สาวชนบทไลฟ์สดทำฟาร์มเพื่อสอบเป็นอัยการ - บทที่ 238 ง่ายนิดเดียว ลบโพสต์ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดก็พอ
- Home
- All Mangas
- สาวชนบทไลฟ์สดทำฟาร์มเพื่อสอบเป็นอัยการ
- บทที่ 238 ง่ายนิดเดียว ลบโพสต์ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดก็พอ
บทที่ 238 ง่ายนิดเดียว ลบโพสต์ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดก็พอ
จดหมายลาตายฉบับนี้ เขียนโดยนักลงทุนในวงการภาพยนตร์และโทรทัศน์ชื่อดัง หลี่เฟิง
หลังจากที่เขาโพสต์จดหมายลาตายฉบับนี้ลงในกลุ่มแชต มันก็แพร่กระจายออกไปอย่างรวดเร็ว
ชาวเน็ตได้เห็นถึงชายวัยกลางคนที่มีความรับผิดชอบและความสามารถ แต่กลับพ่ายแพ้ต่อชีวิตอย่างจนใจ จากจดหมายลาตายที่เขียนในรูปแบบการพูดคนเดียว
หลายคนที่อ่านจดหมายลาตายจบแล้ว ต่างก็ถูกความขมขื่นและความจนใจในนั้นกระทบจิตใจไปตาม ๆ กัน ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตบางคนดูเหมือนจะเห็นตัวเองในนั้น และไม่สามารถกลั้นน้ำตาไว้ได้
ไม่นานหลังจากนั้น ข่าวการฆ่าตัวตายของหลี่เฟิง นักลงทุนภาพยนตร์และละครโทรทัศน์ชื่อดัง ก็ขึ้นไปอยู่ในอันดับที่สองของกระแสยอดนิยม
ส่วนอันดับหนึ่งของกระแสยอดนิยม คือข่าวที่คณะกรรมการตรวจสอบวินัยอุตสาหกรรมบันเทิงลงโทษเจียงว่านถิงและสวีเหยา โดยห้ามออกอากาศและถอดถอนผลงานของพวกเขา
อันดับหนึ่งและสองของกระแสยอดนิยมมีความเกี่ยวข้องกันอย่างใกล้ชิด
จดหมายลาตายของหลี่เฟิงนี้ ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางจากผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในเวลาอันรวดเร็ว
ชาวเน็ต : พระเจ้า หลี่เฟิงเป็นอะไรหรือเปล่า? ตอนนี้เขายังมีชีวิตอยู่หรือเปล่า? มีใครรู้บ้างไหมว่าตอนนี้เขาอยู่ที่ไหน?
ชาวเน็ต : ฉันเห็นตำแหน่งที่เขาแชร์ในโซเชียลมีเดีย ดูเหมือนว่าจะอยู่แถว ๆ ทะเลสาบเซียงหู
ชาวเน็ต : พระเจ้าช่วย หลี่เฟิงคงไม่ได้คิดจะไปกระโดดน้ำตายหรอกนะ?
ชาวเน็ต : ถ้าให้ฉันพูด หลี่เฟิงก็น่าสงสารจริง ๆ ลงทุนทำภาพยนตร์ วงการภาพยนตร์ก็โดนปรับปรุง ลงทุนทำละคร ละครก็โดนห้ามออกอากาศ
ชาวเน็ต : ฉันคิดว่าหลี่เฟิงเป็นลูกผู้ชายตัวจริง คนที่ยอมเอาเงินเก็บทั้งหมดออกมาใช้ และพยายามหาเงินสุดชีวิตเพื่อรักษาภรรยาและลูกนั้นมีไม่มากหรอก
ชาวเน็ต : ฮือ ๆ หลี่เฟิงต้องปลอดภัยนะ อย่าตายเชียวนะ
ชาวเน็ตต่างเป็นห่วงสถานการณ์ของหลี่เฟิง บางคนรีบแจ้งความกับตำรวจทันที
นอกจากนี้ ยังมีผู้จัดรายการสดจำนวนมากที่ต้องการฉวยโอกาสนี้เพื่อเพิ่มยอดผู้ชม พวกเขาเริ่มถ่ายทอดสดนอกสถานที่ เพื่อค้นหาหลี่เฟิงแบบออนไลน์
หลิวหยางเห็นว่ากระแสสังคมถูกปลุกปั่นมาพอสมควรแล้ว จึงเริ่มยุยงให้นักลงทุนคนอื่น ๆ ฆ่าตัวตายด้วย
เขาเตรียมจะเติมเชื้อไฟอีกหน่อย ดังนั้นหลังจากหลี่เฟิง ก็มีนักลงทุนในวงการภาพยนตร์และโทรทัศน์อีกหกเจ็ดคนทยอยทิ้งจดหมายลาตายไว้ แล้วก็หายตัวไป
คืนนั้น ชาวเน็ตได้เห็นวิดีโอมากมายของนักลงทุนที่ร้องไห้โวยวายว่าจะแขวนคอหรือกระโดดตึก
ชาวเน็ตถึงได้รู้ว่า การที่ละครโทรทัศน์เรื่องหนึ่งถูกสั่งห้ามออกอากาศ สามารถทำให้คนมากมายสูญเสียเงินทุนทั้งหมดได้
ชาวเน็ตที่ซื่อ ๆ หลายคนเริ่มรู้สึกเห็นใจกลุ่มนักลงทุนเหล่านี้ขึ้นมา
ชาวเน็ต : โอ้ รู้สึกว่าพวกเขาน่าสงสารจัง ตอนนี้ฉันเริ่มสงสัยการกระทำของเสิ่นชิงแล้ว
ชาวเน็ต : ใช่แล้ว เบื้องหลังละครเรื่องหนึ่งนั้น แบกรับความหวังของคนมากมาย จะพูดว่าแบนก็แบนเลยได้อย่างไร
ชาวเน็ต : ตอนนี้ฉันก็รู้สึกว่าเสิ่นชิงทำเกินไปหน่อย ดูสิ เธอจะบีบคนจนจะตายอยู่แล้ว
ชาวเน็ต : ใช่ ใช่ ถ้าเสิ่นชิงทำแบบนี้ ต่อไปใครจะกล้าลงทุนในภาพยนตร์และละครโทรทัศน์อีก? ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไป อุตสาหกรรมทั้งหมดจะถูกเธอทำให้ดับลง
เรื่องที่หลี่เฟิงฆ่าตัวตายแน่นอนว่าได้ถึงหูของเสิ่นชิงด้วย
เสิ่นชิงก็ได้อ่านจดหมายลาตายนั้น แต่เธอมองเห็นความผิดปกติตั้งแต่แรก
จดหมายลาตายฉบับนี้เขียนเหมือนบทกวี เห็นได้ชัดว่ามีคนช่วยเกลาภาษา ข้อความชวนให้เกิดอารมณ์มากเกินไป เห็นได้ชัดว่า จดหมายลาตายฉบับนี้มีจุดประสงค์เพื่อปลุกเร้าอารมณ์ของมวลชน
เค่ออวิ๋นมองดูความคิดเห็นบนอินเทอร์เน็ตด้วยความกังวลใจ เธอพูดอย่างตื่นตระหนก
“พี่เสิ่นชิง กระแสความคิดเห็นบนอินเทอร์เน็ตเริ่มพลิกกลับแล้ว คนจำนวนมากวิพากษ์วิจารณ์ว่า พี่แก้ปัญหาเกินกว่าเหตุ ดำเนินการอย่างรุนแรง จะทำให้วงการบันเทิงเดินไปสู่ความพินาศ”
สวีลี่พูดด้วยความโกรธแค้น “ช่างน่าหงุดหงิดจริง ๆ กฎระเบียบนี้ไม่ได้กำหนดโดยแผนกของพวกเรา พวกเราเป็นเพียงผู้ปฏิบัติตาม ทำไมต้องมาโยนความผิดให้พวกเราด้วย?”
เฉาเล่อกังวลว่า ถ้าปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไป แรงกดดันจากความคิดเห็นของสาธารณชนภายนอกจะยิ่งเพิ่มมากขึ้น จึงถามว่า “พี่เสิ่นชิง พวกเราควรทำอย่างไรดี”
เสิ่นชิงเงยหน้าขึ้น แล้วพูดอย่างหนักแน่นเพียงประโยคเดียว
“ง่ายนิดเดียว ลบโพสต์ที่เกี่ยวข้องกับการฆ่าตัวตายทั้งหมดก็พอ พวกเขาโพสต์มาหนึ่งอัน พวกเราก็ลบหนึ่งอัน”
เมื่อเสิ่นชิงพูดจบ คนรอบข้างต่างก็ตกตะลึงไปตาม ๆ กันอะไรนะ?
ดุดันขนาดนี้เลยเหรอ?
แบบนี้จะได้ผลจริง ๆ เหรอ?
เสิ่นชิงไม่ได้ตอบสนองต่อความสงสัยของทุกคน เธอเพียงแต่สั่งการว่า
“เค่ออวิ๋น รีบติดต่อสำนักงานกระจายเสียงและวัฒนธรรมทันที ให้พวกเขาส่งคนไปเจรจากับแพลตฟอร์มสื่อต่าง ๆ ข่าวทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการฆ่าตัวตายของนักลงทุน ให้จัดการเหมือนเป็นข่าวลือ ปิดบัญชี ลบ แบน และห้ามแสดงความคิดเห็นถาวร”
เค่ออวิ๋นลังเลเล็กน้อย “วิธีการแบบนี้จะไม่รุนแรงเกินไปเหรอ ฉันกังวลว่ามันจะยั่วยุความโกรธของประชาชน…”
เสิ่นชิงพูดเรียบ ๆ “สิ่งที่พวกเราทำนั้นถูกต้องตามกฎหมาย เธอทำไปได้เลย เดี๋ยวฉันจะบอกเหตุผลให้ฟัง”
แม้ว่าเค่ออวิ๋นจะสงสัย แต่ก็ทำได้เพียงปฏิบัติตามคำสั่งของเสิ่นชิง
ต่อมา เสิ่นชิงยังส่งสวีลี่ไปสืบสวนบันทึกการเสียภาษีของหลี่เฟิงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา สวีลี่ก็รู้สึกงุนงงอยู่บ้าง แต่เธอก็ทำตามคำสั่งนั้น
เมื่อเห็นสถานการณ์เช่นนั้น เฉาเล่อก็เข้ามาถามว่า “พี่เสิ่นชิง พี่รู้สึกว่าเรื่องนี้มันแปลก ๆ หรือเปล่าครับ?”
เสิ่นชิงเลิกคิ้วมองเฉาเล่อด้วยความแปลกใจ
ไอ้หนูนี่สมองมันปราดเปรื่องขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไหร่กัน
เสิ่นชิงจิบน้ำหนึ่งอึก แล้วพูดอย่างช้า ๆ ว่า
“จดหมายลาตายฉบับนี้ต้องเป็นของปลอมแน่นอน ฉันเคยพบหลี่เฟิงที่บ้านตระกูลเฉียว เขาเคยทำธุรกิจกับคุณปู่ ดังนั้นฉันจึงรู้จักเขาพอสมควร
หลี่เฟิงเป็นคนหยาบกระด้าง เรื่องการเล่นลิ้นเล่นคำแบบนี้ เขาทำไม่เป็นแน่นอน
จดหมายลาตายฉบับนั้นเขียนได้อย่างมีชั้นเชิง คล้ายกับบทกวี ดังนั้นต้องมีคนเขียนแทนแน่ ๆ
นายเคยเห็นจดหมายลาตายที่ต้องหาคนมาเขียนแทนไหม?
นอกจากนี้ นักลงทุนคนอื่น ๆ ก็ทิ้งจดหมายลาตายพร้อมกันในเวลาเดียวกัน โวยวายว่าจะฆ่าตัวตาย
นายไม่รู้สึกหรือว่า พวกเขาเหมือนจะร่วมมือกัน สมคบคิดกันไว้แล้ว?”
เฉาเล่อพยักหน้า “อืม มีเหตุผล…”
เสิ่นชิงเคาะโต๊ะแล้วพูดต่อ “พวกเขาแค่ต้องการใช้กระแสการฆ่าตัวตายมากดดันให้พวกเราต้องยอมถอย
ถ้าเป็นเช่นนั้น ฉันก็จะทำให้พวกเขาส่งเสียงไม่ออก แล้วค่อย ๆ สืบสวนต่อไปอย่างช้า ๆ”
ต่อหน้าอำนาจที่เด็ดขาด คำพูดใด ๆ ก็ล้วนไร้ความหมาย ความขัดแย้งและการรบกวนทั้งหมดก็เป็นเพียงเมฆหมอกลอยผ่านไป
เฉาเล่อฟังจบแล้ว ก็ยกนิ้วโป้งให้เสิ่นชิงพร้อมกล่าวว่า “แค่จดหมายลาตายฉบับเดียวก็สามารถมองเห็นความผิดปกติได้ สมแล้วที่เป็นท่านอัยการอาวุโสเสิ่นของพวกเรา!”
ในขณะนั้นเอง โทรศัพท์ของเฉาเล่อก็ดังขึ้น
เขาก้มลงมอง เป็นสายจากเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานสืบสวนพิเศษ
หน่วยงานสืบสวนพิเศษเป็นทีมที่ถูกส่งมาจากเบื้องบนเพื่อสืบสวนเรื่ององค์กรรับอุ้มบุญและกระเป๋าหนังที่มีโครงกระดูกโดยเฉพาะ
เฉาเล่อคิดว่า หน่วยงานสืบสวนพิเศษต้องการสอบถามเกี่ยวกับคดี จึงรีบวิ่งออกไปข้างนอกเพื่อรับโทรศัพท์
…
ณ ศูนย์กักกัน
เจียงว่านถิงและสวีเหยาสารภาพเรื่องการรับอุ้มบุญและทอดทิ้งเด็กของตนเองอย่างตรงไปตรงมา
แต่เจียงว่านถิงยังคงคิดอย่างไร้เดียงสาว่า พวกนักลงทุนเหล่านั้นจะปกป้องเธอจริง ๆเธอไม่รู้ว่าการกระทำของตัวเองได้ถูกเสิ่นชิงเปิดเผยลงบนอินเทอร์เน็ตแล้ว
และเธอก็ไม่รู้ว่าตัวเองถูกแบนจากทั่วทั้งโลกออนไลน์แล้ว
บริษัทภาพยนตร์ฝานฮวาและนักลงทุนภาพยนตร์และโทรทัศน์ที่อยู่เบื้องหลังเจียงว่านถิง ได้ละทิ้งเธอไปแล้วหลังจากที่เรื่องของเธอถูกเสิ่นชิงเปิดเผย
ตอนนี้เจียงว่านถิงมีหลักฐานการก่ออาชญากรรมที่ชัดเจน ไม่มีทางแก้ต่างได้เลย
ดังนั้น ตอนนี้เป้าหมายของนักทุนเหล่านั้นไม่ใช่การช่วยเหลือเจียงว่านถิง แต่เป็นการพยายามช่วยเหลือละครที่ถูกห้ามออกอากาศออกมาในโลกออนไลน์
และเหตุการณ์ ‘กระเป๋าหนังทำจากกระดูก’ ได้สร้างเสียงสะท้อนที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
แทบจะกล่าวได้ว่ามันได้ก่อให้เกิดความโกรธแค้นในหมู่ประชาชน
ทางการก็ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก โดยได้จัดตั้งหน่วยงานสืบสวนพิเศษขึ้นมาโดยเฉพาะ หลังจากที่หน่วยงานสืบสวนพิเศษรับคดีนี้มาจากมือของเฉาเล่อแล้ว พวกเขาก็เริ่มดำเนินการสืบสวนทันที
แต่เนื่องจากบริษัทที่ผลิต ‘กระเป๋าหนัง’ อยู่ในต่างประเทศ หน่วยงานสืบสวนพิเศษจึงไม่สามารถสืบสวนได้อย่างลึกซึ้ง พวกเขาทำได้เพียงจับกุมผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ภายในประเทศเท่านั้น
…
เมืองหางโจว สำนักงานคณะกรรมการตรวจสอบวินัยอุตสาหกรรมบันเทิง
เฉาเล่อกลับมาจากการรับโทรศัพท์ข้างนอก
เขาเพิ่งเข้าประตูมาก็ตะโกนว่า “พี่เสิ่นชิง ทางทีมหน่วยงานสืบสวนพิเศษพบข้อมูลบางอย่างแล้ว”
เสิ่นชิงเงยหน้าขึ้นถาม “พบอะไรบ้าง?”
เฉาเล่อยกถ้วยชาขึ้นจิบหนึ่งอึก แล้วค่อย ๆ พูดว่า “เนื่องจากบริษัทที่ผลิตกระเป๋าหนังอยู่ต่างประเทศ ทำให้หน่วยงานสืบสวนพิเศษไม่สามารถสืบสวนต่อได้ แต่พวกเขาสืบหาตัวนักออกแบบที่ออกแบบกระเป๋าหนังนั้นได้ นักออกแบบชื่อเดสตินี่ เป็นคนอเมริกัน”
พูดพลางเฉาเล่อก็เปิดรูปนักออกแบบจากโทรศัพท์มือถือ “พี่เสิ่นชิง พี่จะดูสักหน่อยไหมครับ”
เสิ่นชิงชายตามองเขาแวบหนึ่ง
“นักออกแบบต่างประเทศเราก็จับตัวไม่ได้ มีอะไรน่าดูล่ะ ยังไงคนที่ออกแบบกระเป๋าถือแบบนี้ออกมา ก็ต้องเป็นคนวิปริตแน่นอน”
แต่ถึงจะพูดไปอย่างนั้น เสิ่นชิงก็ยังอยากรู้อยากเห็นว่านักออกแบบคนนั้นหน้าตาเป็นอย่างไร
ดังนั้น เธอจึงชะเง้อคอไปมองดู
เสิ่นชิงไม่ดูก็คงจะดี พอดูปุ๊บก็ถึงกับตะลึงงัน
เพราะว่านักออกแบบในรูปถ่ายนั้นเธอรู้จัก
ไม่เพียงแค่รู้จัก แต่ยังคุ้นเคยกันมากด้วยไม่เพียงแต่รู้จักกันดี แต่ยังมีความแค้นอีกด้วย!
เสิ่นชิงจ้องมองอย่างเข้มข้น มองดูรูปถ่ายแล้วอุทานด้วยความประหลาดใจ “ซุนเจ๋อ?”
ในรูปถ่าย นักออกแบบคนนั้นมีผมสีเงินขาว ดวงตาคมกริบราวกับมีด บนหน้าผากยังมีรอยแผลเป็นอีกหลายรอย
สายตาของเสิ่นชิงหยุดชะงักอยู่ที่หน้าผากของซุนเจ๋อ
เธอน่าจะฆ่าซุนเจ๋อให้ตายไปเลยตั้งแต่ตอนนั้น เธอรู้ว่าไอ้หมาตัวนี้มันวิปริต แต่ไม่คิดว่ามันจะวิปริตถึงขนาดเอากระดูกมนุษย์มาทำกระเป๋า
ฮึ ไอ้หมาบ้านี่ขอให้อย่าได้ตกอยู่ในมือเธอเลย