สาวชนบทไลฟ์สดทำฟาร์มเพื่อสอบเป็นอัยการ - บทที่ 275 นี่มันน่าอายเกินไปแล้ว! (รีไรต์)
- Home
- All Mangas
- สาวชนบทไลฟ์สดทำฟาร์มเพื่อสอบเป็นอัยการ
- บทที่ 275 นี่มันน่าอายเกินไปแล้ว! (รีไรต์)
บทที่ 275 นี่มันน่าอายเกินไปแล้ว! (รีไรต์)
เสิ่นชิงใบหน้าแดงเรื่อด้วยความอาย ในหัวกำลังคิดถึงภาพแปลก ๆ
แสงแดดส่องผ่านหน้าต่างรถมากระทบใบหน้าด้านข้างของเธอ ทำให้ขนอ่อนนุ่มเล็ก ๆ น่ารักบนใบหน้าเปล่งประกายเล็กน้อย
แก้มขาวผ่องของเสิ่นชิงปรากฏรอยแดงระเรื่อสองแต้ม ดูเหมือนทาแก้มมา
เมื่อเห็นภาพนี้ ลู่เย่รู้สึกคอแห้งผากขึ้นมาทันที เขาเลียริมฝีปากโดยไม่รู้ตัว
เสิ่นชิงเห็นลู่เย่จ้องมองตนเองตาไม่กะพริบ รู้สึกราวกับเป็นเหยื่อที่ถูกหมาป่าจ้องมอง เธอกลืนน้ำลายอย่างประหม่า
“ลู่เย่! สิ่งที่ฉันพูดกับนายเมื่อกี้ นายเข้าใจหรือเปล่า ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลา”
ลู่เย่ไม่ตอบ แต่กลับโน้มตัวเข้าไปใกล้ แล้วเอียงปากเข้าไปกระซิบข้างหูเสิ่นชิง พลางหัวเราะเบา ๆ
ลมหายใจอุ่น ๆ พัดมาปะทะใบหน้า อบอุ่นและชวนให้รู้สึกคลุมเครือ
เสิ่นชิงยื่นมือผลักลู่เย่เบา ๆ แล้วแอบมองคนขับที่นั่งอยู่ด้านหน้า พูดเสียงเบา “คุณทำอะไรน่ะ ยังอยู่บนรถอยู่เลย”
ลู่เย่เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แล้วโน้มตัวเข้าไปกระซิบข้างหูเสิ่นชิงถามอย่างซุกซน “งั้นถ้าลงจากรถแล้วก็ได้ใช่ไหม?”
หูเสิ่นชิงค่อนข้างไวต่อสัมผัส ลมหายใจอุ่น ๆ ที่เป่ารอบ ๆ หู ทำให้เธอรู้สึกซู่ซ่าไปทั้งตัวและคันนิด ๆ
เสิ่นชิงมักจะเขินอายและทำตัวไม่ถูกเวลาในเรื่องความรัก และการสัมผัสที่ใกล้ชิดเกินไปทำให้เธอรู้สึกอึดอัด
ดังนั้นเธอจึงยื่นมือออกไปดึงแก้มของลู่เย่จนยืดออก “ได้บ้านายสิ…”
“โอ๊ย…เจ็บ ๆ! ปล่อยนะ!” ลู่เย่ขมวดคิ้วด้วยความเจ็บปวด
ลู่เย่ลูบแก้มที่ถูกดึงจนเจ็บ พึมพำ “อะไรกันเนี่ย! แค่นั่งชิงช้าสวรรค์ก็ไม่ยอม เสิ่นชิง เธอกลัวความสูงหรือไง?”
เสิ่นชิง “…”
เสิ่นชิงชะงักไป
อะไรนะ? นั่งชิงช้าสวรรค์?
ที่แท้ก็หมายถึงนั่งชิงช้าสวรรค์นี่เอง อืม… ก็ได้ เธอยอมรับว่าเธอคิดไปไกลเกินไป
เสิ่นชิงมองไปที่ลู่เย่ แล้วกระแอมอย่างเขินอายสองครั้ง “แอ่ม ไปสิ… นายบอกว่านายไม่เคยนั่งมาก่อนไม่ใช่เหรอ งั้นก็ไปเล่นด้วยกันสักครั้งสิ…”
ลู่เย่ก้มหน้าลง มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ “แล้วทำไมเมื่อกี้เธอถึงปฏิเสธล่ะ? เธอเข้าใจผิดอะไรหรือเปล่า?”
ทันใดนั้น ลู่เย่ก็เปลี่ยนน้ำเสียง ลากเสียงท้ายประโยคยาว “อ๋อ~ ฉันเข้าใจแล้ว… เมื่อกี้ในหัวเธอต้องคิดถึงเรื่องที่ไม่เหมาะสำหรับเด็กแน่ ๆ”
เมื่อเห็นสายตาเจ้าเล่ห์ของลู่เย่ เสิ่นชิงรู้ว่าเขากำลังแกล้งเธอ จู่ ๆ ก็รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมา
เธอเงยหน้าแดง ๆ ขึ้น แล้วพูดอย่างไม่ยอมแพ้
“ใช่ ฉันเข้าใจผิดไปแล้วยังไงล่ะ? พวกเราเป็นผู้ใหญ่แล้ว ไม่ใช่เด็ก ๆ แล้ว เราก็เป็นแฟนกันด้วย ฉันจะคิดถึงเรื่องที่ไม่เหมาะสำหรับเด็กมันผิดตรงไหน?”
พอพูดออกไปแล้ว เสิ่นชิงก็รู้สึกเสียใจทันที พระเจ้า! เธอพูดอะไรออกไปเนี่ย! เสิ่นชิงแอบชำเลืองมองคนขับรถที่นั่งอยู่ด้านหน้าอีกครั้ง คนขับไม่สนใจความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นที่เบาะหลัง ยังคงจดจ่อกับการจับพวงมาลัยอย่างตั้งใจ
เสิ่นชิงรู้สึกโล่งใจ ดีที่คนขับเป็นชาวอาหรับ จึงไม่เข้าใจภาษาจีน
ไม่อย่างนั้นคงน่าอายมาก…
เสิ่นชิงพูดตรง ๆ อย่างกะทันหัน ทำให้ลู่เย่รู้สึกไม่ทันตั้งตัว
ลู่เย่ยิ้มมุมปาก กอดอก มองไปที่เสิ่นชิงด้วยสายตาเป็นประกายพูดว่า “ถ้าอย่างนั้น ฉันต้องชี้แจงหน่อยแล้ว
15 นาทีที่ฉันพูดถึงคือเวลาที่นั่งชิงช้าสวรรค์ ไม่ใช่เวลาของฉัน อย่าดูถูกผู้ชายของเธอสิ”
เสิ่นชิงดื้อรั้น มองสำรวจ ลู่เย่ตั้งแต่หัวจรดเท้า พูดลากเสียงยาวว่า “อ้อ~ จริงเหรอ?”
เสิ่นชิงไม่รู้เลยว่าประโยคนี้ของเธอ สำหรับลู่เย่แล้วเป็นการท้าทายและสงสัยที่ยิ่งใหญ่แค่ไหน
ลู่เย่หรี่ตาจ้องเสิ่นชิงด้วยสายตาอันตราย พูดว่า “ยังไง? เธออยากลองดูไหม? ฉันรับประกันว่าจะทำให้เธอลุกไม่ขึ้นจากเตียงสามวัน”
ฮึ่ย!
เสิ่นชิงเบิกตากว้าง ไอ้หมอนี่…ช่างไม่รู้จักยั้งคิดและพูดตรงเกินไปแล้ว!
เสิ่นชิงหน้าแดง บิดแขนลู่เย่แรง ๆ “เบาเสียงหน่อย…ยังมีคนอื่นในรถอีกนะ!”
ลู่เย่พูดอย่างไม่แยแส “ยังไงเขาก็ฟังไม่รู้เรื่องหรอก”
เสิ่นชิงแกล้งไอสองที “พอเถอะ อย่าเล่นอีกเลย นายโตป่านนี้แล้ว จริงเหรอที่ไม่เคยขึ้นชิงช้าสวรรค์?”
ลู่เย่เกิดมาก็ถือช้อนเงินช้อนทองแล้ว ยากที่จะจินตนาการว่าเขาไม่เคยขึ้นชิงช้าสวรรค์เลย
ลู่เย่ส่ายหัว “ไม่เคยขึ้น ฉันยังไม่เคยไปสวนสนุกเลยด้วยซ้ำ”
เมื่อได้ยินคำตอบนี้ เสิ่นชิงรู้สึกประหลาดใจ มองเขาอย่างตกตะลึง “นายไม่เคยไปสวนสนุกเลยตั้งแต่เด็กจนโต?”
ลู่เย่เหลือบมองเสิ่นชิง “มีอะไรน่าแปลกใจด้วยเหรอ? แล้วเธอล่ะ เคยไปหรือเปล่า?”
เสิ่นชิงคิดอย่างละเอียดแล้ว เธอก็ดูเหมือนจะไม่เคยไปเหมือนกัน
สวนสนุกโดยทั่วไปแล้วมักจะไปกับครอบครัวและเพื่อน ๆ ตอนเธอยังเด็ก คุณตายุ่งอยู่กับการทำธุรกิจ ส่วนคู่สามีภรรยาเฉียวเฟิงก็ไม่สนใจเธอเลย
เพื่อนเล่นคนเดียวของเธอก็มีแค่แมวและสุนัขในบ้านเท่านั้น
หลังจากโตขึ้น เธอก็ไม่ค่อยได้ไปโรงเรียนบ่อยนัก และก็ไม่มีเพื่อนอะไรมากมาย ดังนั้นสถานที่อย่างสวนสนุก เธอก็ไม่เคยไป
คิดถึงตรงนี้ เสิ่นชิงรู้สึกผิดหวังขึ้นมาในใจทันที “บังเอิญจัง ฉันก็ไม่เคยไปเหมือนกัน”
ลู่เย่หันศีรษะของเสิ่นชิงมา ให้เธอมองที่ตัวเขา แล้วยิ้มมุมปาก “อืม ดีจัง งั้นเราก็เป็นครั้งแรกด้วยกันทั้งคู่”
เมื่อเห็นรอยยิ้มประหลาดในดวงตาของลู่เย่ เสิ่นชิงก็ชะงัก
คำพูดเป็นคำพูดปกติ แต่ทำไมพอได้ยินเข้าหูแล้วถึงได้ไม่ปกติแบบนี้
สิบนาทีต่อมา
รถแท็กซี่ออดี้สีดำจอดที่ประตูทางเข้าหลักของสวนสนุก ลู่เย่ลงจากรถเป็นคนแรก จากนั้นก็ยืนพิงประตูรถรอให้เสิ่นชิงลงมา
ในขณะที่เสิ่นชิงกำลังลงจากรถ คนขับที่นั่งอยู่ด้านหน้าก็พูดขึ้นมาด้วยภาษาจีนที่คล่องแคล่วว่า “ขอให้ทั้งสองคนเดินทางโดยสวัสดิภาพนะครับ”
เสิ่นชิงที่กำลังก้าวข้ามประตูรถอยู่ก็สะดุดกะทันหันทำเอาขาแทบพลิก
หลังจากนั้น คนขับก็โบกมือให้กับสองคนที่กำลังงุนงง
แท็กซี่แล่นจากไป ทิ้งให้เสิ่นชิงและลู่เย่ยืนงงอยู่ข้างถนน
ลู่เย่มองไปทางที่คนขับขับรถจากไป แล้วพูดเบา ๆ ว่า “ที่แท้เขาก็เข้าใจสิ่งที่เราพูดนี่นา…”
เมื่อนึกถึงบทสนทนาที่ค่อนข้างโจ่งแจ้งของทั้งสองคนเมื่อสักครู่ เสิ่นชิงก็รู้สึกอึดอัดอย่างมาก เธออายจนแทบจะขุดหลุมหลบได้เลย
อ๊ากกก!
ตายแล้ว!
นี่มันน่าอายเกินไปแล้ว!
…
สถานบันเทิงในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ถูกสร้างขึ้นอย่างหรูหราเป็นพิเศษ แม้แต่สวนสนุกก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น
เนื่องจากมีเวลาจำกัด เสิ่นชิงและลู่เย่จึงมุ่งตรงไปที่ชิงช้าสวรรค์ในสวนสนุก
สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์มีชิงช้าสวรรค์ที่สูงและใหญ่ที่สุดในโลก เรียกว่า EVE (Eye of Love)
ชิงช้าสวรรค์ “Eye of Love” เป็นวงล้อขนาดมหึมาที่สูงตระหง่านเข้าไปในเมฆ
มันมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 250 เมตร ประกอบด้วยห้องโดยสารกระจกสองชั้น 40 ห้อง สามารถรองรับผู้โดยสารได้มากถึง 1,000 คนต่อรอบ และใช้เวลาหมุนครบรอบ 38 นาที
ชิงช้าสวรรค์ “Eye of Love” ตั้งอยู่ข้างทะเลสาบบนเกาะบลูวอเตอร์ ดูเหมือนดวงตาขนาดใหญ่
เมื่อลมพัดเบา ๆ เมฆหมอกลอยอยู่เบื้องบน ส่วนทะเลสาบเบื้องล่างเป็นประกายระยิบระยับ มองจากระยะไกลดูสวยงามเป็นพิเศษ
ทุกครั้งที่พลบค่ำลง ชิงช้าสวรรค์จะดูหรูหราเป็นพิเศษภายใต้แสงไฟ
นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวยังสามารถนั่งชมการแสดงดอกไม้ไฟอันสวยงามจากชิงช้าสวรรค์บนท้องฟ้าได้อีกด้วย ตอนนี้เป็นเวลาห้าโมงพอดี อีกสักพักฟ้าก็จะมืดแล้ว พอดีกับที่จะได้ชื่นชมการแสดงดอกไม้ไฟ
ตั๋วเครื่องบินของลู่เย่เป็นเวลาสองทุ่ม หลังจากนั่งชิงช้าสวรรค์เสร็จก็ยังมีเวลาเหลือเฟือที่จะไปทันเครื่องบิน
แต่ว่ามีคนต่อแถวเยอะมาก ดูท่าแล้วอย่างน้อยก็ต้องรออีกครึ่งชั่วโมง
เมื่อเห็นแถวยาวเหยียดข้างหน้า เสิ่นชิงรู้สึกกังวลนิดหน่อย เธอกลัวว่าเวลาของลู่เย่จะกระชั้นชิด
“ไม่เป็นไรค่อย ๆ ต่อแถวไป” ลู่เย่ปลอบเธอ ดวงตาและคิ้วเปล่งประกายอบอุ่น
ลู่เย่จับมือเสิ่นชิงแน่น “แค่ได้อยู่กับเธอ ต่อแถวตลอดไปก็ยังได้ ต่อไปจนสุดขอบฟ้าฉันก็ยินดี”
พูดจบลู่เย่ยกมือของเสิ่นชิงขึ้นมา แล้วจุมพิตเบา ๆ ลงบนมือของเธอ
จากนั้น ลู่เย่ล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าบีบวัตถุแข็งที่ซ่อนอยู่ข้างใน มันคือกล่องแหวนเล็ก ๆ