สาวชนบทไลฟ์สดทำฟาร์มเพื่อสอบเป็นอัยการ - บทที่ 546 ช่วยเหลือเซี่ยเฉิงอวิ๋นอย่างชาญฉลาด
- Home
- All Mangas
- สาวชนบทไลฟ์สดทำฟาร์มเพื่อสอบเป็นอัยการ
- บทที่ 546 ช่วยเหลือเซี่ยเฉิงอวิ๋นอย่างชาญฉลาด
บทที่ 546 ช่วยเหลือเซี่ยเฉิงอวิ๋นอย่างชาญฉลาด
ตู๋หยาที่ปลอมตัวมาสวมชุดสูทสีเทา สวมวิกผมสีดำบนศีรษะ ใส่แว่นตาบนสันจมูก มือหนึ่งถือกระเป๋าเอกสาร ดูเหมือนนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ
ที่เอวด้านหลังของตู๋หยามีรอยนูนผิดธรรมชาติ ซึ่งซ่อนปืนพกเอาไว้
ชายปากเบี้ยวสวมหมวกและแว่นกันแดด สวมชุดทำงานสีดำทั้งตัว สองมือเข็นกระเป๋าเดินทางที่ดูเต็มจนป่อง
ทั้งสองคนเดินเคียงข้างกันไปข้างหน้า
ขณะที่ลู่เย่กำลังจะนำทีมบุกเข้าไป วิทยุสื่อสารที่เอวของเขาก็ส่งเสียงดังขึ้นสองครั้ง
เสียงสั่นดังมาจากหูฟัง
ลู่เย่หยิบวิทยุสื่อสารขึ้นมาดู เป็นสายจากสำนักงานตำรวจเมืองเจียง
ลู่เย่ขมวดคิ้วเล็กน้อย “ผมลู่เย่พูด ทีมช่วยเหลือ 522 กำลังเตรียมช่วยตัวประกัน มีอะไรหรือเปล่า?”
อีกฝั่งของวิทยุสื่อสารคือผู้กำกับจ้าว
ช่วงนี้ผู้กำกับจ้าวยุ่งมาก ในยี่สิบสี่ชั่วโมง เขาใช้เวลาถึงยี่สิบชั่วโมงในการจัดการงานราชการ นำทีมออกตรวจ และช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม
เพียงแค่สองวัน ผู้กำกับจ้าวก็มีสีหน้าอิดโรย ดูเหมือนจะแก่ขึ้นไปหลายปี
ตลอดระยะเวลาของการช่วยเหลือและกู้ภัย รอยย่นระหว่างคิ้วของเขาไม่เคยคลายออกเลย
ผู้กำกับจ้าวเพิ่งกลับมาที่สำนักงานตำรวจ เมื่อครึ่งชั่วโมงก่อนเขายังอยู่ที่เขตฮุ่ยจี้เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย
เขาเพิ่งเข้ามาในสำนักงานตำรวจก็ได้ยินข่าวร้าย
เรือนจำสูญเสียปืนไปจำนวนหนึ่ง
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าต้องเป็นฝีมือของกลุ่มพอยเซินแฟ็งที่ขโมยไปตอนแหกคุกแน่นอน
ในประเทศจีนการสูญหายของปืนเป็นเรื่องร้ายแรงและอันตรายมาก
ประเทศจีนมีกฎห้ามพกพาอาวุธปืนทั่วประเทศ ประชาชนไม่มีอาวุธร้ายแรง ดังนั้นหากประชาชนเผชิญหน้ากับผู้ร้ายที่มีปืน พวกเขาจะไม่มีทางต่อสู้เลย
การที่พวกโจรมีปืนและเดินไปทั่วเมือง ก็เหมือนกับหมาป่าที่แฝงตัวอยู่ในฝูงแกะ
ยิ่งไปกว่านั้น การที่พวกโจรมีปืนยิ่งทำให้การช่วยเหลือตัวประกันยากขึ้นไปอีก
เสียงของผู้กำกับจ้าวดังมาจากวิทยุสื่อสารของลู่เย่ “หัวหน้าทีมลู่ ผมมีข่าวร้ายจะแจ้ง…”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ลู่เย่ขมวดคิ้วทันที “ข่าวอะไรเหรอ?”
“เฮ้อ…”
ผู้กำกับจ้าวถอนหายใจหนัก ๆ “เฮ้อ เรือนจำสูญเสียปืนไปจำนวนหนึ่ง ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด ปืนพวกนั้นคงอยู่ในมือของกลุ่มพอยเซินแฟ็งแล้ว”
“อะไรนะ?” ลู่เย่ถามด้วยความประหลาดใจ
โจรที่มีปืนกับโจรที่ไม่มีปืนนั้นเป็นคนละเรื่องกันเลย
“ทำไมถึงเพิ่งจะบอกเรื่องนี้ตอนนี้?”
ลู่เย่ขมวดคิ้ว เมื่อเป็นเช่นนี้เขาจำเป็นต้องปรับแผนเล็กน้อย
ผู้กำกับจ้าวพูดอย่างละอายใจว่า “เฮ้อ… สองสามวันนี้ผมไม่ได้อยู่ที่สถานี ผมเพิ่งกลับมา และเพิ่งรู้เรื่องนี้หลังจากกลับมา
เพราะเมืองเจียงไม่มีกำลังตำรวจเพียงพอ คนที่เรือนจำก็ถูกดึงตัวไปบางส่วน ที่นั่นอาจจะยังไม่ได้รายงาน เลยล่าช้ามาจนถึงตอนนี้”
เมื่อเรื่องเกิดขึ้นแล้ว การไปติดตามหาคนผิดก็ไร้ความหมาย มีแต่จะเสียเวลาและลมปากเปล่า ๆ
ลู่เย่พยักหน้าเบา ๆ แล้วพูดกับผู้กำกับจ้าวว่า “เข้าใจแล้ว ผมจะระวังเป็นพิเศษ”
โจรที่มีปืนในมือ ทำให้ความยากในการช่วยตัวประกันพุ่งสูงขึ้นทันที
ลู่เย่คิดว่า การที่เซี่ยเฉิงอวิ๋นถูกขังอยู่ในกระเป๋าเดินทางกลับเป็นเรื่องดีสำหรับเขา
เมื่อพวกเขาปะทะกับผู้ร้าย เซี่ยเฉิงอวิ๋นที่ซ่อนอยู่ในกระเป๋าเดินทางจะปลอดภัยกว่า
แต่ถ้าผู้ร้ายมีปืน และพวกเขาเข้าปะทะตรง ๆ หากบังเอิญทำให้ตู๋หยาโกรธ มันอาจจะชักปืนออกมาเล็งไปที่กระเป๋าเดินทาง
แค่เพียงตู๋หยาขยับนิ้วเบา ๆ เซี่ยเฉิงอวิ๋นที่อยู่ในกระเป๋าเดินทางก็จะกลายเป็นเป้านิ่งทันที
การปฏิบัติการครั้งนี้ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของตัวประกันเป็นสำคัญ ในสถานการณ์แบบนี้ การบุกโจมตีตรง ๆ คงไม่เหมาะ เขาจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนแผนการต่อสู้เสียใหม่
…
ถนนใหญ่ทางตอนใต้ของเมืองที่กลับมาเป็นปกติแล้ว มีรถวิ่งสัญจรไปมาไม่ขาดสาย
ตู๋หยาและชายปากเบี้ยวที่ปลอมตัวมายืนอยู่ริมถนน ชายปากเบี้ยวมือหนึ่งลากกระเป๋าเดินทาง อีกมือหนึ่งคีบบุหรี่ เดินไปพ่นควันไป
พวกเขาต้องนั่งรถไปท่าเรือเมืองเจียง
ชายปากเบี้ยวโบกมือ รถแท็กซี่สีเทาคันหนึ่งจอดลงตรงหน้าทั้งสองคน
คนขับแท็กซี่เป็นพี่ชายวัยกลางคนร่างกำยำ มีใบหน้าสี่เหลี่ยม คิ้วหนาตาโต ดูซื่อ ๆ
คนขับมองตู๋หยากับชายปากเบี้ยวแวบหนึ่ง “พวกคุณจะไปไหนครับ?”
ชายปากเบี้ยวคาบบุหรี่พูดว่า “พวกเราจะไปท่าเรือเมืองเจียง ใช้เวลานานแค่ไหนครับ?”
ชายคนขับเอียงหัวคิดสักครู่ “ประมาณสองชั่วโมงครับ”
“พวกเรารีบ ไปสายจะไม่ทันเรือ” ตู๋หยาพูดเสียงแหบพลางหยิบเงินสดปึกหนึ่งออกมาจากกระเป๋าเอกสาร
ชายคนขับตกตะลึง ตาเบิกโพลงพูดว่า “น้องชาย หมายความว่าไงครับเนี่ย? ไปท่าเรือเมืองเจียงไม่ต้องใช้เงินเยอะขนาดนี้หรอก”
ตู๋หยาโยนเงินสดปึกหนาเข้าไปในห้องคนขับ “เงินพวกนี้ไว้ใช้ตอนโดนปรับ”
ตู๋หยาโยนเงินสองหมื่นเข้าไปในห้องคนขับ
การใช้เงินอย่างใหญ่โตของตู๋หยาทำให้ชายคนขับถึงกับตะลึง
ตู๋หยาเห็นสีหน้างง ๆ ของคนขับก็ยิ้ม ขณะที่หางตามีประกายเย็นชาวาบผ่าน
ฮึ เอาเงินจากฉันไป ต้องแลกด้วยชีวิตนะ…
จริง ๆ แล้ว ตู๋หยาไม่ได้ตั้งใจจะให้เงินคนขับหรอก พอคนขับพาเขาถึงที่หมาย เขาก็จะลงมือสังหารแล้วโยนศพทิ้งแม่น้ำหลานชาง
ชายคนขับมองธนบัตรร้อยหยวนปึกหนาในอ้อมอก ถึงกับตะลึงงัน
แย่แล้ว เขาไม่เคยเจอลูกค้าที่ใช้เงินอย่างไม่อั้นขนาดนี้มาก่อน
เที่ยวเดียวสองหมื่นเลยเหรอ?
วันนี้เขาได้เจอเศรษฐีที่ใช้เงินเหมือนเศษกระดาษที่เคยได้ยินในตำนานแล้วเหรอนี่?
เห็นเงินสดกองโตขนาดนี้ตรงหน้า เป็นใครก็ต้องใจสั่นแน่
แต่ชายคนขับคนนี้เป็นคนซื่อตรง เขาเงยหน้าขึ้นมองไปทางตู๋หยา
“เอ่อ…ดูเหมือนพวกคุณจะรีบจริง ๆ
เงินนี้ผมไม่รับหรอก ผมคิดแค่ค่าโดยสารปกติ ไม่ขอเพิ่มแม้แต่หยวนเดียว
แต่ว่า ผมจะไม่ฝ่าไฟแดง ผมพาพวกคุณไปทางลัดได้ ใช้เวลาแค่ชั่วโมงครึ่งก็ถึงท่าเรือแล้ว
ถ้าพวกคุณยอมรับได้ก็ขึ้นรถเลย ถ้ายอมรับไม่ได้ก็ไปหาคนขับคนอื่น”
คำตอบของชายคนขับทำให้ตู๋หยาประหลาดใจมาก
ตู๋หยามองคนขับขึ้น ๆ ลง ๆ หลายรอบ
เขาไม่เคยเจอคนโง่แบบนี้มาก่อน
มีเงินก็ไม่ยอมรับ…
ในสายตาของทหารรับจ้างที่เห็นเงินเป็นชีวิตจิตใจ คนขับคนนี้ช่างโง่เหลือเกิน
“พี่ชาย พวกเราไม่มีเวลามัวชักช้าแล้ว เอาคันนี้แหละ ชั่วโมงครึ่งก็พอดี”
ชายปากเบี้ยวกระซิบข้างหูตู๋หยาเบา ๆ
ตู๋หยาพยักหน้า “อืม ได้ เอาคันนี้แหละ”
พูดจบ ชายคนขับเห็นชายปากเบี้ยวถือกระเป๋าใบใหญ่ จึงเปิดท้ายรถ แล้วเปิดประตูกระโดดลงมา เตรียมช่วยยกกระเป๋าเข้าท้ายรถ
ในตอนที่คนขับรถกำลังจะแตะกระเป๋าเดินทาง ชายปากเบี้ยวก็ตบมือของคนขับออกอย่างรวดเร็วดุจสายฟ้า พลางจ้องเขาอย่างดุดัน
“นายจะทำอะไร? ไม่ได้ขออนุญาตฉัน แล้วจะมาแตะของของฉันได้ยังไง?”
ชายปากเบี้ยวแสดงท่าทางดุดัน คนขับรถชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วพูดอย่างน้อยใจ “ผม…ผมแค่อยากช่วยยกกระเป๋าให้ เห็นว่ากระเป๋าของพวกคุณหนักมาก…”
ชายปากเบี้ยวถ่มน้ำลายพลางพูด “อย่ายุ่งวุ่นวาย ของของฉัน ฉันยกเอง”
จากนั้น ชายปากเบี้ยวก็ออกแรงที่แขนทั้งสองข้าง แล้วเกร็งเอว ยกกระเป๋าเดินทางขึ้นวางในช่องเก็บของท้ายรถ
พอวางกระเป๋าลงเท่านั้น รถแท็กซี่ก็ทรุดลงทันที
คนขับรถมองกระเป๋าแวบหนึ่ง รู้สึกสงสัยขึ้นมาทันที “น้องชาย ในกระเป๋าของพวกคุณบรรจุอะไรไว้กันแน่? ทำไมถึงหนักขนาดนี้?”
“ไอ้โง่ ขับรถของแกไปเถอะ อย่ามายุ่ง!” ชายปากเบี้ยวตอบกลับอย่างดุดัน
คนขับรถขมวดคิ้ว ไม่เข้าใจว่าคนคนนี้เป็นอะไร
เขาแค่ถามไปตามมารยาทเท่านั้น ทำไมถึงได้ดุร้ายขนาดนี้
ตู๋หยาเห็นสีหน้าคนขับเปลี่ยนไป จึงรีบพูดขึ้น “พี่ชายอย่าโกรธเลย น้องชายผมเป็นแบบนี้แหละ เขาอารมณ์ร้อน คุณไปขับรถเถอะครับ เดี๋ยวผมจะว่าเขาเอง”
โชคดีที่คนขับรถเป็นคนใจกว้าง เมื่อเห็นตู๋หยาพูดจาสุภาพอ่อนน้อม เขาจึงไม่พูดอะไรอีก
คนขับรถชำเลืองมองตู๋หยาผ่านกระจกมองหลัง
เขาคิดในใจว่า คนคนนี้สมกับเป็นเจ้านายใหญ่จริง ๆ มีความใจกว้างกว่าคนทั่วไปมาก
ชายคนขับเป็นคนท้องถิ่นที่เกิดและเติบโตในเมืองเจียง รู้จักถนนทั้งเล็กและใหญ่รวมถึงทางลัดต่าง ๆ เป็นอย่างดี
แท็กซี่สีเทาพุ่งทะยานราวกับพายุสีเทาที่พัดผ่านถนนใหญ่น้อยในเมืองเจียง
ตู๋หยาและชายปากเบี้ยวเดินทางโดยไม่มีอุปสรรคใด ๆ
ชายคนขับขับรถไปพลางคุยกับทั้งสองคนไปพลาง
ชายปากเบี้ยวเพราะโดนด่าบ่อย ๆ อารมณ์จึงไม่ค่อยดี ก้มหน้าเงียบไม่พูดจา
เมื่อเจอกับความกระตือรือร้นในการสนทนาของชายคนขับ ตู๋หยาก็ไม่ค่อยสนใจ เขาเพียงแค่ส่งเสียงฮึมฮัมและพูดเออออไปบ้างเท่านั้น
ที่จริงตู๋หยาก็ไม่อยากพูด เพราะยิ่งพูดมากยิ่งผิดพลาดได้ง่าย อาจทำให้คนอื่นจับจุดบกพร่องได้ ดังนั้นเขาจึงเลือกที่จะไม่พูดเลย
ไม่นานชายคนขับก็รู้ตัวว่าผู้โดยสารทั้งสองไม่อยากคุยด้วย จึงได้แต่เกาหัวแก้เก้อแล้วพูดว่า
“เอ่อ พวกคุณทั้งสองไม่พูดอะไรเลย เหนื่อยจากการเดินทางไกลหรือเปล่า
ถ้าอย่างนั้นพวกคุณพักผ่อนดี ๆ เถอะ ผมจะไม่รบกวนแล้ว
คืนนี้พวกคุณยังต้องเดินทางไปต่างประเทศ ต้องเหนื่อยแน่ ๆ นอนพักก่อนเถอะ พอถึงที่หมายผมจะปลุกให้ลงรถเอง…”
ตู๋หยาไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่ส่งเสียงฮึมฮัมสองครั้ง ถือว่าตกลง
ระหว่างทางไม่มีใครพูดอะไร คนขับรถตั้งใจขับรถ เร่งความเร็วจนวิ่งปราดเหมือนบิน ทิวทัศน์สองข้างทางพุ่งผ่านไปอย่างบ้าคลั่ง
หนึ่งชั่วโมงครึ่งต่อมา แท็กซี่สีเทาก็จอดที่ท่าเรือ
ตู๋หยาเลือกจุดลงรถที่ค่อนข้างลับตาคน จากนั้นก็ลงจากรถ
คนขับรถเปิดท้ายรถ แต่ครั้งนี้เขาไม่ได้ช่วย เพียงแค่ยืนดูชายปากเบี้ยวขนกระเป๋าอยู่ข้าง ๆ
ชายปากเบี้ยวออกแรงลากกระเป๋าเดินทางลงจากรถ จากนั้นก็ปัดฝุ่นที่เปื้อนตัว แล้วลากกระเป๋าไปไว้ข้างถนน
หลังจากลากกระเป๋าไปไว้ข้างถนนแล้ว ชายปากเบี้ยวก็เอียงคอ แล้วบิดขี้เกียจ
หลังจากตู๋หยาลงจากรถ เขาไม่ได้รีบไปไหน แต่กลับดึงตัวคนขับรถมาคุยเล่น และขอนามบัตร
ส่วนชายปากเบี้ยวฉวยโอกาสนี้เดินสำรวจรอบ ๆ บริเวณนั้นอย่างละเอียด
เขาต้องดูว่าบริเวณรอบ ๆ ปลอดภัยหรือไม่ มีกล้องวงจรปิดหรือตำรวจหรือเปล่า
ถ้าไม่ปลอดภัย พวกเขาจะรีบขึ้นรถหนีทันที
แต่ถ้าโดยรอบไม่มีกล้องวงจรปิดและไม่มีตำรวจ พวกเขาก็จะจัดการคนขับรถตรงนี้ แล้วโยนศพทิ้งแม่น้ำ
ไม่กี่นาทีต่อมา ชายปากเบี้ยวก็กลับมา เขาเดินพลางบีบนิ้วมือตัวเองจนเกิดเสียงดังกร๊อบแกร๊บ
เสียงบีบนิ้วมือนี้ คือสัญญาณลงมือนั่นเอง
ก่อนที่ทั้งสองคนจะขึ้นแท็กซี่ ตู๋หยาได้ตกลงกับชายปากเบี้ยวไว้แล้วว่า เมื่อพวกเขาไปถึงจุดหมาย จะต้องปิดปากคนขับที่รับพวกเขามา
การที่ชายปากเบี้ยวทำท่าบีบนิ้วมือ ก็เพื่อบอกตู๋หยาว่าบริเวณรอบ ๆ ปลอดภัยดี พวกเขาสามารถลงมือฆ่าคนได้แล้ว
ชายปากเบี้ยวส่งสัญญาณมาแล้ว แต่ตู๋หยากลับไม่มีทีท่าจะลงมือ
ตอนนี้ ตู๋หยากำลังมองคนขับที่ดูซื่อ ๆ ด้วยแววตาวูบไหว
แต่เดิมเขาตั้งใจจะฆ่าปิดปาก
แต่ตอนนี้เขาตัดสินใจจะปล่อยคนขับคนนี้ไป
ชายปากเบี้ยวเห็นพี่ใหญ่ไม่ยอมลงมือสักที รู้สึกแปลกใจจึงเข้าไปกระซิบถามข้างหู
“พี่ใหญ่? เป็นอะไรไป? เราจะไม่ลงมือแล้วเหรอ?”
ตู๋หยาคิดครู่หนึ่ง พูดเสียงเบา “ไม่ลงมือแล้ว ฉันคิดดีแล้ว ฉันจะปล่อยคนขับคนนี้ไป”
ชายปากเบี้ยวชะงัก อ้าปากค้าง มองตู๋หยาอย่างไม่อยากจะเชื่อ “อะไรนะ? พี่ใหญ่? คุณจะปล่อยเขาไป? เขาเห็นหน้าพวกเราทั้งสองคนนะ…”
ตู๋หยาส่ายหน้า “ฉันเปลี่ยนใจแล้ว พวกเราสองคนปลอมตัวมา คนทั่วไปคงจำพวกเราไม่ได้
อีกอย่าง คนขับคนนี้ไม่ได้เก็บเงินฉัน เขาไม่เก็บเงินฉัน ฉันก็ไม่เอาชีวิตเขา”
พูดจบ ตู๋หยาก็ผลักชายปากเบี้ยวไปข้างหน้า “พวกเรารีบไปกันเถอะ”
คนขับที่รอดพ้นจากความตายโบกมือให้เงาร่างสองคนที่เดินจากไป “ขอให้สองคนเดินทางปลอดภัยนะครับ ถ้าจะกลับมาก็โทรหาผมได้…”
ตู๋หยาหันหลังโบกมือ แสดงว่ารับรู้แล้ว
หลังจากตู๋หยาและชายปากเบี้ยวบอกลาคนขับแล้ว ก็เดินไปยังจุดนัดพบที่ตกลงกันไว้
ตอนนี้เป็นเวลาหกโมงครึ่ง แสงอาทิตย์อัสดงบนท้องฟ้าสีแดงสด ช่างงดงามยิ่งนัก
แต่ท้องฟ้าก็มืดสนิทลงแล้ว ครึ่งฟ้าเป็นสีเทามีแสงอาทิตย์อัสดงสีแดงลอยเป็นกลุ่ม ๆ อยู่เบื้องบน
ขณะที่ทั้งสองกำลังเดินอยู่บนถนน จู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงคำรามของรถมอเตอร์ไซค์ดังมาจากด้านหลัง
“หึ่ม ๆ…หึ่ม ๆ…”
ด้านหลังของพวกเขา มีรถมอเตอร์ไซค์คันหนึ่งแล่นมาอย่างรวดเร็ว ชั่วพริบตา เงาดำก็พุ่งเข้ามาข้างกายของตู๋หยา
คนที่นั่งอยู่บนรถมอเตอร์ไซค์บีบขาทั้งสองข้างเข้ากับตัวรถ จากนั้นก็โน้มตัวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วพร้อมกับยื่นมือไปแย่งกระเป๋าเอกสารในมือของตู๋หยา
เหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน ตู๋หยากำกระเป๋าเอกสารในมือแน่นโดยสัญชาตญาณ ผลคือถูกมอเตอร์ไซค์ลากไปไกลหลายเมตร
ชายปากเบี้ยวเห็นว่าเจอโจรกระชากกระเป๋า ก็โมโหจนควันออกหู
บ้าเอ๊ย วันเดียวเขาโดนปล้นถึงสองครั้ง?
นายกเทศมนตรีเมืองเจียงควรจะจัดการเรื่องความปลอดภัยให้ดีกว่านี้แล้ว!
จากนั้นชายปากเบี้ยวที่ได้สติก็รีบวิ่งเข้าไปช่วยตู๋หยาแย่งกระเป๋าเอกสารคืน
ขณะที่ทั้งสองคนกำลังต่อสู้กับโจรมอเตอร์ไซค์ ทีมช่วยเหลือที่ซ่อนตัวอยู่ในที่มืดก็กระโดดออกมา แล้วคว้ากระเป๋าเดินทางที่ชายปากเบี้ยววางทิ้งไว้ข้าง ๆ ไปทันที