บราวนี่ออนไลน์ นิยายอ่านฟรีทุกวัน
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Banner Contact
Advanced
Sign in Sign up
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Banner Contact
Sign in Sign up
Prev
Next

ร้อยรักปักดวงใจ - ตอนที่ 306 มาพบ(ปลาย)

  1. Home
  2. All Mangas
  3. ร้อยรักปักดวงใจ
  4. ตอนที่ 306 มาพบ(ปลาย)
Prev
Next

📚 นิยาย Bookmark ไม่แจ้งเตือนใช่ไหม?
✨ สามารถดูนิยายอัปเดตล่าสุดได้ที่นี่ ✨
👉 CLICK HERE 👈

```

ตอนที่ 306 มาพบ(ปลาย)
“วันที่แปดเดือนสี่ตามปฏิทินจันทรคติเป็นวันคล้ายวันประสูตรของพระยูไล เมื่อถึงตอนนั้นจะมีพิธีสวดมนต์ที่วัดใหญ่ๆ พวกเราไม่ได้กลับเยี่ยนจิงมาหลายปีแล้ว ช่วงเดือนสี่เป็นช่วงเวลาที่ดีสำหรับรับลมและแสงแดด อยากจะพาเด็กๆ ไปเดินเล่นให้พวกเขาได้เปิดหูเปิดตา ไม่ทราบว่าเมื่อถึงเวลานั้นไท่ฮูหยินจะออกไปเดินเล่นหรือไม่เจ้าคะ” นายหญิงเซี่ยงถามไท่ฮูหยินด้วยรอยยิ้ม

“วันที่แปดเดือนสี่หรือ” ไท่ฮูหยินลากเสียงยาว หันไปมองสืออีเหนียงด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยคำถาม “ปกติจะไปไหว้พระที่วัดเย่าหวัง แต่เดือนสี่ปีนี้ต้องทำพิธีสิ้นสุดการไว้ทุกข์ให้หยวนเหนียง ถึงตอนนั้นก็ไม่รู้ว่าจะหาเวลาว่างได้หรือไม่”

วันสิ้นสุดพิธีการไว้ทุกข์เป็นวันที่สิบเก้าเดือนสี่ ต่อให้ยุ่งแค่ไหนก็ไม่มีผลต่อวันคล้ายวันประสูติของพระยูไลในวันที่แปดเดือนสี่ ยิ่งไปกว่านั้นไท่ฮูหยินก็เป็นผู้อาวุโส ไม่มีเหตุผลที่ผู้อาวุโสจะต้องไปเข้าร่วมพิธีรำลึกผู้ที่อาวุโสน้อยกว่า ไท่ฮูหยินพูดเช่นนี้ก็เพื่อที่จะถามเจตนาของสืออีเหนียง

นายหญิงเซี่ยงมาหาด้วยสีหน้าที่ไม่เป็นมิตร แต่กลับมาเพื่อพูดถึงการหมั้นหมายของทั้งสองสกุล ทำให้สืออีเหนียงเข้าใจผิดอย่างเลี่ยงไม่ได้ คิดว่านายหญิงเซี่ยงถูกความยืนหยัดของใต้เท้าเซี่ยงบังคับจนจนใจ นางไม่ตัดสินใจใดๆ เดิมทีการแต่งงานของลูกๆ ควรจะขึ้นอยู่กับพ่อแม่ ต่อให้เป็นท่านปู่หรือท่านย่าก็ทำได้เพียงแค่แนะนำ ไม่อาจยื่นมือเข้าไปแทรกแซงได้ แต่หากเป็นเรื่องความกตัญญูที่มีต่อผู้อาวุโส หากท่านปู่หรือท่านย่าได้ตัดสินเรื่องการหมั้นหมายไปแล้ว ส่วนใหญ่คนเป็นพ่อเป็นแม่ก็จะเชื่อฟัง การที่ไท่ฮูหยินทำเช่นนี้ เห็นได้ชัดว่านางมอบอำนาจการตัดสินใจให้แก่สืออีเหนียง

นางนึกถึงก่อนหน้านี้ ไท่ฮูหยินได้ตั้งความหวังไว้อย่างชัดเจนว่าอยากจะเป็นดองกับสกุลเซี่ยง และนึกถึงท่าทีของสวีลิ่งอี๋ จึงตัดสินใจให้ไท่ฮูหยินกับสวีลิ่งอี๋ปรึกษากัน อย่างไรเสียเรื่องนี้ก็เกี่ยวพันกับอนาคตของสวีซื่ออวี้ สถานการณ์แบบไหนที่จะส่งผลดีต่อสวีซื่ออวี้ พวกเขาเข้าใจสถานการณ์ คิดรอบคอบ และมีอำนาจในการพูดมากกว่าตัวเอง

“หลายวันมานี้ข้ายุ่งวุ่นวายมาก อีกสองวันก็เป็นงานฉลองครบรอบหนึ่งเดือนบุตรชายคนโตของพี่หญิงห้าของข้า…” สืออีเหนียงกล่าวขออภัย “หากไม่ใช่เพราะนายหญิงเซี่ยงพูดถึงเรื่องวันที่แปดเดือนสี่ ข้าคงลืมไปแล้ว” พูดจบนางก็มองไปที่ไท่ฮูหยิน “ท่านแม่ ท่านมีแผนการอะไรก็สั่งข้ามาได้เลยเจ้าค่ะ ทางท่านโหวก็จะได้ช่วยจัดรถม้าให้ท่าน”

ยกอำนาจการตัดสินใจให้แก่ไท่ฮูหยิน

ถึงอย่างไรนายหญิงเซี่ยงก็อยู่กับใต้เท้าเซี่ยงมาหลายปี ปกติก็มักจะพบปะสังสรรค์กับผู้ใต้บังคับบัญชาของใต้เท้าเซี่ยง ความหมายของสืออีเหนียงและไท่ฮูหยินนั้นแน่นอนว่านางย่อมเข้าใจอย่างชัดเจน

นางก้มหน้าจิบน้ำชา ท่าทางดูเรียบเฉย ภายนอกดูสบายๆ แต่ภายใจกลับตึงเครียด ตั้งใจฟังว่าไท่ฮูหยินจะว่าอย่างไร

ส่วนไท่ฮูหยินเมื่อได้ยินสืออีเหนียงเอ่ยถึงสวีลิ่งอี๋ก็อึ้งไปเล็กน้อย

อย่าลืมว่าเนื่องจากสกุลเซี่ยงมีการเปลี่ยนแปลงซ้ำแล้วซ้ำเล่า พวกเขาต่างก็คิดว่าการหมั้นหมายครั้งนี้จบลงแล้ว ใครจะไปรู้ว่านายหญิงเซี่ยงจะมาเยี่ยมเยือนด้วยตัวเอง แล้วยังเป็นฝ่ายขอมาพบ แม่กับลูกยังไม่ทันได้ปรึกษากัน ไม่รู้ว่าสวีลิ่งอี๋จะมีความเห็นต่อเรื่องนี้อย่างไร และสืออีเหนียงก็ไม่ใช่คนที่จะพูดชื่อสวีลิ่งอี๋ออกมาโดยไร้เหตุผล ทำให้ไท่ฮูหยินอดคิดไม่ได้ หรือว่าสวีลิ่งอี๋จะรู้สึกว่าสกุลเซี่ยงแกล้งบ่ายเบี่ยงเพื่อทำให้ตัวเองดูมีค่าดังนั้นเขาจึงเปลี่ยนใจ

เมื่อคิดได้เช่นนี้ไท่ฮูหยินก็ยิ่งไม่สามารถแสดงท่าทีออกมาได้

นางยิ้มแล้วพูดว่า “ตอนนี้ยังเร็วไป เมื่อถึงเวลานั้นก็รอดูสถานการณ์ก่อนแล้วค่อยตัดสินใจเถิด!” จากนั้นก็ถามไถ่กับนายหญิงเซี่ยงเรื่องที่ใต้เท้าเซี่ยงเข้ารับตำแหน่ง “…จะไปทำไมไม่บอกกันสักคำ เจ้าก็รู้ว่าหลายปีมานี้คุณหนูของเจ้าต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยว นางเองก็ไม่บอกอะไรข้าสักคำ หากไม่ใช่เพราะข้าได้ยินจากท่านโหว ก็คงไม่รู้ว่าใต้เท้าเซี่ยงออกเดินทางแล้ว”

นายหญิงเซี่ยงเห็นว่าตัวเองอุตส่าห์มาเพื่อพูดเรื่องนี้แต่สกุลสวีกลับเลื่อนให้ล่าช้าออกไป ในใจรู้สึกไม่พอใจเป็นอย่างมาก แต่พอคิดถึงคำกำชับของพี่สะใภ้ใหญ่ นางก็อดทนยิ้มตอบรับไท่ฮูหยิน “ช่วงเวลานั้นข้ากำลังอยู่ดูแลพี่สะใภ้ที่สกุลเดิม กุนซือคนเก่าอายุมากแล้วจึงกลับบ้านเกิดไปแล้ว นายท่านของพวกเราทั้งยุ่งกับการหากุนซือคนใหม่แล้วก็ยุ่งกับงานราชการ เข้านอกออกในไม่ว่างเลยสักวัน จึงเพียงแค่ไปคำนับท่านโหว หากครั้งหน้าเขากลับมาจะให้เขามาพูดคุยกับไท่ฮูหยินอย่างแน่นอนเจ้าค่ะ”

ไท่ฮูหยินหัวเราะ พูดขึ้นมาว่า “เมื่อถึงเวลานั้นข้าจะตั้งใจฟังใต้เท้าเซี่ยงเล่าถึงทิวทัศน์ของหูก่วงอย่างแน่นอน!”

ทุกคนพูดคุยกัน จากนั้นนายหญิงเซี่ยงก็ลุกขึ้นไปหาฮูหยินสอง “คุณหนูตั้งใจไปถามอาการป่วยของพี่สะใภ้ ตอนนี้พี่สะใภ้ใหญ่ของข้าไม่เป็นอะไรแล้ว จะต้องไปบอกกับคุณหนูสักหน่อย นางจะได้ไม่ต้องเป็นห่วง”

“นายหญิงเกรงใจกันเกินไปแล้ว” ไท่ฮูหยินไม่ได้มีท่าทีจะส่งแขก “อยู่ทานข้าวเที่ยงก่อนแล้วค่อยกลับก็ยังไม่สาย!”

นายหญิงเซี่ยงกล่าวด้วยความเกรงใจ จากนั้นสืออีเหนียงก็พานางไปหาฮูหยินสอง

ฮูหยินสองประหลาดใจมากที่เห็นนายหญิงเซี่ยง

นายหญิงเซี่ยงยิ้มแล้วพูดว่า “คราวที่แล้วต้องรบกวนคุณหนูไปเยี่ยม ตอนนี้พี่สะใภ้ข้าหายดีแล้ว จึงตั้งใจมาขอบคุณคุณหนู แล้วก็ลองถามดูว่าวันที่แปดเดือนสี่ไท่ฮูหยินจะว่างหรือไม่ พวกเราไม่ได้กลับมาเยี่ยนจิงหลายปีแล้ว อยากจะไปเดินเล่นที่วัด ให้บรรดาเด็กๆ ได้รู้จักสมบัติล้ำค่าของเยี่ยนจิง ไม่รู้ว่าตอนนี้วัดไหนมีชื่อเสียงมากที่สุดในเยี่ยนจิง จึงอยากจะไปเดินเล่นกับไท่ฮูหยินสักหน่อย”

ฮูหยินสองได้ยินดังนั้นก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย “ไท่ฮูหยินมักจะไปไหว้พระที่วัดเย่าหวัง หากพี่สะใภ้เพียงแค่อยากจะพาเด็กๆ ไปดูความครึกครื้น ที่นั่นไม่ค่อยเหมาะสมสักเท่าไร ส่วนใหญ่ที่ครึกครื้นก็จะเป็นวัดเซียงกั๋วกับอารามเมฆขาว พี่สะใภ้ใหญ่ก็เคยไปเมื่อหลายปีก่อน เมื่อถึงวันที่แปดเดือนสี่ทั้งสองวัดนี้ก็จะแจกยาหอม ผู้คนหลั่งไหลมาไม่ขาดสาย พี่ชายใหญ่ก็ไม่อยู่ หากพี่สะใภ้ใหญ่อยากจะไป เกรงว่าต้องพาคนไปเยอะๆ จึงจะดี”

นายหญิงเซี่ยงได้ฟังเช่นนี้ก็ยิ้มแล้วพูดว่า “เจ้าก็รู้ว่าเป็นเพราะพี่ชายใหญ่ของเจ้าไม่อยู่จวนดังนั้นข้าถึงได้อยากไปอยู่เป็นเพื่อนไท่ฮูหยิน”

ฮูหยินสองไม่พูดอะไร สีหน้าดูประหลาดใจเล็กน้อย

สืออีเหนียงเห็นว่าบรรยากาศไม่ค่อยดีจึงรีบฉวยโอกาสกล่าวลาทันที

ฮูหยินสองกล่าวด้วยความเกรงใจสองสามประโยค จากนั้นก็พาสืออีเหนียงไปส่งที่หน้าประตู

สืออีเหนียงไปหาไท่ฮูหยิน

ไท่ฮูหยินกำลังรอนาง

“เป็นอย่างไรบ้าง” นางจับมือสืออีเหนียง “เจ้ารู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้องหรือไม่”

สืออีเหนียงเล่าคำพูดของสวีลิ่งอี๋ให้ไท่ฮูหยินฟัง แล้วพูดต่อว่า “…การหมั้นหมายเดิมทีเป็นการเชื่อมสัมพันธ์ที่ดีของทั้งสองสกุล แต่ตอนนี้…เขากลัวว่าสกุลเซี่ยงจะฝืนใจให้คุณหนูแต่งเข้ามา เมื่อถึงเวลานั้นเมื่อมีช่องว่างระหว่างสามีภรรยา ในใจจะเกิดความคับข้องใจ ข้าคิดว่าท่านโหวมีความคิดที่รอบคอบ และเป็นคนทำงานนอกจวน เกรงว่าเขาจะคิดได้ละเอียดกว่าที่ข้าคิด ข้าจึงอยากจะถามความต้องการของท่านโหวก่อนแล้วค่อยว่ากัน!”

ลูกสะใภ้เคารพบุตรชายตัวเองทุกอย่าง ไม่มีอะไรที่ทำให้แม่สามีมีความสุขไปมากกว่านี้แล้ว

ไท่ฮูหยินยิ้มจนตาหยีเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว “เจ้าพูดถูกแล้ว เจ้าพูดถูกแล้ว เรื่องนี้เจ้าไปปรึกษากับเจ้าสี่เถิด เมื่อถึงตอนนั้นก็ดูว่าจะไปไหว้ที่วัดไหนแล้วเจ้าค่อยมาบอกข้าก็พอแล้ว”

สืออีเหนียงไม่คิดจะตามใจสกุลเซี่ยง

เดิมทีทั้งสองสกุลก็เป็นญาติกันอยู่แล้ว หากสกุลเซี่ยงมีใจ จะที่ไหนก็สามารถไปเดินชมได้ หรือแม้กระทั่งเชิญสตรีสกุลสวีไปเป็นแขกที่เรือน

วันที่แปดเดือนสี่จะมีงานชุมนุมทางพุทธศาสนา แค่คิดก็รู้ถึงความยิ่งใหญ่และการหลั่งไหลมาของผู้คนในวันนั้นแล้ว นางไม่อยากให้ไท่ฮูหยินต้องมาเดินไปทั่วจนเหน็ดเหนื่อยเพราะเรื่องของคนรุ่นหลัง

“หากท่านแม่อยากจะออกไปดูงานในปีนี้ พวกเราก็ย่อมไปวัดเย่าหวังเช่นเคยเจ้าค่ะ” สืออีเหนียงยิ้มแล้วพูดต่อว่า “นายหญิงเซี่ยงบอกแล้วว่าเพียงแค่อยากจะพาเด็กๆ ไปดูความครึกครื้น ในเมื่อเป็นเช่นนี้ จะไปดูความครึกครื้นที่ไหนก็เหมือนกัน จะได้ไม่ต้องเข้าไปเบียดเสียดกับฝูงชน”

เช่นนี้ก็ยิ่งสอดคล้องกับความต้องการของไท่ฮูหยิน แต่เมื่อมองสีหน้าสงบนิ่งดุจสายน้ำของสืออีเหนียง ก็อดแปลกใจไม่ได้ “เจ้าไม่อยากไปดูงานหรือ” เมื่อพูดจบถึงนึกได้ว่าสืออีเหนียงไม่เหมือนใคร แม้ว่านางจะแต่งเข้ามา เป็นผู้ดูแลในจวนหย่งผิงโหว แต่นางก็อายุมากกว่าเจินเจี่ยเอ๋อร์ไม่กี่ปี แต่กลับไม่เคยไปร่วมสนุกที่ไหนเลย ช่างเป็นคนที่หาได้ยาก

นางสงบนิ่งเกินไปหรือไม่

“เช่นนั้นปีนี้พวกเราไปวัดเซียงกั๋วกันดีหรือไม่” ผู้อาวุโสเอ่ยถามด้วยความลังเล “เมื่อถึงเวลานั้นจะมีงานวัด…”

ความครึกครื้นเหล่านี้สืออีเหนียงเห็นมาเยอะแล้ว แม้ว่าบางอย่างจะไม่ใช่ประสบการณ์ที่เกิดขึ้นจากตัวเอง แต่ก็เคยเห็นผ่านสื่อต่างๆ

นางพูดอย่างอ้อมค้อมว่า “คนเบียดกันไปมา ไม่ว่าทิวทัศน์จะดีสักเพียงใดก็มองเห็นได้ไม่เต็มที่ ยิ่งไปกว่านั้นในจวนก็ยังมีเรื่องเยอะแยะมากมาย”

ไท่ฮูหยินนึกขึ้นได้ว่าอีกไม่กี่วันก็จะสิ้นสุดการไว้ทุกข์ให้หยวนเหนียงแล้ว คิดว่าคงไม่มีอารมณ์ไปเที่ยวเล่นจึงพูดขึ้นว่า “เช่นนั้นปีหน้าพวกเราค่อยไปเถิด”

สืออีเหนียงยิ้มตอบรับ กำชับลี่ว์อวิ๋นให้ไปบอกคนครัวให้เตรียมอาหารและเครื่องดื่มให้นายหญิงเซี่ยง มีสาวใช้น้อยเข้ามารายงานว่า “ฮูหยินสองกับนายหญิงเซี่ยงมาแล้วเจ้าค่ะ”

เร็วขนาดนี้เลยหรือ

ไท่ฮูหยินกับสืออีเหนียงมองเข้าไปในห้องระฆังพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย

ไม่ถึงครึ่งชั่วยาม

สืออีเหนียงพึ่งจะลุกขึ้นเตรียมต้อนรับแขก ฮูหยินสองก็พานายหญิงเซี่ยงเดินเข้ามาแล้ว

“พี่สะใภ้พึ่งจะกลับมาจากสกุลเดิม” ฮูหยินสองพูดด้วยสีหน้าเรียบเฉย “ที่เรือนยังมีเรื่องอีกมากมายรอพี่สะใภ้ไปจัดการ วันนี้นางจึงขอตัวกลับก่อน วันหลังค่อยมาคารวะท่านแม่ใหม่เจ้าค่ะ”

นายหญิงเซี่ยงยิ้มพลางย่อเข่าคำนับไท่ฮูหยิน “อีกสองวันข้าจะมาเยี่ยมไท่ฮูหยินอีกเจ้าค่ะ”

ไท่ฮูหยินกับสืออีเหนียงรั้งนางไว้ แต่เมื่อเห็นนายหญิงเซี่ยงตัดสินใจแล้ว สืออีเหนียงกับฮูหยินสองจึงไปส่งนายหญิงเซี่ยงที่หน้าประตูฉุยฮวา

ทั้งสองคนเดินกลับไปที่เรือนไท่ฮูหยินอย่างเงียบงัน

ฮูหยินสองไม่ได้พูดถึงเรื่องการมาขอนายหญิงเซี่ยง นางเอาแต่พูดเรื่องการเก็บชาหรือปลูกดอกไม้กับไท่ฮูหยิน สืออีเหนียงคาดเดาว่านางอาจจะอยากบอกไท่ฮูหยินตามลำพัง จึงหาข้ออ้างว่ามีเรื่องรีบร้อนต้องขอตัวลาไท่ฮูหยินกับฮูหยินสองกลับเรือนก่อน

ป้าซ่งกลับจากที่ไปเอาเสื้อผ้าเด็กจากโรงเย็บปักที่จะมอบให้บุตรชายของอู่เหนียงแล้ว

สืออีเหนียงหยิบเสื้อขึ้นมาดู

ขนาดเล็กมาก แต่กลับเหมือนกับเสื้อผ้าของคนโตไม่มีผิด ทั้งแขนเสื้อ ทั้งคอปก และตะเข็บก็มีเหมือนกัน เหมือนกับเสื้อผ้าของตุ๊กตา

สืออีเหนียงอดใจไม่ไหวจึงหยิบขึ้นมาดูทีละชิ้น

ขณะที่กำลังพูดคุย สวีลิ่งอี๋ก็กลับมาพอดี

ทุกคนย่อเข่าคำนับเขา

“กำลังทำอะไรอยู่” เขาหยิบเสื้อผ้าเด็กขึ้นมา “ทำให้ใคร”

สืออีเหนียงยิ้มแล้วพูดว่า “ทำให้บุตรชายคนโตของพี่หญิงห้าเจ้าค่ะ”

สวีลิ่งอี๋หยิบเสื้อผ้าขึ้นมามองซ้ายมองขวาอยู่นาน พูดอย่างแปลกใจว่า “เล็กขนาดนี้จะใส่ได้หรือ” แล้วยังเอาไปเทียบกับตัวเองด้วย

สืออีเหนียงก็ไม่รู้ ยิ้มแล้วพูดว่า “ข้าขอให้คนที่โรงเย็บปักทำให้ น่าจะใส่ได้อยู่กระมัง”

สวีลิ่งอี๋พยักหน้า หยิบขึ้นมามองอยู่นานก่อนจะวางลง

ป้าซ่งและคนอื่นๆ รีบมาเอาเสื้อผ้าไปเก็บ

สืออีเหนียงต้อนรับสวีลิ่งอี๋ไปนั่งที่เตียงนั่งริมหน้าต่าง ยกชามาวาง แล้วเล่าเหตุผลการมาของนายหญิงเซี่ยงให้สวีลิ่งอี๋ฟัง

สวีลิ่งอี๋ได้ฟังเช่นนั้นก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย พูดขึ้นมาว่า “ท่านแม่ว่าอย่างไร”

“ท่านแม่ให้พวกเรามาปรึกษากันเจ้าค่ะ” สืออีเหนียงพูดต่อว่า “แต่ว่าก่อนหน้านี้ข้าเห็นว่าท่านแม่เห็นด้วยกับการหมั้นหมายครั้งนี้มาก ท่านว่าควรจะลองฟังความเห็นของท่านแม่ก่อนแล้วค่อยว่ากันดีหรือไม่”

สวีลิ่งอี๋กลับบอกว่า “ในเมื่อท่านแม่บอกว่าให้พวกเราเป็นคนตัดสินใจ เรื่องนี้ก็ไม่ต้องถามท่านแม่แล้ว บุตรสาวก็เหมือนแม่ คุณนายเซี่ยงไม่สนใจสถานการณ์เช่นนี้ เกรงว่าต่อให้คุณหนูสองสกุลเซี่ยงจะเชื่อฟังมากแค่ไหนก็มีขีดจำกัด ข้าว่าควรปล่อยวางเรื่องนี้ไปก่อนชั่วคราว พวกเราจะหมั้นหมายกัน ไม่ได้จะสร้างความแค้น หรือว่าสองสามีภรรยาคู่นั้นจะกลิ้งกลอกไปมาแล้วท่านแม่ต้องให้ความร่วมมือกับพวกเขาด้วยอย่างนั้นหรือ” น้ำเสียงมีความเย็นชา

ความเห็นของสองสามีภรรยาไม่ตรงกัน ช่างเป็นเรื่องที่ลำบากเสียจริง

สืออีเหนียงพยักหน้า ขอความเห็นจากเขา “ทางฝั่งท่านแม่…”

สวีลิ่งอี๋กำลังจะเอ่ยปากพูด ก็มีสาวใช้น้อยเข้ามารายงานว่า “ท่านโหว ฮูหยิน ฮูหยินสองมาเจ้าค่ะ!”

Prev
Next

Comments for chapter "ตอนที่ 306 มาพบ(ปลาย)"

MANGA DISCUSSION

ใส่ความเห็น

You must Register or Login to post a comment.

ฺBrowniee

YOU MAY ALSO LIKE

novelpdf-059
แมวน้อยของนายท่าน
2023-03-24
229c291
ชายาผู้นี้ชอบทำสวน พวกเจ้าจะยุ่งทำไม?
2023-12-18
ดาวน์โหลด (1)
ยอดหญิงอันดับหนึ่ง
2022-09-05
cd4e2e8
Almighty Game Designer ใครจะออกแบบเกมได้เทพเท่าผม!
2024-07-08

    © 2020 - 2023 browniee@บราวนี่ออนไลน์
    เว็บอ่านนิยาย นิยาย pdf เว็บ “browniee.online” เว็บอ่านนิยายสนุกๆ เพลิดเพลินไปกับนิยายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น นิยายวาย, นิยายจีน, นิยายรัก, แฟนตาซี, กำลังภายใน, ผจญภัย สุดยอดวิชากำลังภายใน อัพเดททุกวัน

    Sign in

    Lost your password?

    ← Back to บราวนี่ออนไลน์ นิยายอ่านฟรีทุกวัน

    Sign Up

    Register For This Site.

    Log in | Lost your password?

    ← Back to บราวนี่ออนไลน์ นิยายอ่านฟรีทุกวัน

    Lost your password?

    Please enter your username or email address. You will receive a link to create a new password via email.

    ← Back to บราวนี่ออนไลน์ นิยายอ่านฟรีทุกวัน