บราวนี่ออนไลน์ นิยายอ่านฟรีทุกวัน
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Banner Contact
Advanced
Sign in Sign up
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Banner Contact
Sign in Sign up
Prev
Next

ร้อยรักปักดวงใจ - ตอนที่ 389 ก่อเรื่องไม่หยุด (กลาง)

  1. Home
  2. All Mangas
  3. ร้อยรักปักดวงใจ
  4. ตอนที่ 389 ก่อเรื่องไม่หยุด (กลาง)
Prev
Next

📚 นิยาย Bookmark ไม่แจ้งเตือนใช่ไหม?
✨ สามารถดูนิยายอัปเดตล่าสุดได้ที่นี่ ✨
👉 CLICK HERE 👈

```

ตอนที่ 389 ก่อเรื่องไม่หยุด (กลาง)
“ทำท่านโหวตกใจตื่นแล้ว!” สืออีเหนียงเอนตัวพิงลงบนหมอนอิง “ท่านโหวไม่ต้องเป็นกังวลใจไป เฉียวเหลียนฝังไม่ได้เป็นอะไร เมื่อครู่นี้ข้าได้ซักถามสาวใช้น้อยที่มารายงานแล้ว ป้ารับใช้ได้ยินเสียงตึงตังดังมาจากเตียงหลัวฮั่นจึงเห็นว่าเฉียวอี๋เหนียงกำลังจะผูกคอฆ่าตัวตาย…”

สวีลิ่งอี๋เองก็กำลังเอนตัวพิงอยู่บนหมอนอิง

เสียงเคาะประตูทำให้เขาสะดุ้งตื่น สาวใช้น้อยเข้ามารายงานว่าอย่างไรบ้าง และสืออีเหนียงจัดการเรื่องนี้อย่างไร เขาได้ยินทุกอย่างอย่างชัดเจน

หากคิดจะผูกคอฆ่าตัวตายจริงๆ จะทำเสียงดังตึงตังให้คนอื่นรู้ทำไมกัน เฉียวเหลียนฝังเพียงแค่ต้องการจะใช้เรื่องนี้บีบบังคับสืออีเหนียงก็เท่านั้น

และใช่ว่าสืออีเหนียงเองจะตั้งใจกำจัดเฉียวเหลียนฝังจริงๆ เสียหน่อย นางก็เพียงแค่ต้องการจะขู่เฉียวเหลียนฝังก็เท่านั้น

ดังนั้นจึงได้นำสิ่งของสามสิ่งส่งไปให้เฉียวเหลียนฝัง อีกทั้งยังกำชับว่าให้นำไปวางบนโต๊ะกระถางธูป เพื่อเตือนอย่างชัดเจนว่าหากยังจะดื้อดึงต่อไป พรุ่งนี้ก็จะส่งนางไปที่วัด ให้เวลานางหนึ่งคืนในการพิจารณาและตัดสินใจ เพื่อที่จะให้นางกู้ศักดิ์ศรีของตัวเอง

เขาจึงสูดลมหายใจเข้าลึก

ความสุขุมและความเด็ดขาดของสืออีเหนียงทำให้เขารู้สึกแปลกใจ แต่การเปลี่ยนไปของเฉียวเหลียนฝังทำให้เขาประหลาดใจเสียมากกว่า

สวีลิ่งอี๋จ้องมองไปยังคานของเตียง สีหน้าแววตาของเขาเต็มไปด้วยความผิดหวัง

“ข้าเคยเห็นคนบาดเจ็บและบาดแผลเน่าพุพอง เขากรีดเนื้อก้อนนั้นออกด้วยตัวเอง อีกทั้งยังราดด้วยสุราร้อนๆ ลงไปเพื่อทำความสะอาดและฆ่าเชื้อ” น้ำเสียงของเขาทั้งเศร้าสลดและผิดหวัง “เคยเห็นคนที่แขนขาขาด จึงใช้ผ้าคาดเอวนำแขนและขาไปผูกติดกับไม้ เดินทางนับสิบลี้เพื่อไปให้หมอรักษา…ไม่เคยคิดสักครั้งว่าอยากจะตาย เขาคิดเพียงแต่ว่าจะมีชีวิตอยู่ให้รอดได้อย่างไร แล้วมีคนอีกมากมายที่อยากจะมีชีวิตอยู่ต่อ แต่กลับไม่สามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปได้…นางกลับเอาชีวิตมาล้อเล่นและใช้ข่มขู่ผู้อื่น…”

เขาคงจะหมายถึงเฉียวเหลียนฝังกระมัง!

สืออีเหนียงได้ยินแล้วก็ลอบถอนหายใจออกมาเบาๆ

อย่างไรเสียก็ถือว่าเป็นหญิงที่เคยปรนนิบัติเขา เดินมาถึงจุดนี้ จะไม่มีความรู้สึกสักนิดได้อย่างไรกัน

แต่สืออีเหนียงก็รู้สึกว่ามันช่างน่าขำ

มีเพียงแค่คนที่รักเราเท่านั้นที่จะเจ็บปวดไปกับเรา เศร้าไปกับเรา แต่สำหรับคนที่ไม่รักเราแล้ว ไม่ว่าเราจะเป็นหรือจะตาย เขาก็จะไม่มาสนใจเราแม้แต่นิดเดียว

“สำหรับเฉียวอี๋เหนียงแล้ว คงจะเป็นเรื่องที่สำคัญกับนางมากๆ” สืออีเหนียงพูดขึ้นด้วยความคลุมเครือ

ก็เหมือนกับเด็กที่ไม่ประสีประสา เสียภาพวาดที่ตนชอบที่สุดไป ก็ทำเหมือนว่าฟ้าจะถล่มดินจะทลาย ไม่เคยรู้ซึ้งว่าชีวิตคนเรานั้นมีค่าแค่ไหน

สวีลิ่งอี๋ส่ายหน้าเบาๆ

ก็เพราะทุกวันนี้ใช้ชีวิตสุขสบายจนเกินไป!

สวีลิ่งอี๋พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เหนื่อยล้า “หากพรุ่งนี้นางยังตีโพยตีพายไม่ยอมหยุด ก็ส่งนางไปที่อารามต้าเจวี๋ยก็แล้วกัน!”

“อารามต้าเจวี๋ย?” สืออีเหนียงค่อนข้างประหลาดใจ

นางไม่รู้จักวัดอารามแห่งนี้ แต่ทว่าวัดที่นางรู้จักก็ไม่ได้มากมายเท่าไรนัก

“ตระกูลของข้าไม่เคยสักการบูชาวัดอารามแห่งนี้มาก่อน” สืออีเหนียงพูดขึ้นด้วยความลังเล “ท่านโหวคุ้นเคยกับวัดแห่งนี้หรือเจ้าคะ”

“วัดธรรมดาผู้คนสัญจรมากมายและวุ่นวายจนเกินไป เวลาผ่านไปนานวันเข้า เรื่องดีๆ จะกลายเป็นเรื่องเลอะเลือนไป เพราะคำเล่าที่ถูกนำไปเล่าต่อนั้นจะบิดเบือนและไม่หลงเหลือความจริงของเค้าโครงเดิม” แววตาของสวีลิ่งอี๋สับสนวุ่นวายเป็นอย่างมาก เขาก็ไม่ได้ตอบในทันที “อารามต้าเจวี๋ยตั้งอยู่ในพื้นที่ที่ห่างไกล กฎระเบียบวินัยของวัดเข้มงวดกวดขัน เป็นที่ที่เหมาะแก่การปฏิบัติธรรมและขัดเกลาจิตใจ พรุ่งนี้ข้าจะให้พ่อบ้านไป๋ไปบอกกล่าวกับผู้ดูแลหลักของอารามต้าเจวี๋ยสักคำ”

สถานที่ที่ห่างไกล แน่นอนว่าผู้คนที่ไปจุดธูปไหว้พระคงจะน้อยมาก กฎระเบียบวินัยของวัดเข้มงวดกวดขัน ให้พ่อบ้านไป๋ไปทักทายและบอกกล่าว เห็นได้ชัดว่าท่านโหวมีความสนิทสนมและคุ้นเคยเป็นอย่างดี หากว่าเรื่องมาจนถึงจุดนี้จริงๆ อย่างน้อยๆ วัดอารามแห่งนั้นจะต้องมีความปลอดภัยมากกว่าวัดธรรมดาทั่วไป ยิ่งไปกว่านั้นท่านโหวพูดว่าจะส่งไปช่วงเวลาหนึ่ง นั่นก็แสดงว่าจะต้องมีวันที่ไปรับนางกลับมาอย่างแน่นอน หากสามารถขัดเกลานิสัยจิตใจของเฉียวเหลียนฝังได้ ใช่ว่าจะเป็นผลร้ายเสียหน่อย

สืออีเหนียงจึงพยักหน้าเบาๆ

สวีลิ่งอี๋จึงหยัดกายลุกขึ้นไปเป่าตะเกียงไฟ “รีบเข้านอนเถิด!”

บรรยากาศในห้องพลันเต็มไปด้วยความมืดสนิท

สืออีเหนียงค่อยๆ เอนตัวลงนอน แต่แล้วก็ถูกสวีลิ่งอี๋ดึงเข้ามากอดไว้แนบแน่น

ภายในม่านมุ้งของเตียงหลัวฮั่นได้ยินเพียงเสียงลมหายใจของทั้งคู่ บรรยากาศจึงเงียบสงบเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว

“มั่วเหยียน” เขาพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง “เจ้าเองรู้สึกว่าเรื่องนี้สำคัญมากใช่หรือไม่”

คงจะหมายถึงว่าหากตนเจอเหตุการณ์เช่นนี้แล้วจะทำเช่นไรกระมัง

สืออีเหนียงจึงหัวเราะออกมาเบาๆ

หากเป็นตน ก็คงจะไม่ให้เรื่องบานปลายจนถึงจุดนี้อย่างแน่นอน

แต่ทว่าเรื่องนี้พูดออกมาก็ยาว และก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องพูด

“อย่างน้อยๆ ข้าก็จะไม่ผูกคอฆ่าตัวตายอย่างแน่นอนเจ้าค่ะ” นางพูดขึ้นเชิงล้อเล่น “มิเช่นนั้น หากสูญเสียทรัพย์สมบัติที่มากมายก่ายกองนี้ไป ขายหน้าคนอื่นแย่!”

สวีลิ่งอี๋ได้ยินแล้วก็หัวเราะเสียงดัง

ความหนักอึ้งเมื่อครู่นี้ถูกขจัดไปจนหมดสิ้น

เขาจึงหอมจอนผมของนางเบาๆ “เช่นนั้นก็เป็นอันตกลง เราทั้งสองห้ามทิ้งทรัพย์สมบัติที่มากมายก่ายกองนี้ไป ขายหน้าผู้อื่นเขา”

แต่น้ำเสียงที่พูดออกไปนั้นค่อนข้างจริงจัง พลอยทำให้สืออีเหนียงอึ้งไปเล็กน้อย

*****

เช้าวันรุ่งขึ้นหลังจากที่ทั้งสองตื่นนอนแล้ว ป้าซ่งก็เข้ามาหาด้วยสีหน้าที่เหนื่อยและอ่อนล้า นางหันไปมองสวีลิ่งอี๋ที่กำลังนั่งให้อาหารปลาทองอยู่บนเตียงเตาใหญ่ด้วยความลำบากใจ จึงชะงักคำพูดไป

สืออีเหนียงรู้สึกได้ว่าคงจะไม่ใช่เรื่องที่ดี

สวีลิ่งอี๋วางอาหารปลาในมือลง จากนั้นก็พูดขึ้นด้วยสีหน้าที่เยือกเย็น “ว่ามา” พลางรับผ้าเช็ดหน้าที่สาวใช้น้อยยื่นมาให้เช็ดมือ

ป้าซ่งเหลือบไปมองสืออีเหนียงอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็ได้พูดขึ้นเสียงเบาว่า “เฉียวอี๋เหนียงโวยวายว่าจะเจอท่านโหว อีกทั้งยังโยนพู่กัน หมึก กระดาษและจานฝนหมึกทิ้งไปจนหมดเจ้าค่ะ”

สืออีเหนียงอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วแน่น

สวีลิ่งอี๋จึงหันไปสั่งกับลี่ว์อวิ๋นที่ยืนอยู่ข้างๆ ว่า “ไปเรียกพ่อบ้านไป๋มา” จากนั้นก็หันไปพูดกับสืออีเหนียงว่า “เจ้าไปสั่งป้ารับใช้งานหยาบที่แรงดีๆ หน่อยมาสักสองสามคนไปเก็บข้าวของเครื่องใช้ของเฉียวอี๋เหนียง บ่ายนี้ส่งนางไปที่อารามต้าเจวี๋ย”

บ่าวรับใช้ที่ปรนนิบัติอยู่ในเรือนต่างก็หันมาสบตากันด้วยความตกตะลึงพรึงเพริด

ฮูหยินไม่เพียงแค่พูดว่าจะส่งเฉียวอี๋เหนียงไปที่วัดเท่านั้น แต่ยังเกลี้ยกล่อมจนท่านโหวยอมอีกด้วย

ทุกคนต่างพากันหวาดกลัวและเกรงขามเป็นอย่างมาก

สืออีเหนียงขานรับ จากนั้นก็ได้สั่งให้ป้าซ่งไปจัดการเรื่องนี้

ป้าซ่งย่อตัวทำความเคารพสืออีเหนียงอย่างเร่งรีบด้วยสีหน้าที่กระวนกระวายใจ จากนั้นก็รีบไปทันที

สวีลิ่งอี๋ก็หันไปสั่งกับสืออีเหนียงว่า “อีกประเดี๋ยวเด็กๆ ก็จะเข้ามาคารวะแล้ว เจ้าหาคนที่เชื่อถือได้หน่อยไปเฝ้าดูเฉียวอี๋เหนียงไว้ให้ดี จะได้ไม่ต้องเกิดเรื่องวุ่นวายขึ้น”

แล้วก็ทางฝั่งไท่ฮูหยิน เกรงว่าต้องไปเรียนเรื่องนี้กับนางด้วย

สืออีเหนียงจึงพยักหน้ารับรู้ จากนั้นก็สั่งให้เยี่ยนหรงไปที่เรือนของเฉียวเหลียนฝัง

เหวินอี๋เหนียง ฉินอี๋เหนียงและหยางอี๋เหนียงก็มาคารวะสวีลิ่งอี๋และสืออีเหนียงพอดี สืออีเหนียงจึงให้พวกนางเข้ามา

ทั้งสามนำ ‘บัญญัติสตรี’ ที่คัดมาด้วยสีหน้าที่สงบเสงี่ยม และไม่มีใครถามถึงสาเหตุที่ต้องคัด ‘บัญญัติสตรี’ เลยแม้แต่คนเดียว เหวินอี๋เหนียงยิ้มขึ้นพร้อมกับเอ่ยชมสืออีเหนียงเหมือนเช่นปกติ “ฮูหยิน ไข่มุกที่ฝังอยู่บนปิ่นปักผมเป็นไข่มุกหนานจูหรือไข่มุกตงจูกันหรือเจ้าคะ เม็ดใหญ่ขนาดนี้ข้าเองไม่เคยเห็นมาก่อน หากเป็นไข่มุกตงจู แวววาวขนาดนี้ข้าเองก็ไม่เคยเห็นเช่นกัน ทุกครั้งที่มาหาฮูหยิน ก็มักจะได้เปิดหูเปิดตาเจอสิ่งแปลกใหม่อยู่เสมอ…”

นางพูดขึ้นด้วยสีหน้าที่จริงจัง น้ำเสียงฟังดูจริงใจ พลอยทำให้ผู้ที่รับฟังถึงแม้จะรู้ว่าเป็นการเชยชมเกินกว่าเหตุ แต่กลับรู้สึกว่าไม่สามารถจะปฏิเสธได้

“ไท่ฮูหยินมอบให้เป็นรางวัล” สืออีเหนียงตอบกลับเพื่อสนองความใคร่รู้ของนาง “ข้าเองก็ไม่รู้แน่ชัดว่าเป็นไข่มุกหนานจูหรือไข่มุกตงจู!”

“คงจะเป็นไข่มุกหนานจูอย่างแน่นอน!” เหวินอี๋เหนียงพูดขึ้นด้วยสีหน้าที่ยิ้มแย้ม “ของของไท่ฮูหยินมีชิ้นไหนบ้างที่ไม่ใช่ของหายากและราคาแพง เป็นข้าเองที่ตาไม่ถึง ก็เลยไม่รู้จัก…”

ขณะที่กำลังพูดอยู่นั้น เด็กๆ ก็มาถึงพอดี

เหวินอี๋เหนียงจึงถอยหลังไปยืนเรียงกับฉินอี๋เหนียงและหยางอี๋เหนียง และไม่ได้พูดอะไรต่อ

แต่การกระทำเช่นนี้ของนางพลอยทำให้บรรยากาศในเรือนดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาไม่น้อย เด็กๆ ที่เพิ่งเข้ามาจึงไม่รู้สึกถึงบรรยากาศที่น่าอึดอัด ทุกคนพากันเข้ามาคารวะสวีลิ่งอี๋และสืออีเหนียงด้วยหน้าตาที่ยิ้มแย้มแจ่มใส จากนั้นคนที่จะไปร่ำเรียนก็แยกย้ายไปร่ำเรียน ส่วนคนที่ต้องเย็บปักถักร้อยก็กลับเรือนไปเย็บปักถักร้อยต่อ ดังเช่นทุกวัน

หยางอี๋เหนียงเหลือบไปมองสืออีเหนียงอยู่ครู่หนึ่ง นางรู้สึกชื่นชมเป็นอย่างมาก

แต่ฉินอี๋เหนียงกลับแสดงสีหน้าที่ประหลาดใจออกมา

หลังจากที่พากันออกมาจากเรือนหลักแล้ว นางเดินอยู่ด้านหลังสุดและได้หยุดฝีเท้าลงตรงประตูทางเข้าของห้องโถงพร้อมกับหันไปมองเรือนของเฉียวเหลียนฝัง

รอบด้านเงียบสนิท มีเพียงเสียงลมที่พัดต้นไม้ใบหญ้าดัง ซู่ ซ่า เท่านั้น

นางนึกถึงเสียงกรีดร้องที่ดังขึ้นกลางดึกเมื่อคืนนี้ จึงเร่งฝีเท้ากลับไปที่เรือนของตน จากนั้นก็สั่งให้ชุ่ยเอ๋อร์ไปสืบข่าวเรื่องนี้ที่เรือนของเหวินอี๋เหนียง

“เหวินอี๋เหนียงปิดประตูใหญ่ไว้แน่น ไม่อนุญาตให้ใครเข้าออกแม้แต่คนเดียวเจ้าค่ะ”

ฉินอี๋เหนียงรู้สึกแปลกใจเป็นอย่างมาก จึงให้นางลองไปที่เรือนของหยางอี๋เหนียงดู

“หยางอี๋เหนียงเองก็ปิดประตูใหญ่ไว้แน่น” ชุ่ยเอ๋อร์พูดขึ้น “บ่าวลองไปเคาะประตู แต่ป้าหยางกลับคุยกับบ่าวผ่านประตูกั้นเท่านั้นเจ้าค่ะ”

ฉินอี๋เหนียงพยักหน้าเบาๆ จากนั้นก็ได้ให้ชุ่ยเอ๋อร์ออกไปก่อน แล้วนางก็นั่งลงบนเตียงเตาใหญ่พูดพึมพำคนเดียวว่า “การปล่อยข่าวลือเรื่องเจี้ยนหนิงโหวฮูหยินมาเยี่ยมถือเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง…แต่เหตุใดที่เรือนของนางถึงไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ เลย นางคิดได้กลางดึกหรืออย่างไรกัน นั่งคัด ‘บัญญัติสตรี’ อยู่แต่ในเรือนตามคำสั่งของฮูหยินอย่างนั้นหรือ” ฉินอี๋เหนียงขมวดคิ้วแน่นสีหน้าเต็มไปด้วยความกังวลใจ

*****

เฉียวเหลียนฝังถูกป้ารับใช้สองคนกดไว้บนเตียงเตา ในปากของนางถูกยัดด้วยผ้าเช็ดหน้า สายตากำลังจ้องมองไปยังป้าซ่งที่กำลังสั่งงานป้ารับใช้งานหยาบเก็บข้าวของของนาง

“อี๋เหนียงไปที่อารามต้าเจวี๋ย ไม่ได้ไปที่วัดฉือหยวนเสียหน่อย จะพกแป้งผัดหน้าและชาดแดง รวมไปถึงเครื่องประดับต่างๆ ไปด้วยทำไมกัน” จากนั้นป้าซ่งก็หันไปสั่งกับซิ่วหยวนที่ยืนน้ำตาไหลเงียบๆ อยู่ข้างๆ ว่า “นำของเหล่านี้ไปเก็บให้อี๋เหนียงของเจ้าดีๆ”

ซิ่วหยวนคว้าบานกระจกของเฉียวเหลียนฝังมากอดไว้แนบอก เงยหน้ามาก็เห็นใบหน้าของเฉียวเหลียนฝังที่เต็มไปด้วยคราบน้ำตาและเส้นผมที่กระเซอะกระเซิง สีหน้าของนางเต็มไปด้วยความจนตรอกและสิ้นหวัง ซิ่วหยวนพลันน้ำตาไหลหนักกว่าเก่า

“แล้วก็ชุดเป้ยจื่อพื้นทองลายดอกไม้นี้ด้วย” ป้าซ่งตรวจตราข้าวของสัมภาระที่จะขนไป “เสื้อกั๊กผ้าไหมสู่จิ่น เอาออกมาให้หมด เอาไปแค่เสื้อผ้าที่ทำจากผ้าไหมและผ้าทอมันเงาธรรมดาก็พอ”

เหล่าป้ารับใช้ต่างก็พากันรีบจัดใหม่ทันที

ป้าซ่งมองดูทุกคนจัดเก็บข้าวของตามคำสั่งของตน พยักหน้าเบาๆ แล้วเดินมาที่หน้าเตียงเตา พูดขึ้นเสียงเบาว่า “เฉียวอี๋เหนียง หากท่านรับปากบ่าวว่าจะไม่กรีดร้องโวยวายเสียงดัง บ่าวก็จะเคารพท่านเป็นนาย นำผ้าเช็ดหน้าที่อุดปากท่านอยู่ออกมา ปล่อยพวกนางและปล่อยตัวท่าน ท่านเองก็จะได้สบายตัวขึ้นมาหน่อย”

เฉียวเหลียนฝังจ้องป้าซ่งตาเขม็ง แววตาของนางเต็มไปด้วยความเกลียดชัง ไร้ซึ่งความอ่อนข้อใดๆ

ป้าซ่งอดไม่ได้ที่จะยิ้มเจื่อน นางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็พูดขึ้นว่า “เฉียวอี๋เหนียง…ท่านโหวเป็นคนออกคำสั่งว่าให้ส่งท่านไปที่อารามต้าเจวี๋ยเจ้าค่ะ!”

เฉียวเหลียนฝังได้ยินแล้วแววตาของนางก็เย็นชาขึ้นมาในทันที

ป้าซ่งรู้สึกว่าหากไม่พูดออกมาให้กระจ่างชัด เกรงว่าเฉียวเหลียนฝังคงจะไม่ตายใจ แล้วจะโหวกเหวกโวยวายสร้างเรื่องขึ้นมาอีก ถึงเวลานั้นคนที่จะลำบากที่สุดก็คือ เหล่าบรรดาบ่าวรับใช้ ก็เลยพูดออกไปตรงๆ ว่า “เฉียวอี๋เหนียง ท่านอย่าเอาแต่โมโหและโกรธเคืองต่อไปเลย ท่านลองคิดดูดีๆ ฮูหยินมาจากอวี๋หัง อยู่ที่เยี่ยนจิงยังไม่ถึงสามปีเสียด้วยซ้ำ แล้วจะไปรู้จักอารามต้าเจวี๋ยได้อย่างไรกัน!”

เฉียวเหลียนฝังได้ยินแล้วก็อึ้งไปชั่วขณะ ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยความไม่เชื่อ แววตาของนางสั่นไหวและพรั่งพรูราวกับนาฬิกาทรายที่ไม่อาจหยุดลงได้ ค่อยๆ ก้าวถอยหลังอย่างช้าๆ

อารามต้าเจวี๋ยไม่ใช่วัดธรรมดาทั่วไป

แต่เป็นพระอารามหลวง คนธรรมดาทั่วไปไม่สามารถเข้าไปจุดธูปกราบไหว้บูชาได้ ดังนั้นคนที่รู้จักจึงมีไม่มากเท่าไรนัก ถึงแม้ว่าจะเป็นอารามที่สักการบูชาพระโพธิสัตว์กวนอิม แต่กลับเคยเป็นที่คุมขังและจองจำไท่เฟยและเฟยจื่ออีกสองนางที่ถูกถอดยศ บางครั้งตระกูลขุนนางสูงศักดิ์ของเมืองเยี่ยนจิงก็มักจะนำบุตรสาวที่สูญสิ้นคุณธรรมหรือภรรยาที่ถูกบังคับให้หย่าร้างมาไว้ที่นี่ ขึ้นชื่อว่าเป็นสถานที่ที่เงียบสงบ เหมาะแก่การปฏิบัติธรรมและชำระล้างจิตใจ มีชื่อเสียงในเรื่องการขัดเกลาจิตใจและละทิ้งกิเลสตัณหา

ป้าซ่งเห็นแล้วก็ส่ายหน้าเบาๆ จากนั้นก็หันมาส่งสายตาให้กับป้ารับใช้ทั้งสองให้ช่วยประคองเฉียวเหลียนฝังลุกขึ้นนั่ง ดึงผ้าเช็ดหน้าที่ยัดปากเฉียวเหลียนฝังอยู่ออกมาด้วยตัวเอง

เฉียวเหลียนฝังยังคงนั่งเหม่อลอยอยู่ตรงนั้น นางไม่ได้ตะโกนด่าทอหรือโวยวายเสียงดังแต่อย่างใด

ป้าซ่งหันไปสั่งกับสาวใช้น้อยให้ไปตักน้ำมา และให้ซิ่วหยวนช่วยนางล้างหน้าล้างตาแต่งเนื้อแต่งตัว ส่วนป้าซ่งก็ยืนอยู่ข้างๆ พร้อมกับพูดขึ้นเสียงเบาว่า “อี๋เหนียง เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว ไม่รู้ว่ามีสายตากี่คู่ต่อกี่คู่ที่กำลังจ้องมองท่านอยู่ ก่อนที่จะออกจากประตูเรือน สู้ท่านล้างหน้าล้างตาแต่งเนื้อแต่งตัวให้สะอาดสะอ้านเป็นระเบียบเรียบร้อยจะดีกว่า อย่างน้อยๆ ก็ควรรักษาหน้าตาและภาพพจน์ตัวเองไว้ ไม่ให้คนอื่นดูถูกและหัวเราะเยาะเอาได้…”

แต่จู่ๆ เฉียวเหลียนฝังก็คว้ามือของป้าซ่งมาจับไว้แน่น “ท่านโหว…จะส่งข้าไปที่อารามต้าเจวี๋ยจริงๆ หรือ”

เสียงของนางแหบแห้ง นางจ้องมองป้าซ่งด้วยความหวังที่เหลือเพียงริบหรี่ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความสงสัย แอบหวังว่าป้าซ่งจะมีคำตอบที่ไม่แน่นอนให้กับนาง

ป้าซ่งพยักหน้าด้วยสีหน้าที่เคร่งขรึม “เรื่องจริงเจ้าค่ะ!”

ดวงตาของเฉียวเหลียนฝังจึงเริ่มมีน้ำตาคลอขึ้นมา

Prev
Next

Comments for chapter "ตอนที่ 389 ก่อเรื่องไม่หยุด (กลาง)"

MANGA DISCUSSION

ใส่ความเห็น

You must Register or Login to post a comment.

ฺBrowniee

YOU MAY ALSO LIKE

M8WAKd
เข้าสู่โลกนิยายเพื่อไปเป็นแม่เลี้ยงจอมโหดของสามวายร้าย
2024-12-24
novelpdf0073
เสน่ห์รักคุณหนูต่างสกุล
2023-05-03
dsG-193×278-1
จักรพรรดิเชียนตกสวรรค์
2022-08-11
novelpdf-063
ระวังหัวใจจะไหวหวั่น
2023-03-25

    © 2020 - 2023 browniee@บราวนี่ออนไลน์
    เว็บอ่านนิยาย นิยาย pdf เว็บ “browniee.online” เว็บอ่านนิยายสนุกๆ เพลิดเพลินไปกับนิยายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น นิยายวาย, นิยายจีน, นิยายรัก, แฟนตาซี, กำลังภายใน, ผจญภัย สุดยอดวิชากำลังภายใน อัพเดททุกวัน

    Sign in

    Lost your password?

    ← Back to บราวนี่ออนไลน์ นิยายอ่านฟรีทุกวัน

    Sign Up

    Register For This Site.

    Log in | Lost your password?

    ← Back to บราวนี่ออนไลน์ นิยายอ่านฟรีทุกวัน

    Lost your password?

    Please enter your username or email address. You will receive a link to create a new password via email.

    ← Back to บราวนี่ออนไลน์ นิยายอ่านฟรีทุกวัน