัดนี้อาการยังร้ายแรงอยู่ คาดการณ์ว่าพรุ่งนี้ถึงจะตื่นขึ้นมาขอรับ”
“ต้องรบกวนท่านด้วย” ใต้เท้าสวีถอนหายใจด้วยความโล่งอกเมื่อได้ยินว่าชีวิตของสวีอวี้หรงไม่ได้ตกอยู่ในอันตรายอีกต่อไป เขากวักมือเรียกสาวใช้จากบ้านตระกูลเว่ยให้เข้ามาส่งหมอออกไปและจัดเตรียมยาต้ม
แม่นมเดินออกมาพร้อมกับอ่างเลือด มองดูใต้เท้าสวีที่เดินเข้ามาด้วยสีหน้าตกใจ
ใต้เท้าสวีเหลือบมองนาง ทว่ากลิ่นฟุ้งคาวเลือดภายในห้องฉุนเกินไป จึงเดินออกไปที่ลานบ้าน แม่นมรีบส่งอ่างไม้ในมือให้สาวใช้ และรีบเดินตามออกไปที่ลานบ้าน นางรีบกระซิบเล่าเรื่องเหตุการณ์ทะเลาะวิวาทระหว่างนางสวีกับเว่ยหวนกลางอาหารมื้อเย็นก่อนที่ใต้เท้าสวีจะตั้งคำถามอันใด
สวีอวี้หรงรีบเดินทางกลับไปยังเรือนตระกูลสวีระหว่างมื้อเย็น ยามนั้นใต้เท้าสวียังไม่เดินทางกลับมาเรือน บิดากับบุตรสาวจึงไม่ได้พบหน้ากัน
เมื่อทราบถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ใต้เท้าสวีก็ทิ้งทวนประโยคว่า ‘ปรนนิบัตินางให้ดี’ จากนั้นจึงหันหลังและจากไป
เมื่อกลับมาถึงเรือนตระกูลสวี หัวหน้าสาวใช้รีบออกมาต้อนรับ ขณะที่ใต้เท้าสวีพิจารณาอยู่ครู่หนึ่ง “มีจดหมายจากหย่งโจวมาบ้างหรือไม่?” เมื่อปีก่อนเขาสั่งการให้สวีเฉิงผิงส่งจดหมายไปยังฝูโจว ลูกพี่ลูกน้องเขียนจดหมายตอบกลับมาว่าทุกสิ่งอย่างจะเสร็จสิ้นลงในไม่ช้า บัดนี้เดือนแรกผ่านพ้นไปแล้ว เหตุใดจึงไร้วี่แววจดหมายตอบกลับ
อวี้หรงกับหลิวเหิงมีความบาดหมางเรื่องการสังหารมารดา ทว่าเว่ยหวนกลับต้องการให้บุตรชายกลับมา
เขาไม่ต้องการกล่าวถึงเรื่องเล็กน้อยพรรค์นี้ ทว่าหลิวเหิงเป็นเสี้ยนหนามในหัวใจของอวี้หรง เขาผู้เป็นบิดาจำต้องกำจัดเสี้ยนหนามทิ่มแทงหัวใจให้นางเสียก่อน
นอกจากนี้ยังมีบัณฑิตจากหย่งโจวเขียนจดหมายกระดาษพับมาสรรเสริญยินยอหลิวเหิง เขารู้สึกว่าหากตนไม่จัดการเรื่องนี้โดยเร็ว จะต้องมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในเร็ว ๆ นี้แน่
ใต้เท้าสวีได้ยินเรื่องไม่ชอบมาพากลมาที่เกิดจากจวนตระกูลสวีในฝูโจวจนถึงที่หน่วยงานไปรษณีย์หลินสุ่ย
ตอนนี้เป็นเดือนสาม ฤดูใบไม้ผลิมีอากาศอบอุ่นและดอกไม้บานสะพรั่ง มีคนเดินทางบนท้องถนนมากมาย ชายทั้งสี่ที่จวนตระกูลสวีส่งมา เดินทางจากอำเภอหมิงสุ่ยมายังหน่วยงานไปรษณีย์หลินสุ่ย มองดูโรงน้ำชาที่อยู่ตรงข้ามฝั่งถนน ทว่ากลับไม่รู้ว่าภายในขายอะไรบ้าง
ทั้งสี่คนเดินเข้าไปนั่งลงบนโต๊ะในห้องรับรอง
หลิวเทียนหนิวเดินเข้าไปกล่าวทักทาย “นายท่าน ท่านต้องการรับประทานอะไรดีขอรับ?”
“เหตุใดจึงกลิ่นหอมนัก?” บุรุษคนแรกกล่าวถาม
เฉวียจือที่นั่งอยู่บนโต๊ะคิดเงินเงยหน้าขึ้นมองเมื่อได้ยินคำถามของชายคนนั้น
ชายทั้งสี่คนนั่งอยู่ในห้องรับรองด้วยความกระตือรือร้น เมื่อสังเกตเห็นสายตาที่จ้องมองมาของเฉวียจือ เฉวียจือก็ยืนตัวตรงและยิ้มทักทาย จากนั้นจึงมองไปที่หลิวเทียนหนิว “เทียนหนิว รีบมาแนะนำอาหารของร้านเราให้เหล่านายท่านทราบเร็วเข้า”
“อ๊ะ! พวกท่านมาเยี่ยมเยียนร้านค้าของพวกเราเป็นครั้งแรกหรือขอรับ? นี่คือไข่ต้มใบชาสดใหม่และอาหารไม้เสียบต้มของทางร้านเรา พวกท่านอยากลิ้มลองหรือไม่ขอรับ? ส่วนนี่คือพะโล้ มีวางขายที่แรกในร้านของเรา ราคาไม่แพง เพียงสามอีแปะต่อลูก อาหารเสียบไม้ต้มสามไม้ราคาหนึ่งอีแปะ มีทั้งหัวไชเท้า เต้าหู้…”
“เอาไข่ใบชาแปดฟอง อาหารเสียบไม้ต้มสี่ไม้ ขอสุรากับกับแกล้มด้วย” หัวหน้ากลุ่มควักเงินออกมาวางลงบนโต๊ะ
“นายท่าน ข้าน้อยต้องขออภัยด้วยขอรับ แต่โรงน้ำชาของเราไม่ขายสุรากับกับแกล้ม มีแค่น้ำชาถ้วยใหญ่…” หลิวเทียนหนิวรีบอธิบาย
“ถ้าอย่างนั้นเอาข้าวมา”
บุรุษทั้งสี่คนกระซิบกระซาบกันเป็นภาษาถิ่น ทว่าเฉวียจือกลับได้ยินว่านั่นเป็นภาษาฝูโจว และได้ยินพวกเขากล่าวถึงหมู่บ้านหยางซาน … เหตุใดบุรุษทั้งสี่คนจากฝูโจวจึงต้องการเดินทางไปที่หมู่บ้านหยางซาน และเป็นไปได้หรือไม่ว่าอีกฝ่ายจะมาตามหาพวกเขาทั้งสี่คน?
ทุกวันนี้หมู่บ้านหยางซาน ทั้งเหยียนซีและหลิวเหิงต่างให้ความเคารพพวกเขาทั้งสี่คนมาก อีกฝ่ายรู้ชัดว่าพวกเขาไม่ต้องการกล่าวถึงชื่อจริง มีอะไรปิดบังซ่อนอยู่ ทว่ากลับไม่เคยกล่าวถาม และยกย่องให้พวกเขาเป็นผู้จัดการโรงน้ำชา เขาต้องการใช้ชีวิตอย่างสงบสุขสักปีสองปี ทว่าจวนตระกูลสวีรู้ได้อย่างไรว่าพวกเขามาซ่อนตัวอยู่ที่นี่ และส่งคนมาหาพวกเขา?