สาวชนบทไลฟ์สดทำฟาร์มเพื่อสอบเป็นอัยการ - บทที่ 557 ตัวร้ายตายเพราะพูดมาก (1)
- Home
- All Mangas
- สาวชนบทไลฟ์สดทำฟาร์มเพื่อสอบเป็นอัยการ
- บทที่ 557 ตัวร้ายตายเพราะพูดมาก (1)
บทที่ 557 ตัวร้ายตายเพราะพูดมาก (1)
หลังจากที่ชายปากเบี้ยวติดต่อกับตู๋หยาเสร็จแล้ว เขาก็เดินไปที่ห้องควบคุมทันที
ในห้องควบคุมของเรือยอชต์ มีจุดไฟกะพริบอยู่มากมาย ชายปากเบี้ยวมองปุ่มแปลก ๆ และคันบังคับพลางเกาหัวแกรก ๆ
โอ้โห แย่แล้ว ถึงจะมีเรือยอชต์ให้ แต่เขาก็ขับไม่เป็นนี่
ชายปากเบี้ยวเกาหัวพลางคิด ในกลุ่มน่าจะมีคนที่ขับเรือเป็นอยู่
คิดได้ดังนั้นเขาก็กระโดดพรวดลงน้ำ ถีบขาว่ายน้ำออกไปไกล
เมฆดำพัดมาจากขอบฟ้า บดบังดวงจันทร์ทำให้ฟ้าดินมืดมิดในพริบตา
ภายใต้การอำพรางของเมฆดำ ชายปากเบี้ยวว่ายน้ำมุ่งหน้าไปยังประภาคารทางทิศใต้
ขณะนั้น นักโทษแหกคุกหลายคนที่อยู่บนประภาคารทางทิศใต้เริ่มรู้สึกหงุดหงิดที่ต้องรอ
นักโทษแหกคุกคนที่หนึ่ง “ทำยังไงดี ฉันว่าพี่ใหญ่ของเราต้องถูกจับแล้วแน่ ๆ ไม่อย่างนั้นทำไมยังไม่มาสักที”
นักโทษแหกคุกคนที่สองเริ่มลังเลใจ พูดอย่างกระวนกระวายว่า “ถ้า…ถ้าพี่ใหญ่ของเราถูกจับ พวกเราจะทำยังไงดีล่ะ”
นักโทษแหกคุกคนที่สามตบราวระเบียงเบา ๆ สีหน้าเป็นกังวล “พวกเราคงได้แต่หวังว่าพี่ใหญ่แค่หลงทางเท่านั้น ถ้าพี่ใหญ่ถูกจับ พวกเราก็คงหนีไม่พ้นถูกจับเร็ว ๆ นี้เหมือนกัน”
ในขณะที่ทุกคนกำลังกังวลและรู้สึกหวาดกลัว เสียงนกประหลาดก็ดังมาเข้าหูพวกเขา
“จิ๊วติ๊ด… ฮูจิ๊ว…”
ริมแม่น้ำเงียบสงัดและโล่งกว้าง เสียงนกประหลาดนี้สามารถได้ยินไปไกล
ทุกคนบนประภาคารได้ยินเสียงนกประหลาดแล้วก็รู้สึกดีใจทันที พี่ใหญ่มาแล้ว!
เสียงนกสองครั้งนี้แท้จริงแล้วคือสัญญาณลับในการติดต่อ
แน่นอนว่าไม่ใช่แค่นักโทษแหกคุกเท่านั้นที่ได้ยินเสียงนกประหลาดสองครั้งนี้ แต่เงาร่างที่ซ่อนตัวอยู่ตามริมแม่น้ำก็ได้ยินด้วยเช่นกัน
พวกเขาล้วนเป็นคนที่เกิดและเติบโตในเมืองเจียง เสียงนกประหลาดแบบนี้พวกเขาไม่เคยได้ยินมาก่อน
จึงคาดเดาได้ไม่ยากว่าเสียงนกสองครั้งนี้น่าจะเป็นสัญญาณลับของฝ่ายตรงข้าม
ที่ใต้ประภาคารทางทิศใต้ ชายปากเบี้ยวซ่อนตัวอยู่ในเงามืด เขาเงยหน้ามองประภาคาร รอคนข้างบนลงมารับ
ไม่นาน บันไดเชือกก็ถูกโยนลงมาจากด้านบนประภาคาร เงาร่างที่แอบ ๆ มอง ๆ คนหนึ่งโผล่หัวออกมาจากด้านบน “เอ๊ะชายปากเบี้ยว ทำไมเป็นนายล่ะ”
ชายปากเบี้ยวได้ยินประโยคนั้นก็รู้สึกไม่พอใจทันที
เขาเบ้ปากอย่างไม่พอใจ ทำให้ปากของเขาเบี้ยวหนักกว่าเดิม
“หมายความว่าไง เจอลุงอย่างฉันแล้วไม่ดีใจเหรอไง”
ชายปากเบี้ยวรู้สึกว่าตัวเองก็เป็นมือสองของทีม แต่ทำไมไม่มีหน้ามีตาเลย ทุกคนส่งเสียงเอะอะโวยวาย ไม่มีท่าทีให้ความเคารพเขาเลยสักนิด
คนบนประภาคารได้ยินว่าชายปากเบี้ยวโกรธ จึงกลืนน้ำลายแล้วรีบยิ้มแหยพลางพูดว่า
“ไม่ใช่ ๆ พี่ชายปากเบี้ยว พวกเราไม่ได้มีเจตนาแบบนั้น ฉันแค่อยากถามว่าพี่ใหญ่อยู่ไหน ทำไมพี่ใหญ่ของพวกเราไม่มา แล้วตัวประกันล่ะ ทำไมไม่เห็นตัวประกันเลย”
ชายปากเบี้ยวกลอกตาขาวขึ้นฟ้า “แกนี่ถามมากจริง! รีบช่วยฉันขึ้นไปก่อน!”
คนบนประภาคารโดนด่าจนพูดไม่ออก ได้แต่รีบช่วยดึงชายปากเบี้ยวขึ้นไป
บนประภาคาร เงาดำหลายเงากระจุกตัวอยู่ด้วยกัน กระซิบกระซาบเบา ๆ เหมือนจิ้งหรีด
ชายปากเบี้ยวเอามือป้องปาก พูดเสียงต่ำว่า “พี่ใหญ่ไม่ได้มา เขาอยู่ที่อื่น ตัวประกันก็อยู่กับพี่ใหญ่ ตอนนี้ตำรวจเอาเรือยอชต์มาจอดแล้ว อยู่ใต้ประภาคารหลังที่สองนับจากทางเหนือ ห่างจากที่นี่พอสมควร เดี๋ยวพวกเราว่ายน้ำไปด้วยกัน แล้วเอาเรือยอชต์ไปที่ทุ่งต้นอ้อ ไปรับพี่ใหญ่ขึ้นเรือ”
คนอื่น ๆ พอได้ยินว่าจะได้ออกจากที่นี่ก็รู้สึกโล่งอก “ดี! เข้าใจแล้ว! งั้นพวกเรารีบลงมือกันเลยดีไหม!”
ชายปากเบี้ยวได้ยินแล้วก็พูดอย่างระแวดระวัง “ก่อนฉันมาที่นี่ ฉันตรวจสอบเรือยอชต์มาแล้ว บนนั้นไม่มีคน เดี๋ยวตอนพวกเรากลับไปที่เรือ ก่อนขึ้นเรือก็ต้องระวังหน่อย ต้องแน่ใจว่าบนเรือไม่มีความเคลื่อนไหวก่อน ถึงค่อยขึ้นไป”
นักโทษคนอื่น ๆ พยักหน้าพลางกล่าวว่า “ใช่ ระวังไว้ก่อนดีกว่าแก้ ตอนนี้เป็นช่วงเวลาที่อันตราย เราต้องระวังให้มาก ๆ และรอบคอบที่สุด”
ขณะที่ชายปากเบี้ยวกำลังวางแผนกับพวกนักโทษ เงาดำมืดกลุ่มหนึ่งค่อย ๆ เคลื่อนตัวเข้ามาเหมือนปลาดำ
พวกเขาซ่อนตัวอยู่ในพงหญ้าใต้น้ำ แอบสังเกตความเคลื่อนไหวบนประภาคารอย่างเงียบ ๆ
เงาดำเหล่านั้นเหมือนตาข่ายที่ถูกวางกับดักอย่างเงียบกริบ
เมื่อพวกนักโทษลงมาจากประภาคาร พวกเขาก็จะลากอวนจับเหยื่อ
แต่การปฏิบัติการครั้งนี้ต้องแม่นยำและเด็ดขาด ห้ามให้โอกาสอีกฝ่ายได้หายใจหรือตอบโต้ และต้องไม่ทำให้เกิดเสียงดังมากเกินไป
ไม่เช่นนั้นหากตู๋หยาได้ยินความเคลื่อนไหว อาจจะยกเลิกการซื้อขายได้
ราคาที่ต้องจ่ายหากภารกิจล้มเหลวนั้นหนักหนาเกินกว่าใครจะแบกรับได้
ทุกคนในทีมช่วยเหลือต่างลุ้นระทึก ภารกิจที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อจากนี้ต้องสำเร็จเท่านั้น ห้ามล้มเหลว
พระจันทร์เต็มดวงลอยเด่นอยู่บนฟ้า แม่น้ำไหลลงสู่ทะเล แสงจันทร์สาดส่องลงมายังพื้นโลก
ต้นอ้อในทุ่งโยกไหวตามสายลมเบา ๆ ใบอ้อเสียดสีกันส่งเสียงซู่ซ่า
ดอกอ้อสีขาวปลิวไสวอ่อนนุ่ม ดูราวกับธงที่ทำจากปุยฝ้ายสีขาวโบกสะบัดตามสายลมยามราตรี บางครั้งก็มีเศษปุยสีขาวร่วงหล่นลงมา
พื้นดินในทุ่งอ้อเต็มไปด้วยโคลนดำ บางส่วนของเศษปุยสีขาวปลิวไปตกบนผิวน้ำ บางส่วนปลิวไปตกในโคลนของทุ่งอ้อ แล้วกลายเป็นส่วนหนึ่งของโคลนเน่าเหม็น
ในทุ่งอ้อ ตู๋หยาถือโทรศัพท์มือถือในมือหนึ่ง อีกมือหนึ่งคีบบุหรี่
“ฟู่ว…”
ตู๋หยาสูบบุหรี่หนึ่งอึก แล้วพ่นควันขาวออกมาเบา ๆ
ตอนที่เขาคุยโทรศัพท์กับนายกเทศมนตรีเซี่ยเมื่อครู่นี้ ดูเหมือนจะลืมพูดถึงเรื่องหนึ่ง
เงินสดสามสิบล้านนั่น เขาลืมทวงจากนายกเทศมนตรีเซี่ย
ตู๋หยารีบสูบบุหรี่สองอึกติดกัน แล้วพ่นควันสีขาวออกมาทางจมูกอย่างแรง
ไม่ได้ เงินนี้ต้องได้มา
เงินสามสิบล้านนี้ ถือว่าเป็นค่ารักษาพยาบาลและค่าเสียหายทางจิตใจของพวกเขาในช่วงที่ผ่านมา
ตั้งแต่มาถึงประเทศจีน พวกเขาไม่เคยมีวันที่สงบสุขเลย ไม่ถูกไล่ล่าก็ถูกทุบตี หรือไม่ก็เจอภัยพิบัติและอุบัติเหตุต่าง ๆ
แถมยังต้องติดคุก กินข้าวในเรือนจำเป็นเวลานาน
ตู๋หยาสูบบุหรี่จนหมดมวนในคราวเดียว แล้วทิ้งลงที่พื้น เหยียบย่ำลงในโคลนอย่างแรง “ประเทศจีนนี่ ต่อไปคงต้องมาให้น้อยลง อันตรายโคตร”
ตู๋หยาบ่นพึมพำไปเรื่อย ๆ พลางสูบบุหรี่ไปด้วย
ภารกิจครั้งนี้ของพวกเขาเต็มไปด้วยความยากลำบากนานัปการ หากไม่ใช่เพราะลอบสังหารเสิ่นชิงสำเร็จ เขาคงโมโหจนกระอักเลือดออกมา
ตู๋หยาไม่รู้เลยว่าเสิ่นชิงไม่ได้ตาย ยังคิดว่าเมื่อหนีไปถึงทะเลตะวันตกแล้วเขาจะโทรหาผู้ว่าจ้างเพื่อเรียกร้องเงินรางวัล
หลังจากสูบบุหรี่เสร็จ ตู๋หยาก็โทรหาเซี่ยจือจาง
ปลายสาย เซี่ยจือจางนั่งขมวดคิ้วจนเป็นปมอยู่ในเรือเร็ว
แม้เซี่ยจือจางจะดูนั่งนิ่งสงบ แต่จริง ๆ แล้วใจของเขาวุ่นวายไปหมด
เขากลัวมากว่าทางเซี่ยเฉิงอวิ๋นจะเกิดเรื่องอะไรขึ้น
เลขาหลิวกำลังชงชาอยู่ข้าง ๆ ในห้องโดยสารเต็มไปด้วยกลิ่นหอมของชาขาว
“ท่านนายกเทศมนตรี ดื่มชาสักถ้วยเพื่อให้ร่างกายอุ่นขึ้นนะครับ” เลขาหลิวยื่นชาให้เซี่ยจือจางหนึ่งถ้วย
จากนั้นเลขาหลิวก็ยื่นชาให้เค่ออวิ๋นอีกถ้วย “คุณเค่ออวิ๋นเชิญดื่มสักถ้วยนะครับ ชานี้ดี รสชาติเข้มข้น ช่วยให้กระปรี้กระเปร่าขึ้นได้”
เค่ออวิ๋นตอบรับเบา ๆ แล้วรับถ้วยชามา ใบหน้าเล็ก ๆ เต็มไปด้วยความกังวล
ใบหน้าของเค่ออวิ๋นดูอิดโรย เธอไม่ได้กินอะไรมาเป็นเวลานานแล้ว เพราะเป็นห่วงเซี่ยเฉิงอวิ๋นมาก เธอจึงกินอะไรไม่ลง
เลขาหลิวเห็นดังนั้น จึงนำขนมเล็ก ๆ มาให้เค่ออวิ๋นจานหนึ่ง พูดเสียงนุ่มนวลว่า “คุณเค่ออวิ๋นกินสักหน่อยนะครับ คนเราต้องกินอาหารถึงจะมีแรง ไม่กินมื้อเดียวก็หมดแรงแล้ว”
“ถ้าไม่มีแรง แล้วจะขึ้นสนามรบได้ยังไงล่ะ ใช่ไหม”
“คุณเค่ออวิ๋นไม่ต้องกังวลมากนะครับ พวกเรายังอยู่กันพร้อมหน้า คืนนี้เรามีกำลังตำรวจมากมายขนาดนี้ จะต้องช่วยเซี่ยเฉิงอวิ๋นออกมาได้อย่างราบรื่นแน่นอน”
ภายใต้คำปลอบโยนของเลขาหลิว เค่ออวิ๋นพยักหน้าเบา ๆ แล้วยื่นมือรับขนมมา ฝืนใจกินเข้าไป