สาวชนบทไลฟ์สดทำฟาร์มเพื่อสอบเป็นอัยการ - บทที่ 272 เพิ่มสีสันแก่ประเทศ M
บทที่ 272 เพิ่มสีสันแก่ประเทศ M
ในขณะนั้น มีเสียงไอดังขึ้นมาจากห้องโถง
“แค่ก แค่ก แค่ก…”
จางอี่ฉีเดินออกมาโดยมีพยาบาลช่วยพยุงอยู่ ร่างกายของเขาอ่อนแอมาก เดินหนึ่งก้าวต้องหยุดถึงสามก้าว แต่สีหน้าของเขาเรียบเฉย ไม่แสดงอารมณ์ใด ๆ
ก่อนหน้านี้ พยาบาลกังวลว่าจางอี่ฉีจะได้รับความกระทบกระเทือน จึงไม่ได้บอกเรื่องราวให้เขาทราบ
แต่หลังจากได้ยินเสียงปืน ก็ไม่สามารถปิดบังเรื่องราวได้อีกต่อไป ภายใต้การซักถามของจางอี่ฉี พยาบาลจำเป็นต้องเปิดเผยทุกอย่างอย่างตรงไปตรงมา
จางอี่ฉีกวาดตามองพวงหรีดสีขาวในสนาม แล้วมองดูห้องโถงด้านหน้าที่ยับเยิน
จากนั้น เขาก็ใช้ไม้เท้าค้ำยัน ค่อย ๆ นั่งลงบนเก้าอี้
“ท่านทูตจาง ร่างกายของคุณ…” เสี่ยวตงเพิ่งจะเอ่ยปาก ก็ถูกจางอี่ฉีโบกมือห้ามไว้
เสี่ยวตงจึงต้องกลืนประโยคครึ่งหลังลงท้องไป
จางอี่ฉีเลิกเปลือกตาขึ้นเล็กน้อย แล้วถามว่า “ใครเป็นคนลงมือก่อน?”
เมื่อได้ยินคำถาม เสี่ยวตงก้มหน้าลง กลืนความรู้สึกทั้งหมดลงไป แล้วตอบด้วยเสียงสั่นเครือว่า “ท่านทูตจาง ผมเป็นคนลงมือก่อนครับ”
จางอี่ฉีมีประกายวาบในดวงตา “งั้นชนะหรือเปล่า?”
ฮะ?
เมื่อได้ยินประโยคนั้น เสี่ยวตงลืมตาโพลงทันที มองจางอี่ฉีด้วยความไม่อยากเชื่อ
เขาคิดว่า ท่านทูตจางจะต้องดุด่าเขาอย่างรุนแรงแน่ ๆ เพราะเขาเป็นคนลงมือก่อน แต่ไม่คิดว่าจะถามตนแค่ว่าชนะหรือเปล่า
“ชนะหรือเปล่า?”
จางอี่ฉีมองเสี่ยวตงนิ่ง ๆ แล้วถามซ้ำอีกครั้ง
เสี่ยวตงมองไปรอบ ๆ พบว่าทั้งสองฝ่ายต่างก็มีบาดแผล แต่ชัดเจนว่าคณะทูตประเทศ M โดนซ้อมหนักกว่า
นี่น่าจะนับว่าชนะสินะ…ดังนั้น เสี่ยวตงจึงกลืนน้ำลายแล้วพูดว่า “พวกเราชนะแล้ว…”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น จางอี่ฉีก็หัวเราะออกมาดังลั่น “ดี ชนะก็ดีแล้ว!”
จากนั้นเขาก็พูดเสริมอีกประโยค “พวกคุณไปโรงพยาบาลเพื่อทำแผลกันเถอะ ส่วนเรื่องที่เหลือปล่อยให้ฉันจัดการเอง”
เมื่อวิลเลียมได้ยินดังนั้น เขาก็ชี้ไปที่ใบหน้าของตัวเองที่ถูกทำร้ายจนบวมเป่งเหมือนหัวหมู แล้วพูดอย่างไม่พอใจว่า “พวกคุณทำร้ายผมจนเป็นแบบนี้ เรื่องนี้จะปล่อยผ่านไปง่าย ๆ ไม่ได้นะ!”
จางอี่ฉีพยักหน้า แสดงท่าทีให้วิลเลียมใจเย็น ๆ “คุณวางใจได้ ผมจะต้องทำให้คุณพอใจแน่นอน”
“ฮึ! งั้นคุณก็รีบ ๆ หน่อยแล้วกัน!” วิลเลียมแค่นเสียงอย่างเย็นชา ก่อนจะเดินออกจากห้องโถงไปอย่างโกรธเคือง
เมื่อคณะทูตจากประเทศ M ออกไปแล้ว เหตุการณ์วุ่นวายนี้ก็จบลง
สถานทูตกลับเงียบสงบลงทันที
เสิ่นชิงมองนักข่าวที่ถูกลู่เย่กั้นไว้ที่ประตูแวบหนึ่ง แล้วหันไปมองเจ้าชายฮัลเมดัน พลางกล่าวว่า “ขอโทษด้วยนะคะ เจ้าชายฮัลเมดัน ขอความกรุณาช่วยปิดข่าวนี้หน่อยได้ไหมคะ?”
คณะทูตของทั้งสองประเทศก่อเหตุทะเลาะวิวาทกันบนดินแดนของสหรัฐสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เรื่องแบบนี้ถ้าแพร่ออกไป สำหรับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์แล้ว ก็จะส่งผลกระทบในแง่ลบต่อภาพลักษณ์ระหว่างประเทศอยู่บ้าง
ฮัลเมดันพยักหน้า รีบสั่งให้นักข่าวลบภาพถ่ายและวิดีโอทั้งหมดที่เพิ่งถ่ายไปเมื่อครู่
เมื่อกษัตริย์และมกุฎราชกุมารสั่งแล้ว นักข่าวคนอื่น ๆ ก็ไม่กล้าขัดคำสั่ง ต่างพากันลบภาพถ่ายและวิดีโอทั้งหมดอย่างว่าง่าย
เสิ่นชิงไม่กังวลว่านักข่าวพวกนี้จะแอบเก็บไว้หรือแอบทำอะไรลับ ๆ ล่อ ๆ
นักข่าวที่นี่ล้วนเป็นคนสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ พวกเขาไม่โง่ถึงขนาดจะต่อต้านประเทศชาติหรอก
เสิ่นชิงมองสถานทูตที่ยับเยินไปทั่ว ถอนหายใจเฮือกหนึ่ง แล้วหันไปมองจางอี่ฉี “ท่านทูตจางคะ เรื่องนี้จะจัดการยังไงดีคะ?”
จางอี่ฉีเงยหน้าขึ้น มองเสิ่นชิงแล้วยิ้มโดยไม่พูดอะไร
ผ่านไปครู่ใหญ่ เขาย้อนถามกลับ “ถ้าคุณเป็นผม คุณจะจัดการเรื่องนี้ยังไง?”
เสิ่นชิงขมวดคิ้วเบา ๆ
ฟังจากน้ำเสียงของท่านทูตจาง นี่เหมือนจะให้เธอจัดการเรื่องนี้ทั้งหมดเลยเหรอ? เสิ่นชิงเม้มริมฝีปากเล็กน้อย เรื่องนี้ชัดเจนว่าวิลเลียมมีเจตนาไม่ดี ส่งพวงหรีดมายั่วยุก่อน
เสี่ยวตงที่ไม่ได้ทุบตีวิลเลียมจนตายก็ถือว่าปรานีแล้ว
ในเมื่อคณะทูตประเทศ M ผิดก่อน ทำไมพวกเราต้องอดทนด้วย
เสิ่นชิงยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย สายตาเป็นประกายพูดว่า “ท่านทูตจาง ในเมื่อข่าวถูกปิดกั้นแล้ว วิดีโอและภาพถ่ายที่นักข่าวถ่ายก็ถูกทำลายไปแล้ว งั้น…เรื่องนี้ก็เท่ากับไม่เคยเกิดขึ้นเลย”
ท่านทูตจางตาเป็นประกาย แล้วถามด้วยรอยยิ้มว่า “แล้วบาดแผลบนตัวคณะทูตประเทศ M มาจากไหนล่ะ?”
เสิ่นชิงเห็นสีหน้าของท่านทูตจางเปลี่ยนไป ก็รู้ว่าจางอี่ฉีเห็นด้วยกับความคิดของเธอแล้ว จึงยักไหล่พูดด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ ว่า
“ก็แน่นอนว่า พวกเขาเดินไม่ระวังแล้วล้มน่ะสิ…”
จางอี่ฉีได้ยินแล้วเงียบไปครู่หนึ่ง จากนั้นเอียงหน้ามองไปทางเสิ่นชิง “หมดแล้วเหรอ?”
เสิ่นชิงงงไปชั่วขณะ “หมดแล้ว”
จางอี่ฉีส่ายหน้า “ไม่…ยังไม่พอ…”
เสิ่นชิงกลอกตาไปมา เธอคิดอย่างรวดเร็วถึงความหมายของคำพูดของจางอี่ฉี
พวกผู้ใหญ่เหล่านี้ชอบพูดจาเล่นลิ้น มักชอบให้คนอื่นเดาความหมายไปมา
เมื่อพิจารณาจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงหลายวันนี้ รวมถึงความเข้าใจที่มีต่อจางอี่ฉี เสิ่นชิงก็เข้าใจอย่างรวดเร็วว่า จางอี่ฉีกำลังคิดอะไรอยู่
ดังนั้นเธอจึงกระแอมเบา ๆ แล้วพูดว่า
“ตลอดมา วิลเลียมเป็นคนที่คอยขัดขาพวกเรา คราวนี้ถึงคราวที่พวกเราจะทำให้เขาล้มหัวคะมำอย่างหนักบ้างแล้ว”
วันรุ่งขึ้น
วิลเลียมที่มีผ้าพันแผลพันรอบศีรษะตื่นขึ้นมาในโรงพยาบาล สิ่งแรกที่เขาทำเมื่อตื่นขึ้นมาคือดูข่าวต่างประเทศ
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้เขาผิดหวังก็คือ ในข่าวต่างประเทศไม่มีข่าวเกี่ยวกับคณะทูตจากประเทศจีนทำร้ายคนเลย
แม้แต่ข้อมูลที่เกี่ยวข้องสักนิดก็ค้นหาไม่พบ วิลเลียมโทรศัพท์ไปสอบถามสำนักข่าวท้องถิ่นด้วยความโกรธเกรี้ยว แต่สำนักข่าวท้องถิ่นตอบกลับมาว่า
“ขออภัยด้วย พวกเราไม่ได้ยินข่าวว่าคณะทูตจากประเทศจีนทำร้ายคนเลย อย่าเชื่อข่าวลือ อย่าส่งต่อข่าวลือ”
วิลเลียมถึงกับพูดไม่ออก
แต่เขาก็รู้ตัวอย่างรวดเร็วว่า ต้องเป็นเพราะทางการปิดกั้นข่าวสารแน่นอน
ดังนั้นวิลเลียมจึงโทรศัพท์ไปหาฮัลเมดันอีกครั้ง
ที่ห้องโถงในปราสาท ฮัลเมดันพูดอย่างจนปัญญาว่า
“ผมต้องขอโทษจริง ๆ วันนั้นผมไปถึงช้ามาก ก็เลยไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่
ตอนที่ผมไปถึงที่นั่น ก็เห็นแค่พวกคุณกำลังทะเลาะกันอยู่ ดังนั้นเพื่อรักษาหน้าของทั้งสามประเทศ ผมจึงต้องปิดเรื่องนี้ไว้”
วิลเลียมวางสายด้วยความโกรธ นี่มันชัดเจนว่ากำลังพยายามประนีประนอมสถานการณ์
ถ้าเป็นแบบนี้ เขาก็โดนซ้อมฟรีน่ะสิ? อย่างไรก็ตาม สิ่งที่วิลเลียมไม่รู้ก็คือ ทันทีที่ฮัลเมดันวางสาย เขาก็หันไปมองเสิ่นชิง แล้วพูดว่า
“คุณเสิ่นชิง คุณคิดว่าการตอบกลับของผมแบบนี้ไม่มีปัญหาใช่ไหมครับ?”
เสิ่นชิงยิ้มมุมปากเล็กน้อย และมองฮัลเมดันด้วยสายตาชื่นชม
จากนั้น เธอเคาะเบา ๆ บนเอกสารบนโต๊ะ แล้วเอ่ยปากสีแดงสดว่า “เจ้าชายฮัลเมดัน ฉันสามารถแสดงให้คุณเห็นเครื่องบินรบรุ่นล่าสุดที่เราพัฒนาขึ้นได้ แต่มีเงื่อนไขเพิ่มเติมอย่างหนึ่ง”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ดวงตาของฮัลเมดันก็เปล่งประกายด้วยความยินดี
ดีจังเลย! ก่อนหน้านี้เขายังกังวลว่าประเทศจีนจะไม่ยินยอม
ท้ายที่สุดแล้ว อาวุธคือไพ่ตายของประเทศ จะให้ดูง่าย ๆ ได้อย่างไร?
เกี่ยวกับคำขอของฮัลเมดัน เธอได้ยื่นคำร้องไปยังผู้บังคับบัญชาแล้ว
ทางผู้บังคับบัญชาก็อนุมัติแล้ว
แต่สิ่งที่ฮัลเมดันไม่รู้ก็คือ อาวุธไม่ใช่ไพ่ตายของประเทศจีน ทีมวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมทหารต่างหากที่เป็นไพ่ตายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของพวกเขา สิ่งสำคัญคือคน ไม่ใช่สิ่งของ!
รอให้ขายอาวุธยุทโธปกรณ์ชุดนี้หมด เราก็จะมีงบประมาณสำหรับเครื่องบินรบรุ่นใหม่แล้ว
ฮัลเมดันดีใจจนควบคุมตัวเองไม่ได้ ตอนนี้ไม่ว่าจะเป็นเงื่อนไขเพิ่มเติมหนึ่งข้อ หรือแม้แต่สิบข้อ เขาก็จะยอมรับทั้งหมด “คุณเสิ่นชิง มีเงื่อนไขเพิ่มเติมอะไรเหรอครับ?”
เสิ่นชิงมองตาของฮัลเมดัน พูดทีละคำอย่างช้า ๆ ว่า
“พวกเราหวังว่า สหรัฐสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์จะสามารถลดการขายน้ำมันดิบให้กับประเทศ M ลงปีละ 200 ล้านบาร์เรล*[1]…”
[1] บาร์เรล (桶 barrel ย่อว่า bbl) เป็นหน่วยวัดในอุตสาหกรรมปิโตรเลียม ที่ใช้วัดปริมาตรน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์น้ำมัน โดย 1 บาร์เรล เทียบเท่า ประมาณ 159 ลิตร หรือ 42 แกลลอน