เผยตัวตนลับ จับหัวใจเธอ - ตอนที่ 177 ปกปิดประวัติส่วนตัว
ตอนที่ 177 ปกปิดประวัติส่วนตัว
มือถือของเฉิงเจวี้ยนล็อกไว้
ข้อความล่าสุดอยู่บนล็อกสกรีน
เป็นข้อความจากธนาคาร
คำว่า ‘โอน’ ของลู่จ้าวอิ่งติดอยู่ในปากอยู่นานสองนาน สุดท้ายก็ไม่ได้พูดออกมา
เฉิงเจวี้ยนพิงโต๊ะทดลอง กำลังอ่านใบรายการในมือ
เมื่อเห็นท่าทางของลู่จ้าวอิ่ง ก็โยนใบรายการในมือลงบนโต๊ะ ฉวยมือถือขึ้นมาดูอย่างไม่รีบร้อน
“คุณชายลู่ คุณเห็นอะไรเหรอ” เฉิงมู่ถูกลู่จ้าวอิ่งทำเอาพูดไม่ออกอยู่นาน ก็ทนไม่ไหวแล้ว
ลู่จ้าวอิ่งส่ายหน้าหวือ
มือเขายันโต๊ะ ดื่มน้ำแร่ไปอึกหนึ่ง “ท่านเจวี้ยน เมื่อกี้ฉันเห็นเลขศูนย์เกินใช่หรือเปล่า”
ตัวเลขตัวแรกคือสาม แต่ศูนย์ที่อยู่ข้างหลังไม่ถูกต้อง
เฉิงเจวี้ยนหรี่ตาลงเล็กน้อย เขามองตัวเลขโอนเงินที่ปรากฏให้เห็นบนหน้าจอมือถือ
ไม่พูดอะไร
“สามล้าน…” ลู่จ้าวอิ่งกระแทกขวดน้ำแร่ลงบนโต๊ะ เบนสายตามองเฉิงเจวี้ยน “เยอะกว่าค่าขนมเมื่อหลายปีก่อนของฉันซะอีก!”
ครอบครัวลู่จ้าวอิ่งไม่ขาดเงิน แต่แม่ลู่เข้มงวดกับค่าขนมของเขาอย่างมาก ช่วงที่ลู่จ้าวอิ่งเรียนประถม มัธยมต้นและมัธยมปลาย ทำได้แค่หาวิธีรีดเงินจากเฉิงเจวี้ยน
ลู่จ้าวอิ่งรู้สึกว่าวิธีการดูแลของผู้เฒ่าเฉิงมีปัญหา ไม่อย่างนั้นทำไมเงินของเฉิงเจวี้ยนถึงเหมือนจะใช้ไม่หมดเลยตั้งแต่ประถม
“สามล้าน ไม่ใช่หรอกมั้ง” เฉิงมู่เกาหัว พูดเสียงอ่อนว่า “ไม่ใช่เงินจากคุณหนูฉินหรอกมั้ง ไม่อย่างนั้นทำไมเธอถึงต้องทำงานที่ห้องพยาบาลของเราด้วยล่ะ”
ไม่ได้ทำงานแค่ที่ห้องพยาบาลเท่านั้น แต่ทำที่ร้านชานมด้วย…
ลู่จ้าวอิ่งไม่พูดอะไรอีก
เฉิงเจวี้ยนกดปิดหน้าจอ โยนลงบนโต๊ะ แล้วหยิบใบรายการขึ้นมาดูอีกครั้ง
“ไม่สิ” ลู่จ้าวอิ่งนั่งตัวตรง เลขศูนย์หกตัวเมื่อครู่นี้เขาแน่ใจว่าไม่ได้มองผิดไปแน่
เมื่อครู่ฉินหร่านขอเลขที่บัญชีของเฉิงเจวี้ยน
ลู่จ้าวอิ่งก็มีเหตุผลที่จะเชื่อ เลขที่บัญชีที่เฉิงเจวี้ยนให้ฉินหร่านเป็นเลขที่บัญชีส่วนตัวของเขา
เมื่อคิดถึงตรงนี้ ลู่จ้าวอิ่งมองเฉิงเจวี้ยนแวบหนึ่ง
น่าแปลกจริงๆ เขาเห็นฉินหร่านให้อีกฝ่ายเข้าห้องพยาบาลโดยไม่สงสัยเลยสักนิด แต่ท่านเจวี้ยนล่ะ
เฉิงมู่เห็นปฏิกิริยาของลู่จ้าวอิ่ง ก็ถามอย่างระแวดระวังว่า “คุณชายลู่ เงินนั่น…”
ลู่จ้าวอิ่งล้วงบุหรี่ออกมาคาบไว้ เหลือบมองเขาอย่างเกียจคร้าน “นายคิดว่าไงล่ะ”
…อีกด้านหนึ่ง
ผู้จัดการธนาคารส่งฉินหร่านและพวกฉินฮั่นชิวออกจากห้องรับรองวีไอพีอย่างนอบน้อม
“หรานหร่าน คนเมื่อกี้…” ฉินฮั่นชิวกระแอม เดินออกมาไกลแล้ว เขาก็ยังอดหันไปมองผู้จัดการธนาคารไม่ได้
แต่อีกฝ่ายยังคงยืนอยู่หน้าประตูธนาคารอย่างนอบน้อม สวมสูทและรองเท้าหนัง แค่มองก็รู้ว่าเป็นคนที่ประสบความสำเร็จแล้ว
เมื่อเห็นฉินฮั่นชิวเหลียวมอง ก็ส่งยิ้มให้อย่างสุภาพ
ทำเอาฉินฮั่นชิวสะดุ้งโหยง
ฉินหร่านมองเวลาในมือถือ หันไปบอกว่า “คนของธนาคารน่ะ”
“อ้อๆ” ฉินฮั่นชิวพยักหน้า
ไม่พูดอะไรอีกเลย
ฉินหร่านจองโรงแรมละแวกโรงเรียนให้พวกเขา ให้พวกเขานำสัมภาระไปเก็บ
ทั้งสี่คนหาร้านกินข้าว ฉินหร่านอยากพาพวกเขาเดินชมโรงเรียน แต่ฉินฮั่นชิวกับโจวต้าเจี้ยนไม่เห็นด้วย
“หรานหร่าน เสียเวลาลูกทั้งบ่ายแล้ว” ฉินหร่านรีบโบกมือ “ทั้งบ่ายนี้ลูกไม่เข้าเรียนเลย ครูจะไม่ด่าลูกใช่ไหม”
“ไม่หรอก พวกเขาไม่สนใจหนู” ฉินหร่านเอนตัวพิงพนัก หยิบขวดน้ำแร่ขึ้นมาดื่มคำหนึ่ง
ฉินฮั่นชิวคิดว่าพวกอาจารย์ถอดใจกับเธอแล้ว
โจวต้าเจี้ยนรีบเปลี่ยนหัวข้ออย่างรู้งาน
ทั้งคู่กล่าวว่าไม่อยากรบกวนเวลาเรียนของฉินหร่าน มีแต่ฉินหลิงที่คว้าชายเสื้อของฉินหร่านไว้จะไปกับเธอให้ได้
ฉินหร่านจึงบอกกับฉินฮั่นชิวว่าจะส่งฉินหลิงกลับมาก่อนเวลาเข้านอน
“เหล่าฉิน ที่เราเข้าไปเมื่อตอนบ่ายเป็นห้องรับรองวีไอพีสินะ…” เมื่อทั้งสองไปแล้ว โจวต้าเจี้ยนถึงได้มองฉินฮั่นชิว “หรานหร่านเอาเงินเยอะแยะขนาดนี้มาจากไหนกัน”
เขาไม่รู้ว่าต้องมีเงินเท่าไรถึงจะเข้าห้องรับรองวีไอพีได้ แต่ว่า…
ต้องเยอะกว่าที่เขาจินตนาการได้แน่
เพราะเจ้าหน้าที่ธนาคารคนเมื่อครู่นี้เป็นมิตรขนาดนั้น
ฉินฮั่นชิวยื่นมือไปเปิดเบียร์ขวดหนึ่ง ไม่พูดอะไร
“ทำไมนายไม่ยิ้มเลยล่ะ นายมีลูกสาวคนนี้ ต่อไปต้องสบายแน่นอน!” โจวต้าเจี้ยนเห็นฉินฮั่นชิวตีหน้าเข้ม ก็อยากจะตีเขาขึ้นมา ลำบากมาด้วยกันแท้ๆ ทำไมจู่ๆ เขาถึงกลายเป็นคนมีเงินไปได้
ถึงว่าตอนที่อยู่ในโรงแรมอวิ๋นติ่ง ฉินหร่านยังขึ้นไปชั้นบนด้วย
“ไม่มีหน้าเสวยสุขหรอก” ฉินฮั่นชิวดื่มเบียร์คำหนึ่ง ยิ้มอย่างขมขื่น “ตั้งแต่หรานหร่านเล็กจนโต ฉันแทบจะไม่เคยดูแลเธอเลย”
อย่างมากที่สุดก็คือ เวลาเธอกับฉินอวี่ทะเลาะกัน ฉินอวี่ร้องไห้
สิ่งที่เขากับหนิงฉิงบอกฉินหร่านบ่อยที่สุดคือ ‘ลูกเป็นพี่ ยอมน้องหน่อยไม่ได้เหรอ’
ตอนนั้นหนิงฉิงมีความต้องการประสบความสำเร็จสูง ฉินฮั่นชิวทำวันละหลายงาน พอกลับบ้านก็เหนื่อยล้า ไม่มีแก่ใจยุ่งเรื่องของสองพี่น้อง
ฉินอวี่จะพูดให้เขาชื่นใจได้ทุกคืน… ทำให้โตมาขนาดนี้แล้ว เขาก็ยังเอนเอียงไปทางฉินอวี่
ไม่สนิทกับฉินหร่าน
ฉินฮั่นชิวนึกถึงตอนที่อยู่ในโรงเรียน ฉินหร่านไม่หลบเพื่อนของเธอเลยสักนิด…
ตอนนั้นเองที่ฉินฮั่นชิวเพิ่งจะเข้าใจว่า คำพูดบางอย่างไม่ใช่แค่ลมปากเท่านั้น
“เหล่าโจว ตอนนั้นฉันคิดอะไรอยู่นะ ทั้งที่เป็นคนเหมือนกันแท้ๆ ทำไมหรานหร่านต้องยอมฉินอวี่ตลอดด้วยล่ะ” ฉินฮั่นชิวดื่มเบียร์อีกคำ นัยน์ตาแดงระเรื่อ “เพราะเธอโตกว่าฉินอวี่หนึ่งปีงั้นเหรอ”
โจวต้าเจี้ยนยื่นผ้าเช็ดปากบนโต๊ะให้เขา พยักหน้าอย่างเข้าใจ “ไม่เคยได้ยินคำพูดของผู้ใหญ่เหรอ เด็กที่ร้องไห้มีขนมกิน เรื่องนี้นายไม่เข้าใจเหรอ”
…
ทางด้านนี้ เพราะมีเด็กอยู่ด้วย ฉินหร่านจึงไม่ได้เข้าเรียนภาคค่ำ
เธอพาฉินหลิงไปที่ห้องพยาบาล
ณ ห้องพยาบาล
พอลู่จ้าวอิ่งเห็นฉินหร่านเข้ามา ก็จ้องเธออย่างมีเลศนัยตลอด
เฉิงมู่หยิบกาน้ำชาขึ้นอย่างเคยชิน พลันก็เห็นฉินหลิงที่อยู่ข้างฉินหร่าน “คุณหนูฉิน คนนี้คือ?”
“ฉินหลิง น้องชายฉัน” ฉินหร่านลูบหัวฉินหลิง โยนหนังสือเล่มหนึ่งลงบนโต๊ะ “ไปอ่านหนังสือไป”
ฉินหลิงนั่งลงแล้วอ่านหนังสือเล่มนั้นโดยไม่พูดอะไร
เขาก้มหน้าก้มตา แลดูรักสันโดษเงียบขรึม
“น้องชายเหรอ” ลู่จ้าวอิ่งละสายตาจากฉินหร่น หันมองฉินหลิงแทน เขาลูบต่างหู พูดอย่างเป็นกันเองว่า “สวัสดีน้องชาย จะเรียกฉันว่า…”
ฉินหลิงเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย
คำว่า ‘พี่’ ยังไม่ทันหลุดออกมา
เสียงของลู่จ้าวอิ่งก็หยุดชะงักไป
ฉินหลิงก้มหน้าลงไปอีกครั้ง พลิกกระดาษต่อ
เฉิงมู่วางชาของฉินหร่านที่ชงเสร็จแล้วลงบนโต๊ะ หางตาเห็นหนังสือที่ฉินหลิงกำลังพลิกอ่านก็คือวรรณกรรมภาษาต่างประเทศที่ฉินหร่านอ่านเป็นประจำ “…”
น้องชาย นายอ่านออกเหรอ
“ไม่สิ ฉินเสี่ยวหร่าน ฉันถูกชะตากับน้องชายของเธอ!” ลู่จ้าวอิ่งได้สติกลับมา
ลืมเรื่องสามล้านของฉินหร่านไม่ในพริบตา เดินวนรอบฉินหลิงหลายรอบ “ฉันว่าเขาดูคุ้นตามาก!”
เฉิงเจวี้ยนนั่งอยู่บนโซฟา กำลังดูวิดีโอชำแหละในโน้ตบุ๊ก
ในมือถือแก้วใบหนึ่ง เมื่อได้ฟังก็เชยตาขึ้นเล็กน้อย “ก่อนหน้านี้นายก็บอกว่าเธอคุ้นตามากเหมือนกัน”
ฉินหร่านขี้เกียจเข้าเรียนคาบเรียนช่วงค่ำ และไม่อยากคัดลายมือด้วย
จึงนั่งลงบนโซฟาด้วยท่าทีสบายๆ เฉิงเจวี้ยนเขยิบเว้นที่ว่างให้เธออย่างกว้างขวางอย่างนิสัยดี
เฉิงเจวี้ยนกระแอมไอ จากนั้นมองฉินหร่าน พูดอย่างไม่รีบร้อนว่า “เขาบอกว่าเธอเหมือนแม่ของเขา คุณน้าลู่คลอดเขาช้า ปีนี้ห้าสิบสามแล้ว”
ลู่จ้าวอิ่งมองเฉิงเจวี้ยนอย่างเหลือเชื่อ ยังเป็นเพื่อนกันอยู่ไหม!
ร้ายกาจขนาดนี้
ฉินหร่านเหลือบมองลู่จ้าวอิ่งด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง แล้วก้มหน้ากดมือถือต่อ
ส่งข้อความให้เหยียนซีว่า
‘รู้จักหลี่ซวงหนิงไหม’
… เซี่ยงไฮ้
เหยียนซีอดนอนจนดวงตาแดงก่ำ รอบตัวเต็มไปด้วยเศษกระดาษเกลื่อนกลาด
เป็นเนื้อเพลงที่เขาเขียนทั้งหมด
มือถือดังขึ้น เป็นเสียงแจ้งเตือนพิเศษ เขาจึงรีบโยนปากกาทิ้ง คุ้ยเจอมือถือบนโต๊ะที่รกรุงรัง เห็นข้อความจากวีแชทในปราดเดียว
“หลี่ซวงหนิงคือใคร” เขาเอนตัวพิงพนัก มือเคาะโต๊ะถามผู้จัดการ
เมื่อผู้จัดการเห็นมาดของเหยียนซีก็รู้ทันทีว่าบิ๊กบอสเป็นคนส่งข้อความมา เขาพูดอย่างกลืนไม่เข้าคายไม่ออกว่า “เหยียนซี วันนี้นายมาเซี่ยงไฮ้เพื่ออัลบั้มที่จะถ่ายในวันพรุ่งนี้ นายลืมไปแล้วหรือไง หลี่ซวงหนิงเป็นตัวประกอบที่หามาให้นาย”
“อ่อ” เหยียนซีมองวีแชทแวบหนึ่ง พูดอย่างไม่ยี่หระว่า “เปลี่ยนซะ”
เหยียนซีเดบิวต์มานานหลายปีแบบนี้ โดยปกติแล้วมักจะตั้งใจทำเพลงของตัวเอง น้อยครั้งที่จะสนใจเรื่องในวงการบันเทิง ตอนนี้เป็นครั้งแรกที่มีเงื่อนไขแบบนี้
“ได้” ผู้จัดการพยักหน้า จากชื่อเสียงของเหยียนซีในตอนนี้ แค่ดาราแถวสามคนหนึ่ง เปลี่ยนแล้วก็ไม่มีปัญหาอะไร
เขาเดาว่าดาราแถวสามคนนี้คงจะล่วงเกินบิ๊กบอสเข้าแล้ว
อีกด้านหนึ่ง
พวกหลี่ซวงหนิงที่กว่าจะหาหัวใจแห่งความฝันเจอนั้นไม่ง่ายเลยเพิ่งมาถึงเซี่ยงไฮ้
ในมือเพิ่งได้บทจากทีมของเหยียนซี จับยังไม่ทันหายร้อนเลย ทีมของเหยียนซีก็แจ้งว่า ไม่ต้องอ่านบทแล้ว
“ทำไมล่ะ” หลี่ชิวชะงัก เธอมองทีมของเหยียนซี “เราเซ็นสัญญากันแล้วไม่ใช่เหรอ”
เหยียนซีเป็นคนพิเศษที่มีน้อยในวงการบันเทิง ไม่ร่วมรายการไม่ถ่ายละครไม่มีข่าวซุบซิบไม่สร้างภาพ
โด่งดังขนาดนี้ได้ล้วนอาศัยดนตรีของเขา!
ฮอตเสิร์ชต่างก็มาจากแฟนคลับของเขา
คนทั่วไปที่ได้รู้จักเขา มักจะทำให้คนอื่นๆ เกิดความชอบไปด้วย ทุกอัลบั้มของเขาล้วนขายดี
หลี่ซวงหนิงฝ่าฟันอุปสรรคมาตลอดทางกว่าจะมาถึงจุดนี้ ไม่คิดเลยว่าจะตกรอบเพราะทีมของเหยียนซีในเวลาแบบนี้!
คนที่มาตอบอย่างรู้สึกผิดว่า “เราจะจ่ายชดเชยค่าเสียหายให้สองเท่า”
ในเวลาแบบนี้ต่อให้มีค่าเสียหายสูงแค่ไหนก็ไม่มีประโยชน์
ข่าวที่หลี่ซวงหนิงจะถ่ายมิวสิกวิดีโอของเหยียนซีก็เผยแพร่ไปแล้ว เปลี่ยนนักแสดงในเวลาแบบนี้ ด้วยชื่อเสียงที่ดีในวงการบันเทิงของเหยียนซี ชาวเน็ตมีแต่จะด่าหลี่ซวงหนิง!
หลี่ชิวกระวนกระวายใจยิ่งนัก
“พวกคุณคิดดูให้ดีเถอะว่า ช่วงนี้ไปทำอะไรให้ใครไม่พอใจหรือเปล่า” ก่อนคนในทีมจะจากไป ก็พูดนิ่งๆ แค่ประโยคเดียว
ทำอะไรให้ใครไม่พอใจงั้นเหรอ
สมองของหลี่ซวงหนิงกำลังอลหม่าน นึกออกแค่เรื่องหัวใจแห่งความฝันเท่านั้น
“รู้สึกว่าพี่สาวของเด็กคนนั้นจะรู้จักกับคนของอวิ๋นกวงกรุ๊ป…” หลี่ซวงหนิงไม่ได้ไปที่ห้องรับรอง แต่หลี่ชิวรู้
ทั้งสองคนไม่คิดเลยว่า จะทำลายภาพลักษณ์ทั้งหมดในวงการบันเทิงของหลี่ซวงหนิง เพียงเพราะเด็กคนเดียว
หากว่ามีไทม์แมชชีน ต่อให้หัวใจแห่งความฝันหายไปจริงๆ หลี่ชิวก็ไม่มีทางทึกทักเอาแบบนั้นเด็ดขาด!
ตอนนี้ไม่ใช่เพียงเผลอล่วงเกินผู้มีอิทธิพลโดยไม่รู้ตัวเท่านั้น แต่ยังทำสัญญาความร่วมมือของเหยียนซีหลุดมืออีกด้วย หลี่ชิวรู้สึกได้ว่าใจกำลังสลาย
เธอตัดสินใจทันที “กลับอวิ๋นเฉิง!”
…
ฉินหร่านคุยกับเหยียนซีไม่กี่ประโยค ก็ปิดหน้าจอสนทนา
กู้ซีฉือก็กลับถึงเซี่ยงไฮ้แล้ว
เขาไม่ได้ไปไหน แต่ใช้อุปกรณ์ในห้องทดลองตรวจสอบใหม่อีกครั้ง ไม่แม้แต่จะกินข้าวด้วยซ้ำ
เขาเคยทำตอนที่อยู่อวิ๋นเฉิงรอบหนึ่งแล้ว เฉิงเจวี้ยนช่วยทำให้ผลลัพธ์ของเขาสมบูรณ์ขึ้น
เขาตั้งใจขนาดนี้ไม่ใช่แค่เพราะคุณยายของฉินหร่าน แต่เพราะตัวเขาเองเป็นคนบ้าการแพทย์อยู่แล้ว
เขาส่งรายงานที่ได้ให้ฉินหร่านทันที ตามด้วยคำพูดประโยคหนึ่ง
‘ให้เฉิงเจวี้ยนดู!’
‘เร็วเข้า! ฉันร้อนใจมาก!’
ดูแล้วน่าจะร้อนใจมากทีเดียว
ฉินหร่านเปิดไฟล์ดู เป็นข้อมูลจากอุปกรณ์ในห้องทดลองของกู้ซีฉือ ดูซับซ้อนยุ่งเหยิง
เธอเม้มปาก หันมองเฉิงเจวี้ยนแวบหนึ่ง
เฉิงเจวี้ยนกอดผ้าคลุมกำลังดูวิดีโออยู่ ง่วงเหงาหาวนอนเล็กน้อย หางตาเห็นเธอกำลังมองตัวเอง ก็ยื่นผ้าคลุมในมือออกไป “หนาวเหรอ”
ฉินหร่านขอบคุณอย่างเคยชิน ตอนที่หยิบผ้าคลุมมาแล้ว เธอถึงได้เงยหน้าขึ้น “อ่า ไม่ใช่ ฉันมีบางอย่างอยากให้นายดูหน่อย เดี๋ยวนะ ฉันจะส่งให้”
เฉิงมู่นั่งอยู่ข้างๆ ฉินหลิง มองฉากนี้ด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ จากนั้นก็หยิบมือถือขึ้นมาพิมพ์ยิกๆ ส่งข้อความหาเฉิงจินว่า ‘ฉันอยากจิ้มตาตัวเอง’
เฉิงเจวี้ยนมองมือถือ ฉินหร่านส่งไฟล์บางอย่างมาให้เขา เขากดรับแล้วพูดนิ่งๆ ว่า “อะไรเหรอ”
“ศาสตร์แพทย์” ฉินหร่านกอดผ้าคลุมมองเขา
“อืม” เฉิงเจวี้ยนพยักหน้า จากนั้นส่งต่อให้ลู่จ้าวอิ่ง “ปรินท์ให้ฉันที”
บนโต๊ะตรวจของลู่จ้าวอิ่งมีเครื่องปรินท์
เขาปรินท์เอกสารออกมาอย่างว่าง่าย
ขณะที่ปรินท์ ก็เอี้ยวตัวลองคุยกับฉินหลิง
มีเอกสารทั้งหมดสิบใบ ปรินท์ได้รวดเร็วมาก
เมื่อลู่จ้าวอิ่งเห็นว่าปรินท์เสร็จแล้ว ก็เอาไปให้เฉิงเจวี้ยนดู “ฉินเสี่ยวหร่าน เธอมีข้อมูลทางการแพทย์จะให้ท่านเจวี้ยนดูเหรอ”
เขาเดินพลางพลิกดูไปด้วย
เมื่อก้มหน้า ก็เห็นคำว่า ‘กู้’ ที่เด่นหราตรงหน้าปก
และกู้ซีฉือที่อยู่ในเซี่ยงไฮ้ กำลังถือบะหมี่ถ้วยนั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ของห้องทดลอง คอยผลลัพธ์จากฉินหร่าน
เพิ่งกินไปได้คำเดียว จู่ๆ เขาก็นึกคิดได้ว่ามีอะไรผิดปกติ เอียงหน้ามองคอมพิวเตอร์ตรงหน้าอย่างแข็งทื่อ