สูตรลับแม่ครัวมือทองในยุค80 - บทที่ 398 หูซีถูกฉินซือสอนบทเรียน
บทที่ 398 หูซีถูกฉินซือสอนบทเรียน
“อ๋อ แบบนี้นี่เอง” ลู่ฉิวเยว่พยักหน้า ในความทรงจำของเธอ วันครบรอบของมหาวิทยาลัยจิงเฉิง จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ทุกปี เพราะเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศ และน่าจะมีนักข่าวมากมายมารายงานข่าวด้วย
“เรากำลังคุยกันว่าจะเลือกการแสดงอะไรดี ได้ยินมาว่าจะมีรางวัลสำหรับผู้เข้าแข่งขันสามอันดับแรกด้วย” เจี่ยงชีเตรียมพร้อม
เจียงเยว่อี๋หรี่ตาลงและยิ้ม “ใช่แล้ว เรากำลังคุยกันว่าจะจัดตั้งทีมยังไงดี ฉันอยากหาคนที่ร้องเพลงได้ ฉิวเยว่ เธอร้องเพลงได้ไหม?”
เธอยังอยากจะลองดู เพราะถ้าผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ ก็จะได้ขึ้นแสดงในงานเลี้ยงวันครบรอบของมหาวิทยาลัยด้วย
ลู่ฉิวเยว่พยักหน้า “ได้น่ะได้ แต่ฉันยุ่งมาก คงไม่มีเวลาฝึกหรอก เธอควรหาคนอื่นดีกว่า”
เธอไม่เคยสนใจเรื่องเหล่านี้มากนัก และเป็นความจริงที่ว่าเธอไม่มีเวลาฝึกฝน จะดีกว่ามากหากเจียงเยว่อี๋หาคนอื่นที่ไม่ใช่เธอ
เจียงเยว่อี๋ผิดหวัง “ก็ได้”
เจี่ยงชีหัวเราะและกอดไหล่เธอ “เสี่ยวเยว่อี๋ อย่าผิดหวังไปเลย หากไม่มีใครจริง ๆ ถึงตอนนั้นฉันก็ร้องเป็นคู่เธอได้”
“ไปเลย!” เจียงเยว่อี๋หัวเราะและตะโกน “ใครไม่รู้จักพลังเสียงพิฆาตของเธอบ้าง อย่าทำให้คณบดีตกใจ!”
ได้ยินดังนั้น ลู่ฉิวเยว่ก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะและหันไปมองเจี่ยงชี
เจี่ยงชีเป็นคนไม่ค่อยสนใจ น้ำเสียงของเธอไม่อ่อนโยนเท่าเด็กหญิงตัวน้อยและร้องผิดคีย์ตลอด ไม่ต่างจากการอ่านหนังสือ เสียงนั้นเหมือนเสียงคร่ำครวญของผี หรือไม่ก็เสียงหอนของหมาป่า เธอเคยได้ยินมาก่อนครั้งหนึ่ง มันชวนให้ปวดหัวมาก
เจี่ยงชีเคยล้อเล่นกับเจียงเยว่อี๋บ่อยอยู่แล้ว เธอจึงไม่ได้โกรธแต่อย่างใด หลังจากทะเลาะกันสองสามประโยคแล้ว เธอก็หันไปมองลู่ฉิวเยว่ “ฉิวเยว่ เธอจะไม่เข้าร่วมจริงเหรอ?”
นี่เป็นเวทีฉลองวันครบรอบมหาวิทยาลัยที่ดีมาก ถ้าได้แสดงบนเวทีคงจะยอดเยี่ยม
ลู่ฉิวเยว่ส่ายหน้าปฏิเสธ “พวกเธอเอาเลย ฉันไม่สนใจเรื่องนี้”
เสียงพูดนั้นลอยออกไปจากรอยแตกที่ประตู หลี่ซิ่วพ่นลมหายใจอย่างเย็นชา สีหน้าเย้ยหยัน
ไม่สนใจเหรอ? เป็นเพราะไม่มีความสามารถมากกว่า
ดูเหมือนพวกเด็กเนิร์ดสอบได้ที่หนึ่งแล้วยังไงล่ะ!
เธอเปิดประตูเสียงดัง ‘ปัง’ แล้วเข้ามา ทั้งหอพักเงียบไปครู่หนึ่ง
แต่หลี่ซิ่วไม่สนใจ นำของของตัวเองออกจากตู้ จากนั้นล็อกตู้แล้วเดินออกไป
เมื่อเห็นหลี่ซิ่วจากไปแล้ว สีหน้าของเจี่ยงชีก็ยังไม่ดีขึ้น ยังคงเย็นชา
“โป้งโป้งปั้งปั้ง น่ารำคาญ” เธอกลอกตา ตอนนี้เธอไม่มีอารมณ์จะคุยเรื่องการแสดงอีกต่อไป จึงหยิบหนังสือแล้วเดินออกไปข้างนอก
“น่าหงุดหงิดชะมัด” เจียงเยว่อี๋ก็ไม่พอใจเช่นกัน เธอเม้มปาก แล้วหันไปหยิบหนังสือเดินตามเจี่ยงชีไป
ลู่ฉิวเยว่เหลือบมองออกไปนอกประตูอย่างเฉยเมย ไม่ได้พูดอะไร
ต้องบอกว่าหลี่ซิ่วคนนี้ทำตัวมีปัญหา โชคดีที่หลี่ซิ่วไม่ได้อาศัยอยู่ในหอพักตลอด ไม่งั้นบรรยากาศคงจะไม่ดีเหมือนตอนนี้แน่
อาจจะทะเลาะกันทุกสามวัน
ลู่ฉิวเยว่ไม่รู้ว่าหลี่ซิ่วที่อยู่อีกด้านหนึ่ง กำลังเดินไปที่อาคารเรียนแล้ว
หลังจากเดินหาไปรอบ ๆ ในที่สุดเธอก็พบสมาชิกคณะกรรมการจัดการแสดง อยู่ในห้องเรียนที่ว่างเปล่า
“ฉันอยากลงทะเบียนการแสดง งานฉลองวันครบรอบมหาวิทยาลัย” หลี่ซิ่วเดินตรงไปหาเซิ่งอี๋
เซิ่งอี๋ผงะ รีบปรับแว่นตาขอบดำบนใบหน้า ใช้เวลาสักพักกว่าจะรู้ว่าคนที่อยู่ตรงหน้าคือเพื่อนร่วมชั้นของตัวเอง “ได้สิ เธอชื่ออะไร ฉันจะจดไว้ให้”
เธอเอื้อมมือเข้าไปในกระเป๋า แล้วหยิบสมุดบันทึกออกมา
“ฉันชื่อหลี่ซิ่ว ฉันอยากสมัครเล่นกีตาร์” หลี่ซิ่วพูดเบา ๆ
“ได้เลย” เซิ่งอี๋จดลงไปในสมุด เมื่อเธอพบว่าผ่านไปสักพักหนึ่งแล้ว แต่หลี่ซิ่วไม่ได้ออกไป เธอจึงเงยหน้าขึ้นมองด้วยความสงสัย “เธอมีอะไรอีกรึเปล่า?”
นัยน์ตาของหลี่ซิ่วฉายแววมีเลศนัย “แน่นอน ลู่ฉิวเยว่เพิ่งบอกว่าเธอจะแสดงเปียโน เลยฝากให้ฉันมาลงทะเบียนให้”
เพื่อนร่วมชั้นหลายคนก็ช่วยมาลงทะเบียนแทนเพื่อนแบบนี้ เซิ่งอี๋ไม่ได้รู้สึกว่ามีอะไรผิดปกติ จึงเขียนลงไปอย่างจริงจัง “เสร็จแล้ว”
หลี่ซิ่วพยักหน้า แล้วหันหลังเดินออกจากห้องเรียนไป
หลี่ซิ่วไม่สามารถกลั้นยิ้มบนใบหน้าได้อีกต่อไป ความชั่วร้ายฉายชัดในดวงตาของเธอ
เนื่องจากนังบ้าลู่ฉิวเยว่อยากยั่วยุเธอก่อน งั้นก็ต้องอดทนต่อความรู้สึกเมื่อถูกเธอแก้แค้น!
ไม่รู้ว่าผู้หญิงเลวที่ชอบทำตัวหยิ่งผยองคนนั้นจะทำหน้ายังไง เมื่อต้องอับอายต่อหน้าอาจารย์และผู้บริหาร
คนเหล่านั้นจะยังพูดจาเยินยอเธอมากขนาดนี้ไหม? ถ้าเธอทำให้วันครบรอบมหาวิทยาลัยวุ่นวาย เธอจะถูกวิพากษ์วิจารณ์แน่นอน!
ลู่ฉิวเยว่ในห้องสมุดจามอย่างแรง เธอยกมือขึ้นลูบจมูกจนแดง แล้วอ่านหนังสือในมือต่อไป
เจียงเยว่อี๋ที่อยู่ด้านข้างกังวล “ทำไมจู่ ๆ เธอถึงจาม ไม่ได้เป็นหวัดใช่ไหม รีบกลับไปใส่เสื้อผ้าหนา ๆ เร็วเข้า”
หน้าต่างห้องสมุดเปิดอยู่ และลมหนาวก็พัดโชยเข้ามาทะลุคอเสื้อของลู่ฉิวเยว่
เธอหดคอและลุกขึ้นยืน เผลอวางหนังสือไว้ข้าง ๆ เจียงเยว่อี๋ “ฉันจะกลับไปเอาผ้าพันคอ เธออ่านหนังสือไปก่อนนะ เดี๋ยวฉันกลับมา”
พูดจบ เธอก็เดินตรงออกไปข้างนอก
หอพักอยู่ไม่ไกลจากห้องสมุด แค่เดินไปหยิบผ้าพันคอเพียงไม่กี่นาทีก็ไม่เสียหาย
แต่ไม่นานหลังจากที่ลู่ฉิวเยว่เดินออกจากห้องสมุด เธอก็ได้ยินเสียงผู้หญิงที่คุ้นเคย
ใบหน้าของเธอเย็นชาทันที เธอไม่อยากสร้างปัญหาหน้าห้องสมุด และรบกวนเพื่อนร่วมชั้น เธอจึงแสร้งทำเป็นไม่เห็น และเดินตรงไปข้างหน้า โดยไม่แม้แต่จะชายตามอง
แต่ท่าทางเช่นนี้สร้างความโมโหให้หูซีที่อยู่ด้านข้าง เธอเดินไปหาลู่ฉิวเยว่ด้วยท่าทางก้าวร้าว “ลู่ฉิวเยว่! เธอหยุดเดี๋ยวนี้นะ!”
“จะทำอะไร?” ลู่ฉิวเยว่ถูกขวางไว้จึงจำต้องหยุด น้ำเสียงของเธอหมดความอดทน
“เธอยุยงให้ฉินซือทำให้ฉันลำบากรึเปล่า!” หูซีโกรธจัด อยากจะฉีกลู่ฉิวเยว่ให้เป็นชิ้น ๆ
“ฉันจะรู้ได้ยังไงว่าเขาทำอะไร” ลู่ฉิวเยว่สับสน แต่ในใจเธออยากรู้มาก
ฉินซือทำอะไรบางอย่างที่ทำให้หูซีโกรธมาก จนถึงกับต้องวิ่งมาหาเธอด้วยความโกรธ
หูซีกัดฟันมองเธออย่างเย็นชา “ไม่ใช่เธอแล้วจะเป็นใคร! ฉันบอกเลยนะลู่ฉิวเยว่! ฉินซือเขาแค่หลงเธอชั่วคราว คนเดียวที่คู่ควรกับเขาคือฉัน ไม่ใช่คนบ้านนอกอย่างเธอ! ถ้าเธอยังพอจะมีสำนึกอยู่บ้าง ก็ยกเขาให้ฉันด้วยความจริงใจซะ!”
ลู่ฉิวเยว่หัวเราะเยาะ “คนบ้านนอกแล้วยังไงเหรอ ฉินซือเขาชอบคนบ้านนอกอย่างฉัน แต่เธอกลับยืนกรานจะเป็นเมียน้อยของคนอื่นให้ได้ ครอบครัวของเธอรู้เรื่องนี้บ้างไหม?”
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะคำพูดนี้แทงใจดำหูซีหรือเปล่า ใบหน้าของเธอดุร้าย แล้ววิ่งเข้าใส่หมายจะฉีกทึ้งอีกฝ่าย
ลู่ฉิวเยว่โดนกระชากผม ทำให้เจ็บหนังศีรษะ ใบหน้าเย็นชาทันที รีบก้าวถอยหลังหลบมือของอีกฝ่ายอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็คว้าเธอแล้วตรึงไว้กับกำแพง โดยจับแขนไพล่หลังไว้
ใบหน้าของหูซีติดกับกำแพง จนรู้สึกเจ็บปวด แต่ความอัปยศอดสูนั้นกลับมากกว่าความเจ็บปวดเสียอีก
เมื่อรู้ว่าเป็นลู่ฉิวเยว่ที่จับเธอไว้ ก็ต้องกัดฟันพยายามดิ้นรนอย่างหนัก
ลู่ฉิวเยว่เยาะเย้ย ใช้มือจิกผมอีกฝ่ายแล้วดึงอย่างแรง ขณะพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ฉันไม่สนหรอกว่าเธอจะมีรสนิยมชอบเป็นเมียน้อยรึเปล่า แต่อย่ามายุ่งกับชีวิตแต่งงานของฉัน แล้วอย่ามาให้ฉันเห็นหน้าอีก ไม่อย่างนั้นฉันจะสอนบทเรียนให้เธออย่างหนักแน่นอน!”
หูซีเจ็บหนังศีรษะ เธอไม่เคยได้รับการปฏิบัติแบบนี้มาก่อน จึงต้องกรีดร้องอย่างบ้าคลั่งออกมา “ลู่ฉิวเยว่ นังสารเลว! ฉันจะไม่ปล่อยเธอไป! นังแพศยา!”
ลู่ฉิวเยว่สีหน้าเย็นชา ขณะผลักอีกฝ่ายออกไป