ทะลุมิติมาเป็นแม่ค้าเลื่องชื่อแห่งยุค 70 - บทที่ 56 ร้ายแรงกว่าที่คิด
บทที่ 56 ร้ายแรงกว่าที่คิด
ณ สถานีตำรวจ
หลี่หนิงเซียนพาซูลี่เข้าไปในห้องสอบสวน เห็นกงหยางนั่งก้มหน้าอยู่บนเก้าอี้ มุมปากแตก โหนกแก้มข้างหนึ่งบวมปูด เธอเห็นสภาพสะบักสะบอมของกงหยางก็รู้สึกโกรธมาก แต่ต้องควบคุมอารมณ์ตัวเองไว้
“ทางเราได้บันทึกคำให้การจากคู่กรณีเรียบร้อยแล้วครับ ตอนนี้พบกับเด็กได้ แต่ยังพาตัวกลับไปไม่ได้ ต้องรอให้ผู้เสียหายเซ็นหนังสือให้อภัยก่อนครับ”ตำรวจเวรหันมาพูดกับหลี่หนิงเซียนและซูลี่
“ใช่ ๆ คุณตำรวจพูดถูกแล้ว พวกเราจะปรึกษากับลูก ถ้าชดใช้เงินได้ก็จะชดใช้แน่นอน” ซูลี่พูดจบตำรวจเวรก็เดินออกไป หลี่หนิงเซียนก็หันไปจ้องหน้ากงหยางแล้วพูดขึ้น
“เล่ามาให้หมด ว่าเกิดอะไรขึ้น”
“…” กงหยางไม่กล้าสบตาหลี่หนิงเซียน ได้แต่ก้มหน้าหลบ
“อย่าทำเป็นใบ้! พูด!” หลี่หนิงเซียนตวาด กงหยางสะดุ้งสุดตัว น้ำตารื้นขึ้นมาทันที “ฉันไม่ได้ให้นายมาร้องไห้ น้ำตามันแก้ปัญหาได้รึไง! เล่าเรื่องทั้งหมดมาให้ฉันฟังเเบบละเอียด ฉันจะจัดการเรื่องนี้เอง แต่ถ้านายกล้าปิดบังความจริงแม้แต่นิดเดียว ฉันจะไม่ยุ่งเกี่ยวด้วยอีก”
หลังจากหลี่หนิงเซียนฟังเรื่องราวทั้งหมด จึงพาซูลี่ออกจากห้องสอบสวน ซูลี่พอออกมาก็แทบทรุดลงกับพื้นด้วยความตกใจ โชคดีที่เธอคว้าตัวไว้ได้ทัน
“ป้าซูใจเย็น ๆ ก่อนนะคะ”
ซูลี่ยืนขึ้นอย่างโซเซ ลืมความรังเกียจที่มีต่อหลี่หนิงเซียนไปจนหมดสิ้น แม้กระทั่งเรื่องเงินทองก็ยังลืมไป เธอคว้าแขนหลี่หนิงเซียนไว้แน่น
“ที่เธอพูดกับกงหยางเรื่องผลลัพธ์ต่าง ๆ นั่นคือเรื่องจริงเหรอ? ถ้าอีกฝ่ายไม่ยอม พวกเขาจะฟ้องกงหยางข้อหาพยายามฆ่าได้จริงหรือ?” ข้อหาพยายามฆ่า… อย่างนั้นก็เท่ากับว่าลูกชายเธอจะถูกประหารชีวิตนะสิ
หลี่หนิงเซียนรู้ว่าซูลี่ขี้ขลาด แต่ในสถานการณ์เช่นนี้ เธอไม่คิดจะปิดบัง
“จากคำพูดของกงหยาง แม้ว่าอีกฝ่ายจะยั่วยุก่อน แต่เขาก็ลงมือก่อน และยังไปคว้าเคียวของชาวบ้านที่ทำงานอยู่แถวนั้นมาถืออีกด้วยความโมโห ถือว่ามีอาวุธในมือ ถ้าอีกฝ่ายยืนยันว่ากงหยางจงใจฆ่าคน หากมีการฟ้องร้อง คดีนี้จะเป็นผลร้ายกับกงหยางมาก”
เธอเข้าใจแล้วว่าทำไมสำนักรักษาความปลอดภัยประจำเมืองถึงยืนกรานจะส่งตัวกงหยางไปยังสถานีตำรวจอำเภอ เรื่องของกงหยางนี้ อาจจะเป็นเรื่องใหญ่ หรือเรื่องเล็กก็ได้ จริง ๆ แล้วมันไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะจัดการ
ซูลี่ได้ยินดังนั้นก็แทบทรุดลงไปอีกรอบ หลี่หนิงเซียนรีบพยุงเธอไปนั่งที่ขั้นบันไดหน้าห้องสอบสวน เพื่อให้ซูลี่ได้สติ และทำความเข้าใจกับสิ่งที่เธอพูด
“เพราะฉะนั้น เวลาที่เราไปพบกับผู้ปกครองของนักเรียนที่ได้รับบาดเจ็บ เราต้องทำความเข้าใจจุดยืนของพวกเขา พยายามตอบสนองเงื่อนไขที่พวกเขาเสนอมาให้ได้มากที่สุด สิ่งสำคัญที่สุดคือ อย่าใจร้อน ต้องใจเย็น ๆ”
ตอนที่เธอมา เธอได้ยินเรื่องราวเพียงด้านเดียวจากซูลี่ และคิดว่าเธอสามารถจัดการได้ ไม่ถึงกับโดนอีกฝ่ายจูงจมูกไป แต่หลังจากได้ฟังคำบอกเล่าของกงหยางแล้ว เธอก็รู้สึกไม่มั่นใจเหมือนกัน
ซูลี่ตกใจจนทำอะไรไม่ถูก เธอจับมือหลี่หนิงเซียนราวกับเป็นที่ยึดเหนี่ยวสุดท้าย และเสนอความคิดเห็นว่า
“หรือว่าเราไปบอกกงชุนเถอะ ถ้าไม่ไหวจริง ๆ ก็ให้กงชุนช่วยคิดหาวิธี เขาอยู่ในกองทัพมาหลายปี ต้องมีเส้นสายบ้างแหละ” เธอกลัวว่าลูกชายคนรองจะไม่ยอมช่วย เพราะเขาเป็นคนค่อนข้างซื่อตรง แต่ตอนนี้ลูกชายคนเล็กก่อเรื่องใหญ่ เธอกลัวว่าหลี่หนิงเซียนจะรับมือไม่ไหว
หลี่หนิงเซียนเห็นท่าทางหวาดกลัวของซูลี่ เธอเม้มริมฝีปากเบา ๆ ก่อนจะพูดว่า
“ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาที่ต้องให้เขามาช่วยค่ะ”
“ทำไมล่ะ?”
“อีกฝ่ายจงใจพูดถึงเรื่องที่กงชุนเป็นทหาร ก็เพื่อกดดันให้เรายอมจ่ายค่าเสียหาย ถ้าเรื่องนี้บานปลายไป ผู้บังคับบัญชาอาจจะตรวจสอบกงชุนอีกครั้ง ถ้ากงชุนเข้ามาเกี่ยวข้องตอนนี้ ยิ่งจะตัดตัวเองออกจากเรื่องนี้ไม่ได้ หากผลลัพธ์แย่ ไม่ใช่แค่ถูกปลดออกจากทหาร แต่อาจจะต้องขึ้นศาลทหารด้วยซ้ำ”
ซูลี่เบิกตากว้าง ตกใจจนพูดไม่ออก หลี่หนิงเซียนเห็นท่าทางของซูลี่ จึงไม่ได้พูดอะไรต่อ เธอไม่ได้ต้องการทำให้ซูลี่และกงหยางต้องตกใจ เพียงแต่อยากให้พวกเขาเตรียมใจไว้ ทุกเรื่องไม่ควรมองโลกในแง่ดีเกินไป และไม่ควรใจร้อน เพราะหลาย ๆ ครั้ง ผลของความใจร้อนก็ไม่อาจคาดเดาได้
หลี่หนิงเซียนเห็นว่าซูลี่รับฟัง เธอจึงลุกขึ้นยืน และพยุงซูลี่ให้ลุกขึ้นตาม ก่อนจะกล่าวปลอบใจ
“ป้าซูคะ ที่ฉันพูดแบบนี้ แค่ให้คุณเตรียมใจไว้เท่านั้น เรื่องอาจจะไม่ได้ร้ายแรงขนาดนั้นก็ได้ ไปพบกับผู้ปกครองของนักเรียนที่บาดเจ็บก่อน ดูว่าพวกเขาต้องการอะไร ถ้าเป็นเรื่องเงินทองก็คงไม่ใช่เรื่องยากอะไร”
“อือ ๆ ไปกันเถอะ!” หลี่หนิงเซียนพยุงซูลี่ออกจากสถานีตำรวจ ความจริงแล้วในใจเธอไม่ได้รู้สึกสบายใจอย่างที่พูดออกไป บางครั้งเงินทองก็ไม่ใช่คำตอบของทุกอย่าง
นักเรียนที่ทะเลาะกับกงหยางชื่อเต๋อฟง หลี่หนิงเซียนกับซูลี่ไปที่หมู่บ้านของเต๋อฟงตามที่อยู่ที่ครูให้มา แต่น่าเสียดายที่พวกเธอไปแล้วไม่เจอใคร มีเพียงพี่สาวสองคนของเต๋อฟงอยู่ที่บ้าน
สิ่งที่ทำให้หลี่หนิงเซียนรู้สึกแปลกใจ คือแม้จะมืดแล้ว แต่พี่สาวสองคนของเต๋อเฟยยังทำงานอยู่ คนหนึ่งนั่งอยู่ข้างเตา กำลังเก็บมันฝรั่งที่เพิ่งต้มเสร็จ วางเรียงรายบนฝาหม้อใบใหญ่เพื่อตากให้แห้ง อีกคนเพิ่งถือจอบเดินเข้ามา เห็นได้ชัดว่าเพิ่งกลับมาจากการในนา
ตอนนี้เป็นเวลาสองทุ่มกว่าแล้ว คนในหมู่บ้านส่วนใหญ่เข้านอนเร็วแล้ว แต่พวกเธอยังทำงานอยู่ เห็นได้ชัดว่าชีวิตความเป็นอยู่คงไม่ค่อยดีนัก เมื่อเห็นหลี่หนิงเซียนกับซูลี่ พวกเธอก็รีบวางมือจากงานแล้วเดินออกมาต้อนรับ เต๋อจินพี่สาวคนโตของเต๋อเฟยถามขึ้น
“พวกคุณมาหาใครคะ?” ซูลี่เมื่อเผชิญหน้ากับญาติของผู้บาดเจ็บก็ไม่กล้าเปิดเผยตัวตน เพราะยังไงลูกชายของเธอก็ก่อเรื่องทำร้ายน้องชายของพวกเขา
แต่หลี่หนิงเซียนไม่ได้ปิดบัง เธอเล่าเรื่องราวทั้งหมดอย่างตรงไปตรงมา และแสดงเจตจำนงที่มาเยี่ยมเยียนในครั้งนี้ เหตุการณ์ทะเลาะเบาะแว้งอย่างรุนแรงที่คาดไว้ไม่ได้เกิดขึ้น พี่น้องตระกูลเต๋อ เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนเต๋อจินจะพูดว่า
“เรื่องของเต๋อฟง พวกเราก็ไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจ เรื่องในครอบครัวแม่เป็นคนตัดสินใจ ถ้าพวกคุณอยากเยี่ยมเต๋อฟง ก็ไปที่โรงพยาบาลเถอะ ตอนนี้พ่อแม่ของเราอยู่ที่โรงพยาบาลเฝ้าเขาอยู่”
หลังได้ที่อยู่โรงพยาบาล จากพี่น้องตระกูลเต๋อ หลี่หนิงเซียนก็ออกจากบ้านตระกูลเต๋อพร้อมกับซูลี่ สิ่งที่ทำให้หลี่หนิงเซียนประหลาดใจคือ เต๋อเฟยพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลเดียวกับคุณปู่
หลี่หนิงเซียนรู้สึกแปลกใจ ในเมื่อซูลี่สามารถสืบเรื่องของกงหยางจากทางโรงเรียนได้ ทำไมไม่ถามถึงสถานการณ์ของคู่กรณีว่าอยู่โรงพยาบาลไหน เสียเวลาเดินทางจนดึก ต้องมาเจอคู่กรณีในตอนเช้า
พอนึกถึงว่าอาจจะต้องเจอกงชุนอีก หลี่หนิงเซียนก็ยิ่งปวดหัว เธอช่วยตระกูลกงเรื่องนี้ ก็ถือว่าใช้หนี้บุญคุณเขาแล้ว หลังจากหย่าขาดจากกันก็จะได้สบายใจ ไม่ต้องรู้สึกผิดต่อเขาอีก
ที่โรงพยาบาลหลี่หนิงเซียนกับซูลี่ เพิ่งเดินถึงทางเดินแผนกกระดูก ซูลี่ก็ต้องขมวดคิ้วเพราะกลิ่นฉุนที่โชยมา เธอเป็นคนรักความสะอาด ยิ่งทนไม่ไหว บ่นออกมาอย่างไม่พอใจว่า
“กลิ่นอะไรเนี่ย เหม็นจริง ๆ เลย!” เสียงของซูลี่ค่อนข้างดัง เสียงสะท้อนก้องไปทั่วทางเดิน แทบจะทำให้ทุกคนที่อยู่ในห้องพักผู้ป่วยได้ยิน หลี่หนิงเซียนอดไม่ได้ที่จะเตือน
“ป้าซูเบาเสียงหน่อยค่ะ คนอื่นได้ยินหมดแล้ว”
“จู้จี้จุกจิกจริง นี่ไม่ใช่ห้องที่คุณปู่เธออยู่ ซะหน่อย กงชุนก็ไม่ได้อยู่ที่นี่ กลัวอะไรนักหนา” ซูลี่พูดอย่างไม่สบอารมณ์ หลี่หนิงเซียนรู้สึกว่าตัวเองทำอะไรก็ผิดไปหมด ในสายตาของแม่สามีในนามคนนี้