สูตรลับแม่ครัวมือทองในยุค80 - บทที่ 404 ฉินเซียวกำลังรอคลอด
บทที่ 404 ฉินเซียวกำลังรอคลอด
“ก็ได้ แต่อย่าลืมบอกผมถ้าคุณต้องการความช่วยเหลือ” ฉินซือประคองเธอและกล่าวคำสีหน้าจริงจัง “เราเป็นสามีภรรยากัน ถ้าไม่บอกผม แล้วคุณจะบอกใคร”
ภรรยาของเขาพึ่งพาตัวเองมากเกินไป จนบางครั้งก็ดูน่าอึดอัด
ทั้งที่พวกเขาทั้งสองเป็นสามีภรรยากันแล้ว แต่เธอกลับเก็บงำบางสิ่งไว้ในใจเสมอ และทำเหมือนเขาเป็นคนนอก
ฉินซือมักแอบรู้สึกไม่สบายใจเกี่ยวกับเรื่องนี้
เมื่อมองสีหน้าลำบากใจของชายหนุ่ม ลู่ฉิวเยว่คาดเดาถึงความคิดของเขาได้ เธอค่อย ๆ ประทับริมฝีปากของตัวเองลงบนริมฝีปากอีกฝ่าย ลมหายใจของทั้งสองประสานกัน “ฉินซือ ฉันไม่ได้สร้างระยะห่างระหว่างเรานะคะ ฉันแค่รู้สึกว่าตัวเองสามารถจัดการกับเรื่องพวกนี้ได้ คุณอย่ากังวลไปเลย บริษัทของคุณก็ยุ่งมากอยู่แล้ว อย่าให้เรื่องเล็กน้อยพวกนี้รบกวนจิตใจคุณเลย”
“เข้าใจแล้ว” ความอบอุ่นกดทับลงบนริมฝีปากหญิงสาว ลูกกระเดือกของฉินซือเกลือกกลิ้งครู่หนึ่ง สายตาสองคู่ประสานกันพลางประทับจูบอันเร่าร้อนโดยไม่มีทีท่าจะปล่อยไป กระทั่งลู่ฉิวเยว่แทบหมดลมหายใจ
หลังจากสตาร์ทรถแล้ว ทั้งสองตรงกลับบ้านทันที
ลู่ฉิวเยว่ชี้ไปยังบันไดตรงหน้าด้วยสายตาเฉียบคม “นั่นพ่อแม่คุณไม่ใช่เหรอ?”
ฉินซือหันมองตาม สีหน้าของเขาพลันซีดเซียวลงทันที
ลู่ฉิวเยว่เงียบไปครู่หนึ่ง จากนั้นจึงเปิดประตูเพื่อลงจากรถ ก่อนเดินตามฉินซือไปทางบันไดบ้าน
ฉินซือดึงมือของลู่ฉิวเยว่โดยไม่ได้หันมองด้านข้าง ก่อนเดินตรงขึ้นไปยังชั้นบนและเพิกเฉยพ่อแม่ฉินอย่างสมบูรณ์
“เสี่ยวซือ!” แม่ฉินรีบวิ่งตามไปหยุดพวกเขา
“คุณมาทำอะไรที่นี่ครับ?” สีหน้าฉินซือเย็นชา ดวงตาไม่แสดงอารมณ์ ราวกับว่าเขาไม่รู้จักคนตรงหน้า
ตอนนี้เขาไม่ได้เรียกอีกฝ่ายว่าพ่อแม่แล้ว เห็นได้ชัดว่าเขาจริงจังกับเรื่องการตัดความสัมพันธ์กับพวกท่าน
แม่ฉินรู้สึกตื่นตระหนกอยู่ในใจ เมื่อเห็นว่าบรรยากาศน่าอึดอัดมากขึ้นเรื่อย ๆ เธอจึงส่งสายตาไปทางลู่ฉิวเยว่เพื่อขอความช่วยเหลือ
หญิงสาวเป็นคนจิตใจดี และอาจช่วยพูดแทนพวกเขา
ลู่ฉิวเยว่สังเกตเห็นสายตาของแม่ฉิน เธอแอบเยาะเย้ยในใจและจงใจเบือนหน้าไปทางอื่น
นี่พวกเขาคิดว่าเธอเป็นเหมือนนักบุญหรือยังไง คนพวกนี้ช่วยเหลือผู้หญิงคนอื่นแย่งสามีของเธอไป ที่เธอไม่ลงมือตบตีคนทั้งสองก็เพราะยังเห็นแก่หน้าของฉินซือ
ดวงตาของฉินซือเย็นชายิ่งกว่าเดิม เขาเดินออกมาขวางด้านหน้าลู่ฉิวเยว่เพื่อปิดกั้นแม่ฉิน
แม่ฉินกัดฟันกรอดและจับมือของฉินซือ “คราวนี้แม่ไม่ได้มีเจตนามาทำให้ลูกลำบากใจจริง ๆ แค่จะมาบอกว่าเสี่ยวเซียวกำลังรอคลอดอยู่ในโรงพยาบาลแห่งแรกของปักกิ่ง ในฐานะน้องชาย ลูกควรไปหาเธอเพื่อให้กำลังใจนะ”
พ่อฉินที่อยู่ที่อยู่ด้านหลังพยักหน้าเห็นด้วย “พี่สาวของลูกรู้ว่าเธอทำผิด เธอเอาแต่พูดถึงลูกมาสองวันแล้ว ถ้าพอมีเวลาก็ไปหาเธอหน่อยเถอะ”
“ผมได้ตัดสัมพันธ์กับเธอมานานแล้ว ไม่ว่าเธอจะอยู่หรือตายก็ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับผม” ฉินซือไม่แสดงความเมตตาใด ๆ
เขารู้สึกผิดต่อลู่ฉิวเยว่ เพราะพ่อแม่ของเขาขอร้องใครบางคนให้ปล่อยตัวฉินเซียวออกจากคุก ตอนนี้ทั้งสองมาขอร้องให้เขาไปพบฉินเซียว หากเขาไปคงไม่ต่างจากการทรยศลู่ฉิวเยว่
แล้วเขาจะทำร้ายภรรยาของตัวเองได้อย่างไร
แม่ฉินถอนหายใจ “เสี่ยวซือ แม้เราจะทำผิดพลาด เด็กในท้องของเสี่ยวเซียวไม่ได้ผิดอะไร ท้ายที่สุดเขาก็ยังเป็นหลายชายของลูก ไปดูเขาหน่อยเถอะ”
ฉินเซียวพูดถึงฉินซือบ่อยครั้งในช่วงไม่กี่วันนี้ แม่ฉินจึงต้องการใช้โอกาสนี้สานสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องทั้งสองอีกครั้ง
ราวกับฉินซือเพิ่งได้ยินเรื่องตลก “คุณบอกว่าเด็กคนนั้นไม่ผิดงั้นเหรอ? แล้วตอนที่พวกคุณช่วยเหลือคนนอกทำลายชีวิตคู่ของเรา ทำไมถึงไม่นึกถึงเด็กในท้องของฉิวเยว่บ้าง! คุณมีสิทธิ์อะไรมาพูดแบบนี้อีก! ออกไปจากบ้านเราซะ!”
พ่อฉินขมวดคิ้วมุ่น “ฉินซือ ทำอะไรเห็นหัวผู้หลักผู้ใหญ่บ้าง!”
“ผู้หลักผู้ใหญ่ที่ว่านั้นไร้ยางอายถึงขนาดช่วยคนนอกทำลายชีวิตแต่งงานของลูกชายตัวเอง!” ฉินซือโต้กลับ
พ่อฉินแทบสำลักออกมา พวกเขาเคยทำผิดพลาดไปจริง ๆ และไม่สามารถโต้แย้งได้ ใบหน้าซีดขาวลงด้วยความอับอาย
ฉินซือไม่ได้คิดจะสนใจพวกเขาอีก เขาจึงดึงลู่ฉิวเยว่ขึ้นไปชั้นบนและกระแทกประตูปิดเสียงดัง ‘ปัง’
“พรุ่งนี้ผมจะบอกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยว่าอย่าให้พวกเขาเข้ามาอีก” ฉินซือพูดอย่างขมขื่นและคุกเข่าลงเพื่อช่วยลู่ฉิวเยว่เปลี่ยนรองเท้า
ลู่ฉิวเยว่เปลี่ยนไปใส่รองเท้าแตะอย่างเชื่อฟัง เวลานี้เธอไม่ได้รู้สึกโกรธเคืองเหมือนกับชายหนุ่ม เมื่อนึกถึงเด็กในท้องที่เขาพูดถึง ก็รู้สึกว่ามันน่าขัน “คุณเอาแต่พูดถึงเด็ก ถ้าพวกเขาถามหาหลักฐาน ฉันจะไปเอาเด็กมาจากที่ไหน”
ฉินซือพูดด้วยรอยยิ้ม “ถ้างั้นก็คงต้องทำสักคน”
มืออันอบอุ่นของชายหนุ่มบีบนวดข้อเท้าเรียวของเธอ มองเห็นความต่างระหว่างผิวขาวดั่งหยกและผิวคมเข้มได้ชัดเจน
ความรู้สึกเสียวแปลบกระจายตั้งแต่ข้อเท้าขึ้นมาถึงร่างกายส่วนบน มันกระจายไปทั่วร่างกายจนทำให้เสียงของลู่ฉิวเยว่แตกพร่า ลำคอระหงบีบรัด ริมฝีปากแห้งผากอย่างอธิบายไม่ได้
รู้สึกคล้ายกับร่างกายกำลังจะลอยขึ้นไปในอากาศ ลู่ฉิวเยว่หงุดหงิดมากจนกัดหูของเขา
ผู้ชายคนนี้ไร้ยางอายขึ้นทุกวัน เขาแสดงความต้องการทางเพศอย่างเปิดเผยในเวลากลางวันแสก ๆ!
ความรู้สึกอบอุ่นมาจากใบหูส่วนล่างทำให้สายตาของฉินซือมืดลงทันใด เส้นเลือดบนหน้าผากของเขาเต้นเป็นจังหวะสองครั้ง เขายกเธอขึ้นนั่งบนชั้นวางรองเท้าโดยไม่รอแม้แต่จะเข้าไปในห้อง
“ลู่ฉิวเยว่ ดูเหมือนว่าคุณจะต้องการบทเรียนมากขึ้นเรื่อย ๆ”
หางตาของลู่ฉิวเยว่ยกขึ้น ริมฝีปากสีแดงเหมือนดอกกุหลาบกระซิบข้างหูพร้อมกับมือเรียวที่ลูบไล้บนเอวหนา น้ำเสียงของเธอเจือไปด้วยความเสน่หา “จะสอนบทเรียนฉันเหรอ? งั้นลองดูสิคะ”
หลังจากที่ทั้งสองเสร็จกิจก็เป็นเวลาดึกแล้ว บนโซฟายาว ฉินซือโอบอุ้มลู่ฉิวเยว่ไว้ในอ้อมแขนและจูบเรือนผมของหญิงสาวอย่างรักใคร่ราวกับกำลังรักษาสมบัติล้ำค่า “ดาวคืนนี้สวยดีนะว่าไหม?”
ลู่ฉิวเยว่หัวเราะแผ่วเบา และหันไปมองดวงตาที่เปล่งประกายของเขา “สวยดีค่ะ แต่ไม่เท่ากับดวงตาของคุณ”
หัวใจของฉินซือสั่นรัว เขาสูดหายใจเข้าพลางแตะริมฝีปากแดงระเรื่อของหญิงสาว “พูดอีกครั้งสิ”
“ของดีมีแค่ครั้งเดียว!” ลู่ฉิวเยว่ปฏิเสธที่จะเชื่อฟัง และกดส้นเท้าลงบนน่องของชายคนรัก “พาฉันไปอาบน้ำหน่อยสิ”
เนื่องจากการนอนดึกในคืนนี้ ทั้งสองจึงตื่นหลังเก้าโมงเช้าของวันต่อมา
ลู่ฉิวเยว่เพิ่งซักผ้าเสร็จ เมื่อเธอเดินกลับเข้ามาในห้องนั่งเล่นก็เห็นฉินซือนำถ้วยมาวางบนโต๊ะแล้ว
โจ๊กขาวเนื้อข้นส่งกลิ่นหอม พร้อมผักสีเขียวด้านข้างดูมีชีวิตชีวาราวกับหยก ทำให้ดูน่ารับประทานอย่างยิ่ง
ลู่ฉิวเยว่เลิกคิ้วและชิมอย่างระมัดระวัง โจ๊กเนื้อสัมผัสเหนียวข้น ส่งกลิ่นหอมไปทั่วปาก ส่วนผักนั้นทั้งกรอบและหวาน
“ฝีมือการทำอาหารของคุณดีขึ้นมาก” เธอชมเขาอย่างจริงใจ ด้วยทักษะการทำอาหารของฉินซือในเวลานี้ แทบบอกไม่ได้เลยว่าเขาเป็นคนเดียวกับชายที่เกือบจะระเบิดครัวในตอนนั้น
การเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนี้เป็นเพราะเธอ
ความหวานชื่นเติมเต็มหัวใจ ลู่ฉิวเยว่อดไม่ได้ที่จะเผยยิ้มออกมา
ฉินซือมีความสุขยิ่งกว่า เขารีบป้อนเธออีกช้อน “ถ้าอร่อยก็กินอีกสิ”
เขาเตรียมโจ๊กขาวใส่ถ้วยให้ตัวเองไว้ตรงหน้าและหยิบผักใบเขียวขึ้นมาหนึ่งตะเกียบเท่านั้น
นิสัยเลือกกินของเขาไม่ได้เปลี่ยนแปลงเลย โชคดีที่ลู่ฉิวเยว่เข้าครัวทำอาหารเป็นครั้งคราว น้ำหนักตัวเขาจึงไม่ลดลง แต่กลับเพิ่มขึ้นอยู่สองถึงสามกิโลกรัม
พ่อครัวจัดเลี้ยงของรัฐจะมาที่บ้านเป็นครั้งคราวเพื่อช่วยทำอาหารบางมื้อ ฉินซือจึงได้รับสารอาหารที่ดีมากขึ้น
หลังอาหารเช้า เดิมทีฉินซือตั้งใจจะไปส่งลู่ฉิวเยว่ที่มหาวิทยาลัยด้วยตัวเอง แต่ทันใดนั้นโทรศัพท์ของเขาก็ดังขึ้น
“สวัสดีครับ?”
หลังจากรับฟังถ้อยคำจากปลายสาย สีหน้าของฉินซือเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม เขาเงียบไปอึดใจหนึ่งและวางสายโทรศัพท์
“มีอะไรหรือเปล่าคะ?” ลู่ฉิวเยว่สังเกตความผิดปกติบนใบหน้าชายหนุ่ม จึงเดินเข้าไปถามอย่างกังวล