บราวนี่ออนไลน์ นิยายอ่านฟรีทุกวัน
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Banner Contact
Advanced
Sign in Sign up
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Banner Contact
Sign in Sign up
Prev
Next

ร้อยรักปักดวงใจ - ตอนที่ 296 สหายเก่า(ต้น)

  1. Home
  2. All Mangas
  3. ร้อยรักปักดวงใจ
  4. ตอนที่ 296 สหายเก่า(ต้น)
Prev
Next

📚 นิยาย Bookmark ไม่แจ้งเตือนใช่ไหม?
✨ สามารถดูนิยายอัปเดตล่าสุดได้ที่นี่ ✨
👉 CLICK HERE 👈

```

ตอนที่ 296 สหายเก่า(ต้น)
สืออีเหนียงไม่ได้พูดอะไร

คำพูดของอี๋เหนียงสองฟังดูเหมือนตรงไปตรงมา แต่พอลองคิดดูดีๆ กลับมีร่องรอยการแก้ต่างให้ตัวเองทุกประโยค

เหตุใดหยางอี๋เหนียงถึงฝากสือเหนียงไว้กับพวกนางสองคน พวกนางสองคนมีอะไรที่ควรค่าแก่การไหว้วานของหยางอี๋เหนียง

สือเหนียงเข้าเมืองหลวง แต่งงานกับหวังหลังแล้วกลายเป็นหญิงม่าย…ตอนนี้การสืบสาวเรื่องเหล่านั้นไม่มีความหมายอีกต่อไป ตอนนี้สิ่งที่นางกังวลคือการมาเยือนของหลูหย่งกุ้ย อี๋เหนียงทั้งสองเคยทำความผิด หากจะบอกว่าเป็นการมาพบเพื่อนเก่า สืออีเหนียงไม่เชื่อเป็นอันขาด

แต่ไม่เชื่อแล้วจะทำอะไรได้

นางก็แค่เจอกับเรื่องนี้โดยบังเอิญ หากมีปัญหาอะไรจริงๆ แล้วตัวเองสืบสาวราวเรื่องต่อไป เกรงว่าจะเป็นการแหวกหญ้าให้งูตื่น

นางยืนขึ้น “เวลาก็ล่วงเลยมามากแล้ว ข้ายังต้องไปปรนนิบัติไท่ฮูหยินทานอาหารกลางวัน ไม่ขอรบกวนการบำเพ็ญเพียงของอี๋เหนียงทั้งสองแล้วเจ้าค่ะ”

อี๋เหนียงสองพยักหน้า แต่อี๋เหนียงใหญ่กลับยิ้มแล้วพานางไปส่งที่หน้าประตูเรือน

ไต้ซือจี้หนิงไม่อยู่ แต่ให้นักบวชน้อยไว้คอยปรนนิบัติ นักบวชน้อยเป็นคนนำทาง ป้าซ่งพาสืออีเหนียงกลับเรือนพัก

หู่พั่วกำลังตั้งหน้าตั้งตารอ

“ฮูหยิน!” นางรีบเข้ามาคำนับ “บ่าวเห็นด้านข้าง แปดถึงเก้าในสิบส่วนเหมือนกับพ่อบ้านหลู แต่ตามไปไม่ทันเจ้าค่ะ!”

“เจ้าตามไปหรือ” สืออีเหนียงสีหน้าเคร่งขรึมเล็กน้อย “เจ้าตามไปอย่างไร”

“ตอนแรกบ่าวไม่ค่อยแน่ใจ บ่าวพาบ่าวรับใช้เบียดเสียดเข้าไป พึ่งจะเห็นใบหน้าชัดเจนเขาก็หันหลังเดินไปที่ตำหนักต้าสยงเป่า ข้าไม่กล้าเรียกจึงได้เดินตามไป ใครจะไปรู้ว่าเขาก้าวเท้าฉับไวหายเข้าไปในฝูงชน บ่าวเห็นว่าตามไปไม่ทันแล้วจึงตะโกนเรียก ใครจะไปรู้ว่าตอนบ่าวไม่เรียกก็ยังดีๆ อยู่ แต่พอบ่าวเรียกเขาก็เดินเร็วยิ่งกว่าเดิม พอข้าตามจนถึงประตูซานเหมินเขาก็หายไปแล้ว”

หากไม่ใช่เพราะไปทำผิดอะไรมา เหตุใดต้องหลบด้วย!

สืออีเหนียงสีหน้าเคร่งขรึม กำชับป้าซ่งว่า “พอกลับไปเจ้าไปเรียกหลูหย่งฝูมาให้ข้า!”

ป้าซ่งคำนับรับคำสั่ง

สาวใช้น้อยคนหนึ่งเดินออกมาจากห้องด้านข้าง เห็นสืออีเหนียงและคนอื่นๆ ยืนอยู่ที่ลาน สีหน้าผ่อนคลาย ยิ้มแล้วเดินเข้ามาคำนับ “ฮูหยินสี่ ไท่ฮูหยินตื่นแล้วเจ้าค่ะ!”

สืออีเหนียงส่งสายตาให้ป้าซ่งและหู่พั่วแล้วรีบเดินเข้าห้องไป

อาหารเจในตอนกลางวันถูกจัดให้ห้องปีก รอจนถึงที่สุดแต่ก็ไม่เห็นแม้แต่เงาของคนสกุลเซี่ยง ป้าตู้ที่ได้รับคำสั่งให้ไป ‘บังเอิญ’ พบนายหญิงเซี่ยงเดินไปเดินมาอยู่หลายรอบ คิดว่าเป็นตัวเองที่ทำให้เกิดเรื่องผิดพลาดขึ้น

แม้ว่าฮูหยินสองจะมีสีหน้าปกติ แต่ใบหน้าของนางกลับดูเยือกเย็น “ท่านแม่ ท่านออกมาตั้งแต่เช้าตรู่ จนถึงตอนนี้ทานโจ๊กไปเพียงแค่ครึ่งชามเท่านั้น ข้าว่าอย่ารออีกเลย!”

ไท่ฮูหยินเงียบไปครู่หนึ่ง หัวเราะแล้วพูดว่า “เกรงว่าคงจะมีเรื่องอันใดทำให้ล่าช้า พรุ่งนี้ข้ากับสืออีเหนียงยังต้องไปเยี่ยมหลานถิงที่จวนจงฉินปั๋ว เช่นนั้นก็คงไม่รอแล้ว!”

วันที่สิบเก้าเดือนสามเป็นวันครบรอบสามปีของหยวนเหนียง เมื่อวานไท่ฮูหยินบอกว่าจะทำพิธีรำลึกหยวนเหนียงก่อนแล้วค่อยไปจวนจงฉินปั๋ว…ที่พูดเช่นนี้ก็เพียงแค่จะหาทางออกให้ฮูหยินสองเท่านั้น

สืออีเหนียงหันไปกำชับสาวใช้น้อยให้ไปยกอาหารมา

เมื่อทานอาหารเสร็จก็เดินทางกลับจวน

ฮูหยินสองนั่งรถคันเดียวกันกับไท่ฮูหยินเช่นเคย สืออีเหนียงเอนกายพิงป้าซ่งแล้วหลับไป เมื่อรถม้ามาถึงเหอฮวาหลี่ก็ถูกป้าซ่งปลุกให้ตื่น

หลังจากลงจากรถม้า สวีลิ่งอี๋ก็มาต้อนรับที่หน้าประตู

ไท่ฮูหยินยิ้มแล้วพูดว่า “วันนี้ทุกคนเหนื่อยกันมามากแล้ว เมื่อถึงเวลาอาหารเย็นก็แยกย้ายกันไปทานเถิด แล้วก็ไม่ต้องมาคารวะข้า แยกย้ายกันได้!”

สวีลิ่งอี๋ได้ฟังเช่นนั้น ก็เหลือบมองสืออีเหนียง

สืออีเหนียงมองเขาแล้วส่ายหน้าเบาๆ

สวีลิ่งอี๋ก็ไม่ได้ถามอะไร โค้งคำนับไท่ฮูหยิน

ฮูหยินสองไม่ได้พูดอะไร พยุงไท่ฮูหยินขึ้นรถลาก

ทั้งสามคนส่งไท่ฮูหยินจากไป

ฮูหยินสองรีบหันมามองสวีลิ่งอี๋ “ท่านโหว ไม่รู้ว่าเพราะอะไร วันนี้พี่สะใภ้ข้าไม่ไปวัดฉือหยวน” จากนั้นสายตาของนางก็จับจ้องไปที่สืออีเหนียง “พรุ่งนี้ข้าจะกลับสกุลเดิม รบกวนน้องสะใภ้สี่ช่วยเตรียมรถม้าให้ข้าด้วย” แล้วพูดกับสวีลิ่งอี๋ว่า “ข้าอยากกลับไปดูว่าทางฝั่งของท่านพี่เกิดอะไรขึ้นกันแน่”

แววตาของสวีลิ่งอี๋เผยให้เห็นถึงความประหลาดใจ แต่ไม่นานก็ยิ้มแล้วพูดว่า “บางทีอาจเป็นเพราะใต้เท้าเซี่ยงต้องไปเข้ารับตำแหน่ง นายหญิงเซี่ยงจึงค่อนข้างยุ่ง พี่สะใภ้ไม่ต้องรีบร้อน”

ฮูหยินสองไม่ตอบ นางพยักหน้าแล้วย่อเข่าคำนับ พาเจี๋ยเซียงขึ้นรถลากอีกคันกลับไปที่เรือนเสาหวา

สวีลิ่งอี๋กับสืออีเหนียงก็ขึ้นรถลากเช่นกัน

เขาถามภรรยาเสียงเบาว่า “เกิดอะไรขึ้น”

สืออีเหนียงเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้เขาฟัง

สวีลิ่งอี๋นิ่งเงียบมาตลอดทางจนมาถึงท่าน้ำ พอสืออีเหนียงล้างหน้าล้างตาเปลี่ยนเสื้อผ้าออกมา สวีลิ่งอี๋ก็กวักมือเรียกนาง ทั้งสองนั่งคุยกันบนเตียงเตาริมหน้าต่าง

“ดูแล้วเกรงว่าการแต่งงานของอวี้เกอจะยังไม่แน่นอน”

“บางทีอาจจะเกิดเรื่องขึ้นกระมัง” สืออีเหนียงยิ้มแล้วพูดต่อว่า “พอพี่สะใภ้สองกลับมาก็จะรู้เอง พวกเราอย่าคิดเดาไปเองเลยเจ้าค่ะ” แม้ในใจจะเข้าใจดีว่าการแต่งงานของอวี้เกอมีการเปลี่ยนแปลง แต่ก็อดพูดปลอบใจไม่ได้ อย่างไรเสียเรื่องนี้ก็ยังไม่มีบทสรุป แม้การหมั้นหมายจะไม่สำเร็จก็ไม่เป็นไร แต่เกรงว่าฮูหยินสองจะต้องเสียหน้า หากสวีลิ่งอี๋เกิดปมในใจขึ้นมา เกรงว่าต่อไปคงจะไม่เป็นผลดีต่อคุณหนูสองสกุลเซี่ยง

สวีลิ่งอี๋ไม่พูดอะไร เห็นสืออีเหนียงท่าทางอ่อนล้า ก็ลุกขึ้นแล้วพูดว่า “เจ้าไปพักก่อนเถิด ข้าจะไปหาใต้เท้าเจียง”

สืออีเหนียงประหลาดใจ “เวลานี้หรือเจ้าคะ”

ใกล้จะถึงเวลาทานอาหารเย็นแล้ว

“ข้าจะไม่กลับมาทานอาหารเย็น” สวีลิ่งอี๋พยักหน้า “เรื่องที่อวี้เกอจะไปสำนักศึกษาจิ่นเจี้ยน จะต้องไปบอกเขาไว้ก่อนล่วงหน้าจึงจะถูก หากเขาไม่มีอะไรคัดค้าน ข้าว่าพอสิ้นสุดวิธีไว้อาลัยหยวนเหนียง ก็จะส่งเขาไปเล่ออานทันที”

“จะดูรีบร้อนเกินไปหรือไม่” สืออีเหนียงพูดอย่างลังเล

ตั้งแต่สวีลิ่งอี๋คิดจนไปถึงการตัดสินใจนั้นใช้เวลาเพียงไม่กี่วัน นี่ไม่ใช่การรบของกองทัพทหารที่จะเพียงแค่ออกคำสั่งก็พอแล้ว

“อวี้เกออายุไม่น้อยแล้ว บางเรื่องยิ่งบอกให้เขาเข้าใจเร็วเท่าไรก็ยิ่งดี” สวีลิ่งอี๋พูดพึมพำ “ยิ่งล่าช้าจะยิ่งแย่”

นี่คือแผนการที่บิดาวางไว้ให้ลูกๆ สืออีเหนียงไม่อาจพูดอะไรได้ ส่งสวีลิ่งอี๋ไปแล้วก็กลับมาที่ห้อง จากนั้นก็กำชับป้าซ่งให้ไปเรียกหลูหย่งฝูที่เรือนนอก

หลูหย่งฝูกับหลูหย่งกุ้ยมีใบหน้าคล้ายคลึงกันอย่างมาก แต่อาจเป็นเพราะประสบการณ์ไม่เหมือนกัน สีหน้าท่าทางของหลูหย่งฝูดูเป็นคนเรียบง่ายตรงไปตรงมา อีกทั้งยังดูเป็นคนเกียจคร้านไม่สนใจอะไร แต่บางมุมก็เหมือนหลูหย่งกุ้ยที่เป็นพี่ชาย

พอเขาเข้ามาก็คุกเข่าลงที่หน้าประตู ก้มหน้าก้มตาด้วยความนอบน้อมและหวาดกลัว

สืออีเหนียงนั่งอยู่บนเก้าอี้ไท่ซือ ใช้ฝาถ้วยเขี่ยใบชาที่ลอยอยู่ในถ้วย

เสียงเครื่องลายครามกระทบกันเบาๆ ทำให้ห้องที่เงียบสงัดยิ่งดูสงบ

เมื่อสืออีเหนียงเห็นหลูหย่งฝูบิดตัวไปมาอย่างกระสับกระส่ายก็พูดขึ้นว่า “ที่เรียกเจ้ามาก็ไม่ใช่เพราะอะไร เพียงแต่มีบางเรื่องที่อยากจะถามเจ้า!”

เสียงของนางไม่ดังไม่เบา ไม่เร็วไม่ช้า ดูสงบเป็นอย่างมาก แต่ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ และบรรยากาศที่ตึงเครียด ทำให้หลูหย่งฝูรู้สึกหวาดกลัว

เมื่อสืออีเหนียงพูดจบเขาก็รีบพูดขึ้นว่า “เชิญฮูหยินถามได้เลยขอรับ หากข้าน้อยรู้จะบอกทุกอย่าง”

“ข้าได้ยินมาว่าเจ้าและพี่น้องของเจ้าได้รับการดูแลจากพ่อบ้านใหญ่หนิวจึงได้เข้าจวนมาเป็นบ่าวรับใช้ จากนั้นก็ได้เป็นผู้ติดตามของพี่หญิงใหญ่ใช่หรือไม่”

หลูหย่งฝูได้ยินเช่นนั้นก็มีสีหน้าตกตะลึง ราวกับประหลาดใจกับคำพูดนี้ เขาตอบว่า “หลังจากที่ท่านพ่อเสียชีวิตก็ได้รับการดูแลจากพ่อบ้านใหญ่หนิว แต่ว่าท่านพ่อก็เคยเป็นผู้ดูแลห้องบัญชีสกุลหลัวมาก่อน จงรักภักดีต่อนายท่านใหญ่เสมอ นายหญิงใหญ่จึงส่งมาที่เยี่ยนจิงขอรับ”

สืออีเหนียงได้ฟังก็รู้สึกสงสัย “เช่นนั้นก็นับว่าเป็นครอบครัวที่มีพื้นฐานความรู้สืบต่อกันมา” แล้วถามเขาว่า “เจ้าอ่านออกเขียนได้หรือไม่ ใช้ลูกคิดเป็นหรือไม่”

หลูหย่งฝูพลันนึกถึงหยางฮุยจู่

ได้ยินว่าเพราะเขาได้รับความสนใจจากฮูหยินสี่ ดังนั้นถึงได้ไปอยู่ที่ทำการนายหน้า ถือว่าเป็นงานที่ดีอย่างมาก!

เขายิ่งก้มหัวต่ำกว่าเดิม “ข้าน้อยรู้หนังสือเพียงไม่กี่ตัว ตอนเด็กๆ ก็เคยฝึกใช้ลูกคิดกับท่านพ่อขอรับ”

“อืม” สืออีเหนียงพูดขึ้นมาว่า “เจ้ารู้หรือไม่ว่าหลานชายของพ่อบ้านหนิวตายอย่างไร ข้าได้ยินมาว่าตอนที่เขายังมีชีวิตอยู่เป็นคนฉลาดและมีความสามารถไม่น้อย”

หลูหย่งฝูได้ยินแล้วก็ยิ้มเยาะ “ต่อให้เขาฉลาดและมีความสามารถมากกว่านี้แล้วจะไปมีประโยชน์อะไร สุดท้ายเขาก็ยกภรรยาของตัวเองให้คนอื่น…” เมื่อพูดจบสีหน้าก็เผยให้เห็นถึงความเสียใจที่พูดออกไป

สาวใช้น้อยในตอนนั้นไม่ว่าอย่างไรตอนนี้ก็กลายเป็นอี๋เหนียงของสกุลหลัวแล้ว ตัวเองเป็นเพียงบ่าวรับใช้ หากพูดวิจารณ์เช่นนี้ฮูหยินต้องไม่พอใจเป็นแน่

จึงรีบพูดแก้ต่างว่า “แต่ว่านั่นก็เป็นเรื่องเมื่อหลายปีมาแล้ว บ่าวเองก็ได้ยินคนเขาพูดมา ส่วนรายละเอียดนั้นไม่รู้ชัดเจนนักขอรับ”

สืออีเหนียงไม่พูดถึงเรื่องนี้อีก ถามถึงสถานการณ์ที่เขาทำงานที่คอกม้าว่าหนึ่งเดือนได้เท่าไร งานหนักหรือไม่ ครอบครัวมีเด็กกี่คน ของกินของใช้มีพอหรือไม่

หลูหย่งฝูตอบทีละคำถาม

พูดคุยกันประมาณสองเค่อ สืออีเหนียงก็ส่งแขกกลับ

หู่พั่วถามด้วยความไม่เข้าใจว่า “ฮูหยิน บ่าวว่าหลูหย่งฝูผู้นี้สู้พี่ชายไม่ได้เลย ไม่ระมัดระวังในคำพูด เหตุใดท่านไม่ลองถามอีกสักหน่อยเจ้าคะ”

“พวกเขาเป็นบ่าวรับใช้ระดับสองในคอกม้า คนที่ถูกพี่หญิงใหญ่ฝากฝังให้ดูแลหน้าที่ของผู้ติดตาม มีการตัดสินใจที่ดี มิเช่นนั้นข้าก็คงไม่เรียกเขามาถาม” สืออีเหนียงลุกขึ้นแล้วเดินเข้าไปในห้องด้านใน “ส่วนคำถามที่อยากจะถาม ก็ไม่แน่ว่าเขาจะรู้หรือไม่ แม้ว่าจะรู้ก็ไม่แน่ว่าจะตอบตามตรงหรือไม่ อีกอย่างข้าก็ไม่ได้อยากจะถามอะไรจากเขา”

หู่พั่วประหลาดใจ

สืออีเหนียงก็ไม่ได้อธิบายให้นางเข้าใจ เพียงกำชับนางให้ไปเรียกป้าซ่งเข้ามา “ไม่ว่าที่ไท่ฮูหยินบอกว่าจะไปจวนจงฉินปั๋วจะเป็นเรื่องจริงหรือไม่ แต่อย่างไรพวกเราก็ต้องเตรียมตัวให้พร้อม”

หู่พั่วไม่กล้าถามอะไรมากแล้วออกไปเชิญป้าซ่งเข้ามา

สืออีเหนียงเลือกแจกันลายดอกเหมยสีครามในราคาแปดสิบตำลึงจากคลังเอามาใส่หีบให้หลานถิง แล้วปรึกษากับป้าซ่งเกี่ยวกับวิธีรำลึกครบรอบสามปีของหยวนเหนียง

“…ข้าไม่เคยมีประสบการณ์เรื่องนี้ ป้าซ่งว่าเราต้องเตรียมอะไรบ้าง”

“เรื่องนี้ส่วนรายงานจะเป็นคนจัดการเองเจ้าค่ะ” ป้าซ่งยิ้มแล้วพูดต่อว่า “ฮูหยินไม่ต้องเตรียมการอะไรเป็นพิเศษ เพียงแค่ขึ้นไปทำความเคารพป้ายวิญญาณ เชิญนักบวชเต๋าและพระภิกษุสงฆ์มาทำพิธี เพียงแค่หนึ่งเดือนหลังจากไว้อาลัย คุณชายน้อยกับคุณหนูต้องเปลี่ยนชุด ฮูหยินต้องเตรียมชุดใหม่ไว้ให้คุณชายน้อยกับคุณหนูเจ้าค่ะ”

“เรื่องเสื้อผ้าข้าให้โรงเย็บปักทำไว้นานแล้ว” สืออีเหนียงพูดต่อว่า “ป้าซ่งเพียงแค่ไปถามคนที่ส่วนรายงานดูว่าทางนั้นมีข้อบังคับอะไรหรือไม่ ทางฝั่งพวกเราจะได้ทำตาม”

ป้าซ่งยิ้มพลางตอบรับ

สวีซื่ออวี้กับจุนเกอมาคารวะสืออีเหนียงหลังเลิกเรียน สะใภ้หนานหย่งอุ้มสวีซื่อเจี้ยเข้ามา ตามมาด้วยเจินเจี่ยเอ๋อร์

สืออีเหนียงให้เด็กๆ อยู่ทานข้าว

สวีซื่ออวี้มีความสุขุมและสุภาพเช่นเคย สวีซื่อเจี้ยก็ยังคงทานอย่างตะกละตะกลามเช่นเคย จุนเกอกับเจินเจี่ยเอ๋อร์ คนหนึ่งก้มหน้าถอนหายใจ อีกคนหนึ่งยิ้มพลางมองสืออีเหนียง หลังจากทานข้าวเสร็จก็ส่งสวีซื่อเจี้ยให้จุนเกอเป็นคนดูแล “เจ้าพาเขาไปเตะลูกขนไก่ ข้ามีเรื่องจะคุยกับท่านแม่”

สวีซื่ออวี้ได้ยินเช่นนั้นก็ลุกขึ้นกล่าวลา

จุนเกอจูงมือสวีซื่อเจี้ยไปที่ลานพลางบ่นพึมพำว่า “ท่านย่าบอกว่า หลังทานข้าวต้องนั่งพักก่อนสักประเดี๋ยวถึงจะเตะลูกขนไก่ได้”

เสียดายที่เจินเจี่ยเอ๋อร์กับสืออีเหนียงไปคุยกันอยู่จึงไม่ได้ยินว่าเขาพูดอะไร

Prev
Next

Comments for chapter "ตอนที่ 296 สหายเก่า(ต้น)"

MANGA DISCUSSION

ใส่ความเห็น

You must Register or Login to post a comment.

ฺBrowniee

YOU MAY ALSO LIKE

xfs
ยอดเซียนหญิงทำนายชะตา
2023-07-07
brownieemDAKK
ทะลุมิติพลิกชะตากับครอบครัวคลั่งรักยุค 70
2026-05-19
book-1623087047
ผมได้สืบทอดมรดกร้อยพันล้าน
2022-08-21
62453e48m0wdVboK
ทะลุมิติไปเป็นพระชายาโหดแห่งวังหลวง
2023-12-14

    © 2020 - 2023 browniee@บราวนี่ออนไลน์
    เว็บอ่านนิยาย นิยาย pdf เว็บ “browniee.online” เว็บอ่านนิยายสนุกๆ เพลิดเพลินไปกับนิยายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น นิยายวาย, นิยายจีน, นิยายรัก, แฟนตาซี, กำลังภายใน, ผจญภัย สุดยอดวิชากำลังภายใน อัพเดททุกวัน

    Sign in

    Lost your password?

    ← Back to บราวนี่ออนไลน์ นิยายอ่านฟรีทุกวัน

    Sign Up

    Register For This Site.

    Log in | Lost your password?

    ← Back to บราวนี่ออนไลน์ นิยายอ่านฟรีทุกวัน

    Lost your password?

    Please enter your username or email address. You will receive a link to create a new password via email.

    ← Back to บราวนี่ออนไลน์ นิยายอ่านฟรีทุกวัน