หมอหญิงยอดมือสังหาร - ต้นเถาเยาเยา 19
ต้นเถาเยาเยา 19
งานเลี้ยงวันนี้ เซียวจิ่งเสาเลือกสิบคนที่เขาคิดว่ามีคุณสมบัติเป็นน้องเขยของเขา ซังเจี้ยว จวินหนานเยี่ยน ฉินหล่าง จูเผิง เฉินอวิ๋นเจินเหล่านี้ต่างก็เป็นหนึ่งในนั้น เพียงมองก็รู้ว่าหวงจั่งซุนหมายความเยี่ยงไร ได้ยินมาตั้งแต่แรกว่าเยาเยาจวิ้นจู่น้อยไม่ได้มีความประสงค์อยากเลือกจวิ้นหม่า ถูกฝ่าบาทออกคำสั่งให้มาร่วม อย่างไรหวงจั่งซุนก็ห่วงใยน้องสาว หนึ่งในนี้นอกจากจวินหนานเยี่ยนที่ไม่รู้ที่มาที่ไป คนที่เหลือล้วนแต่เป็นคนคุ้นเคยของจวนรัชทายาท คนที่มีความสามารถที่สุดมีเพียงไม่กี่คนแล้ว เช่นนี้แล้วหากเยาเยาจวิ้นจู่ไม่อยากแต่งงานจริงๆ โอกาสในการควบคุมจึงมีอยู่มากแล้ว
แม้หลายคนจะไม่อาจเข้าใจความคิดของเยาเยา ทำได้เพียงตำหนิความเอาแต่ใจของจวิ้นจู่ในเชื้อพระวงศ์ แต่ใครใช้ให้นางมีอำนาจที่จะเอาแต่ใจเล่า คิดไปถึงบิดามารดาของจวิ้นจู่น้อยผู้นี้ ไม่ต้องเอ่ยไปถึงองค์รัชทายาทผู้มีใบหน้าเย็นชา พระชายารัชทายาทเองตอนนั้นก็สร้างความชอบยิ่งใหญ่ ครอบครัวเช่นนี้ บุตรสาวไม่อยากแต่งงานนับว่าเรื่องใหญ่อันใดเล่า หากไม่ใช่เพราะต้องไว้หน้าฝ่าบาท เกรงว่าองค์รัชทายาทและพระชายารัชทายาทคงขัดขวางกลับไปแล้ว
ความจริงคนเหล่านี้ก็เข้าใจผิดอยู่บ้าง แม้หนานกงมั่วและเว่ยจวินมั่วไม่รังเกียจที่จะเลี้ยงดูบุตรสาวไปอีกหลายปี แต่หากมีโอกาสก็ยินดีเลือกสามีที่เหมาะสมให้กับบุตรสาวสักคน นี่จึงเป็นเหตุผลแรกที่พวกเขารับปากต่อการเลือกจวิ้นหม่า
ฮ่องเต้ไท่ชูเห็นรายชื่อที่เซียวจิ่งเสาส่งให้ก็ไม่ได้มีท่าทีปฏิเสธ เพียงครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ก่อนจะพยักหน้าเบาๆ จากนั้นจึงประกาศกติกาการทดสอบ ทั้งหมดมีสามรอบ รอบที่หนึ่งประลองความรู้ รอบที่สองประลองวรยุทธ์ รอบที่สามเป็นองค์รัชทายาทและพระชายารัชทายาทเป็นคนออกกติกาด้วยตนเอง ส่วนองค์รัชทายาทและพระชายารัชทายาทจะมีกติกาอย่างไรนั้น คนแก่อย่างเขาไม่คิดสนใจ
สำหรับคนที่ถูกเซียวจิ่งเสาคัดออกก็ไม่ต้องรีบออกจากวัง ถือเสียว่าเข้าวังมาร่วมงานเลี้ยง ชมความสนุกสนานก็พอ
เมื่อรับสั่งของฮ่องเต้ออกมา คนที่พลาดการคัดเลือกมีทั้งเสียดายบางคนไม่ยอม มีทั้งลอบดีใจ ลอบมององค์รัชทายาทและพระชายารัชทายาทที่เดินตามฮ่องเต้ไท่ชูเข้ามา พยักหน้าอยู่ในใจ พ่อตาแม่ยายเช่นนี้ พวกเขารับไม่ไหวจริงๆ ใครคนที่เก่งกว่ามารับไปเถิด
หนานกงมั่วและเว่ยจวินมั่วนั่งถัดลงมาจากฮ่องเต้ไท่ชู หนานกงมั่วยิ้มแล้วหันไปกวักมือเรียกเยาเยาที่แอบดูอยู่ไม่ไกล เยาเยาเองก็ไม่เขินอาย แม้เป็นการเลือกจวิ้นหม่าให้นาง แต่เยาเยาจวิ้นจู่น้อยไม่รู้ว่าสิ่งใดที่เรียกว่าเขินและอาย เห็นว่ามารดาเรียกตนจึงเดินเข้าไปหาอย่างเปิดเผย นั่งลงด้านข้างหนานกงมั่ว “ท่านแม่”
หนานกงมั่วยื่นมือไปบีบจมูกเล็กของนาง เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ไปหลบมุมอยู่ที่นั่นทำไมหรือ”
เยาเยาเหลือบมองไปยังจวินหนานเยี่ยนที่อยู่ท่ามกลางผู้คนอย่างอดไม่ได้ ขมวดคิ้วยุ่งยากอยู่ในใจ หนานกงมั่วเลิกคิ้วราวกับคิดอันใดบางอย่าง เอ่ยเสียงเบา “เขินอายแล้วหรือ”
เยาเยาหันขวับมามองนาง รีบเปลี่ยนเรื่อง “ไยท่านแม่จึงไม่พาเหมิงเหมิงเข้าวังมาด้วยเจ้าคะ”
หนานกงมั่วส่ายศีรษะ “เหมิงเหมิงไม่ใช่เด็กอย่างเจ้าที่ชอบวิ่งวุ่นไปทั่ว อยู่กับเสด็จย่าฉังผิง”
เยาเยาไหวไหล่ออดอ้อนหนานกงมั่ว
หนานกงมั่วยิ้ม เอ่ยถามเสียงเบา “ทำไมหรือ เมื่อครู่…คุณชายจวินเอ่ยอันใดกับเจ้าหรือ”
เยาเยามองออกไปยังจุดที่ไม่ไกลด้วยความตกใจ ฮ่องเต้ไท่ชูประกาศรายชื่อผู้ผ่านการทดสอบในรอบที่หนึ่งแล้ว เด็กหนุ่มทั้งสิบคนได้มายืนอยู่ตรงหน้าตามตำแหน่งโต๊ะที่ถูกจัดเตรียมรอพวกเขาตั้งแต่ก่อนหน้านี้ เยาเยาอยากไปดูจวินหนานเยี่ยน ทว่าไม่คิดว่าจะสบเข้ากับดวงตาของซังเจี้ยว เยาเยาชะงักอย่างอดไม่ได้ เนิ่นนานไม่อาจมีสติ
แม้จะเห็นซังเจี้ยวในงานเลี้ยงเลือกจวิ้นหม่าวันนี้ แต่เยาเยาไม่ได้คิดอันใดมาก แต่ยามนี้เห็นซังเจี้ยวนั่งอยู่ตรงนั้นจึงพบว่าพี่อาเจี้ยวก็เข้าร่วมเป็นหนึ่งในการคัดเลือกแล้ว อดกล่าวโทษพี่ชายอยู่ในใจไม่ได้ เมื่อครู่เตะพี่อาเจี้ยวออกไปก็ไม่เป็นไรแล้ว ยามนี้ยังให้เขาที่เป็นจ้วงหยวนมานั่งอยู่ท่ามกลางเด็กหนุ่มร่วมแข่งขันด้วยกัน กระอักกระอ่วนเป็นที่สุด เพียงแต่…หากพี่อาเจี้ยวถูกคัดออกตั้งแต่รอบแรกก็จะยิ่งเสียหน้าน่ะสิ ก็ราวกับพี่อาเจี้ยวสู้คนเหล่านั้นไม่ได้
“มองสิ่งใดหรือ” ข้างหูมีเสียงหนานกงมั่วดังขึ้น
เยาเยากวาดตามอง เอ่ย “ปะ…เปล่าเจ้าค่ะ พี่อาเจี้ยว…”
หนานกงมั่วเอ่ย “ที่แท้ก็มองอาเจี้ยว ข้านึกว่าเจ้ากำลังมองคุณชายจวินเสียอีก”
เยาเยาหดลำคอ มองไปทางจวินหนานเยี่ยน จวินหนานเยี่ยนกำลังจับพู่กันก้มหน้าก้มตาขีดเขียน แม้จวินหนานเยี่ยนจะเป็นจอมยุทธ์ แต่ไม่ใช่จอมยุทธ์ที่ไม่รู้หนังสือ บางทีอาจเป็นเพราะภรรยาเกิดในตระกูลปัญญาชน แม้ความสัมพันธ์สามีภรรยาจะจืดจางแต่จวินฉิงเทียนก็ยังอบรมสั่งสอนตำราให้กับบุตรชาย น่าเสียดายแม้จะเป็นเช่นนี้ก็ไม่อาจได้ใจภรรยา เพราะเหตุนี้ แม้ว่าการเรียนของจวินหนานเยี่ยนจะไม่สู้ซังเจี้ยว ฉินหล่างที่มีครอบครัวเป็นต้นกำเนิดการศึกษา แต่ก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าคนที่ร่วมประลองคนอื่นๆ
เยาเยาเอ่ยอย่างประหลาดใจ “ท่านแม่ ท่านยอมให้พี่อาเจี้ยวเข้าร่วมกันประลองครั้งนี้ได้อย่างไร…”
หนานกงมั่วเอ่ย “ข้าพึงพอใจให้อาเจี้ยวเป็นลูกเขยข้า มีปัญหาอันใดหรือ”
เยาเยาพองแก้มสองข้าง เอ่ยอย่างเศร้าสร้อย “แต่ว่า…พี่อาเจี้ยวเป็นพี่ชายของข้า…”
“เป็นพี่ชายเจ้าหรือ” หนานกงมั่วเลิกคิ้ว เอ่ยกลั้วเสียงหัวเราะมองบุตรี “อย่าคิดมาก เจ้านึกว่าข้าจะเลือกให้เจ้าหรือ อีกไม่กี่ปีเหมิงเหมิงก็โตแล้ว”
“อะไรนะเจ้าคะ ไม่ได้” เยาเยาตกใจ
หนานกงมั่วคล้ายจะยิ้มทว่าไม่ยิ้มมองนาง “ไยจึงไม่ได้แล้วเล่า”
เยาเยาเอ่ย “เหมิงเหมิงยังเด็กอยู่เลย พี่อาเจี้ยวเป็นผู้ใหญ่แล้ว รอเหมิงเหมิงโต พี่อาเจี้ยวจะไม่แก่แล้วหรือ” หนานกงมั่วเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจ “อย่างไรข้ามองว่าต่อไปอาเจี้ยวก็คงตัวคนเดียว เกิดเหมิงเหมิงโตแล้วจะชอบคนที่อายุมากกว่านางเล่า”
“อู๋สยา…” เว่ยจวินมั่วที่อยู่ด้านข้างทนฟังต่อไปไม่ไหว ทำได้เพียงเอ่ยขัดอย่างจนใจ เอาอนาคตของบุตรสาวมาพูดเล่นได้เยี่ยงไร เหมิงเหมิงยังเล็กเพียงนั้น แม้รู้ว่าอู๋สยาล้อเล่น แม้รู้สึกว่าซังเจี้ยวไม่เลว แต่ว่า…คู่กับเหมิงเหมิงคงยอมไม่ได้อย่างแน่นอน บิดาคนใดก็คงยอมไม่ได้ที่จะมีบุตรเขยที่อายุห่างกันเพียงนี้
“พวกเจ้าสองแม่ลูกคุยอันใดกันถึงได้ดีใจเพียงนี้” ฮ่องเต้ไท่ชูนั่งอยู่ไกลเล็กน้อย ไม่ได้ยินสิ่งที่ทั้งสองพูดคุยกัน เพียงเอ่ยถามด้วยความสงสัย
เยาเยากอดแขนหนานกงมั่วเอ่ยตอบฮ่องเต้ไท่ชูด้วยรอยยิ้ม “เสด็จปู่ ท่านแม่บอกว่าเหมิงเหมิงอยู่บ้านจึงเป็นห่วงเล็กน้อย น่าจะพาเข้าวังมาเล่นด้วยกันเพคะ”
“อย่างนั้นหรือ” ฮ่องเต้ไท่ชูเลิกคิ้ว สถานการณ์เช่นนี้สองคนนี้จะเอ่ยถึงเหมิงเหมิงหรือ
“ใช่เพคะ” ดวงตาโตของเยาเยาเต็มไปด้วยความจริงใจ พวกนางกำลังเอ่ยถึงเหมิงเหมิงจริงๆ นี่นา
เซียวจิ่งเสาที่อยู่ตรงข้ามเลิกคิ้วมองน้องสาว เอ่ยปากคุยกับฮ่องเต้ไท่ชูก่อน ฮ่องเต้ไท่ชูถูกเขาดึงความสนใจไปจึงได้เปลี่ยนเรื่องไปคุยกับหวงจั่งซุนแล้ว
เยาเยาจับแขนหนานกงมั่ว น้ำเสียงเบากัดฟันเอ่ย “ท่านแม่ ไม่ได้นะเจ้าคะ”
หนานกงมั่วยิ้มบางเอ่ย “ยุ่งเรื่องคนอื่น”
“…” เยาเยาไม่ยอม มองไปรอบๆ กดเสียงเบาลง “อย่างไรก็ไม่ได้เจ้าค่ะ”
หนานกงมั่วเลิกคิ้ว เอ่ยอย่างไม่ใส่ใจ “ก็ได้ อย่างไรเหมิงเหมิงก็ยังเล็ก ให้อาเจี้ยวรอนานก็คงไม่ยุติธรรม เดี๋ยวข้าค่อยไปหาสตรีดีๆ ให้อาเจี้ยวสักคน เจ้าว่าเสียวหย่าเป็นอย่างไร”
“…”
หลังจากนั้น เยาเยาเหม่อลอยจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวตลอด หนานกงมั่วเองก็ไม่รบกวนนาง ปล่อยความคิดของนางให้ล่องลอย ตนหันไปคุยกับเว่ยจวินมั่ว
เว่ยจวินมั่วเห็นบุตรสาวที่ดูเหม่อลอย ขมวดคิ้วด้วยความกังวลเล็กน้อย เอ่ยเสียงเบา “ไม่ต้องเป็นเยี่ยงนี้ ไม่ว่าเยาเยาจะเป็นอย่างไรพวกเราก็ปกป้องนางได้มิใช่หรือ” หนานกงมั่วเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจ เอ่ย “พวกเราปกป้องเด็กคนนี้ดีเกินไปจึงทำให้นางโง่เขลาเพียงนี้ แต่ชีวิตของนางพวกเราไม่อาจอยู่กับนางไปตลอดได้ นางเหลวไหลเพียงนี้ หลังจากนี้ต่อให้ชีวิตนางราบรื่นก็ยากที่จะไม่เกิดความเสียดาย”
เว่ยจวินมั่วยิ้มบาง เอ่ย “อู๋สยาโทษข้าที่ปกป้องนางเกินไป ผู้คนอยู่บนโลกใครบ้างไม่มีความเสียดาย เจ้าเองก็ทำใจไม่ได้มิใช่หรือ”
หนานกงมั่วเอ่ย “ไม่ใช่ข้าทำใจไม่ได้กับนาง ข้าทำใจไม่ได้กับอาเจี้ยว เด็กคนนั้น…” หนานกงมั่วส่ายศีรษะ ไม่เอ่ยสิ่งใดอีก
“เยาเยาเทียบกับเด็กอายุเท่ากันแล้ว ยังไร้เดียงสาเกินไปสักหน่อย ให้นางได้เข้าใจบ้างก็เป็นเรื่องที่ดี”
การประลองรอบแรกใช้เวลาไปไม่น้อย สุดท้ายคะแนนถูกสรุปโดยอาจารย์จากสำนักศึกษาฮั่นหลินจากนั้นส่งให้ฮ่องเต้ไท่ชูได้ทอดพระเนตร หากเป็นฮ่องเต้ทั่วไปใช้อาวุธในทางส่วนตัว เกรงว่าเหล่าขุนนางต่อให้ไม่ขัดแย้งรุนแรงก็ต้องถูกประณาม แต่ฮ่องเต้ไท่ชูน่าเกรงขาม เว่ยจวินมั่วเองก็มีนิสัยพูดหนึ่งไม่มีสอง ไม่มีผู้ใดกล้าครหา อย่างมากก็เอ่ยเป็นการส่วนตัวว่าหย่งเล่อจวิ้นจู่ได้รับความโปรดปรานก็เท่านั้น
คะแนนการประลองความรู้ยังต้องใช้เวลาถึงจะแจ้งออกมาได้ ฮ่องเต้ไท่ชูประกาศเริ่มการประลองวรยุทธ์ เสียงแหลมของขันทีถ่ายทอดรับสั่งเพิ่งจบลง ฉินหล่างพลันหัวเราะเอ่ย “กระหม่อมยอมแพ้”
พลันถูกจูเผิงและเฉินอวิ๋นเจินจ้องเขม็งทันที แต่ฉินหล่างสามารถยอมแพ้ได้ จูเผิงและเฉินอวิ๋นเจินกลับไม่อาจทำได้ ฉินหล่างร่ำเรียนตำรา แม้จะรู้หมัดมวยบ้างเล็กน้อยแต่ก็รู้เพียงเท่านั้น แต่จูเผิงและเฉินอวิ๋นเจินกลับมาจากครอบครัวขุนพล หากพวกเขากล้ายอมแพ้ ต่อให้ฝ่าบาทไม่โกรธกลับไปคงถูกโบยสามเดือนคงไม่อาจลุกขึ้นมาได้
เมื่อสบเข้ากับดวงตาอาฆาตของสหายรัก ฉินหล่างกลับยังคงนิ่งสนิท กระทั่งยังมีอารมณ์ส่งยิ้มให้กับคนทั้งสองก้าวถอยหลังสองก้าวอย่างองอาจแสดงออกมาว่าเขาจะไม่เข้าร่วมการประลองวรยุทธ์
ฮ่องเต้ไท่ชูที่เห็นภาพนั้นก็ไม่โกรธ เพียงเลิกคิ้วเล็กน้อย เอ่ย “เจ้าเด็กตระกูลฉิน น่าเสียดายแล้ว”
หนานกงมั่วยิ้มเอ่ย “ที่แท้เสด็จพ่อชอบฉินหล่างหรือเพคะ”
ฮ่องเต้ไท่ชูเอ่ย “ชาติตระกูลรูปลักษณ์ล้วนคู่ควรกับเยาเยา เพียงแต่…ฝีมือด้อยไปสักหน่อย” หากเป็นลูกหลานเชื้อพระวงศ์คนอื่นคงไม่เป็นไร แต่เยาเยาเป็นยอดฝีมือผู้หนึ่ง หากมีสามีอ่อนแอ ฮ่องเต้ไท่ชูรู้สึกว่าไม่ยุติธรรมต่อหลานสาวของตนแล้ว เดิมทีหากเยาเยารู้สึกชอบพอฉินหล่างฮ่องเต้ไท่ชูก็มองว่าไม่เป็นไร แต่ในเมื่อเยาเยาไม่มีความคิดนั้น เช่นนั้นก็ช่างเถิด
หนานกงมั่วเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ตระกูลฉินเป็นตระกูลปัญญาชน ร่ำเรียนวรยุทธ์ก็จริงทว่าไม่ได้เชี่ยวชาญ”
“ข้าได้ยินมาว่าความสัมพันธ์ของเยาเยาและฉินหล่างไม่เลวมิใช่หรือ” ฮ่องเต้ไท่ชูเอ่ย
เยาเยาเผยรอยยิ้มไร้เดียงสาส่งให้ฮ่องเต้ไท่ชู นางกับฉิงหล่างเป็นพี่น้องอะพี่น้อง แต่งกับพี่น้องของตน ยังอยากอยู่ดีกันหรือไม่
เมื่อเทียบกับการประลองความรู้ที่ไม่มีสิ่งใดให้ได้มอง การประลองวรยุทธ์น่าสนใจกว่ามาก เหล่าลูกหลานขุนนางที่เดิมทีนั่งเบื่อหน่ายค่อยๆ มีชีวิตชีวาขึ้นมา เยาเยาที่กำลังเหม่อลอยเองก็รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมา
หนานกงมั่วสะกิดไหล่บุตรสาว เอ่ยถาม “ลูกรัก เจ้าหวังให้ผู้ใดชนะ”
เยาเยาขมวดคิ้วแน่น เนิ่นนานก่อนจะตอบ “แพ้ทั้งหมดมิได้หรือ”
หนานกงมั่วยักไหล่ เอ่ย “ถามท่านพ่อเจ้า”
“ท่านพ่อ” เยาเยาเอ่ยเรียบเสียงหวาน
เว่ยจวินมั่วยื่นมือมาลูบศีรษะเล็กของบุตรสาว เอ่ยเสียงเบา “ไม่ต้องกังวล”
เยาเยากะพริบตา พลันเข้าใจทันใด “ท่านพ่อดีที่สุดเลย”
หนานกงมั่วคล้ายจะยิ้มทว่าไม่ยิ้ม มองไปยังนาง “ท่านพ่อดีที่สุดเลยอย่างนั้นหรือ”
เยาเยารีบหลบด้านหลังเว่ยจวินมั่ว “ก็เพราะท่านพ่อดีที่สุดแล้ว”
เว่ยจวินมั่วยิ้มบาง ยื่นมือมาจับมือของหนานกงมั่วที่ยื่นมาตีเยาเยา เอ่ย “อู๋สยาหึงหรือ”
หนานกงมั่วกลอกตา “ข้าไม่หึงเจ้าเด็กตาขาวนี่หรอก”
เยาเยาขยับเข้าไปกอดแขนหนานกงมั่ว เอ่ยเอาอกเอาใจ “ท่านแม่ก็ดีที่สุดเลย”
หนานกงมั่วถอนหายใจออกมาอย่างจนใจ เอ่ย “เด็กน้อย แม้ว่าข้ากับท่านพ่อของเจ้าจะเป็นด่านสุดท้าย แต่เจ้าเป็นเช่นนี้ก็ไม่ถูก”
เยาเยาไม่เข้าใจ “ทำไมหรือเจ้าคะ”
หนานกงมั่วเอ่ย “ข้าไม่สนใจว่าเจ้าจะแต่งงานหรือไม่แต่ง จะแต่งเมื่อใด อย่างไรพวกเราก็ใช่ว่าจะเลี้ยงเจ้าไม่ได้ เพียงแต่…แม่ขอเตือนเจ้า อย่าได้มีปัญหากับความรู้สึกบ่อยนัก ระวังจะถูกใครฆ่าตายสักวัน” บุรุษที่หมายปองทว่าไม่อาจเอื้อมถึงนั้นน่ากลัว แม้บุตรของพวกเขาจะฉลาด แต่เห็นได้ชัดว่าความฉลาดทางอารมณ์นั้นต่ำต้อย
เยาเยานึกถึงสิ่งที่จวินหนานเยี่ยนเอ่ยกับนาง ในใจรู้สึกเศร้าสร้อยไม่อาจเอ่ยออกมาได้ ความรู้สึกเขินอายและกระอักกระอ่วนในตอนแรกผ่านไปแล้ว เยายาเริ่มคบคิดกับความคิดของตนเอง นางมั่นใจว่าตนเองไม่รู้สึกอันใดต่อจวินหนานเยี่ยน แต่คาดไม่ถึงว่าจวินหนานเยี่ยนจะ…หรือนางทำสิ่งใดผิดจนทำให้จวินหนานเยี่ยนเข้าใจผิดไปหรือไม่ ไม่สมเหตุสมผลนี่นา นางจะรู้สึกอันใดกับคนที่ดูเด็กกว่าตนเองได้เยี่ยงไร เอ่อ นางไม่เคยรู้สึกกับผู้ใดเลยต่างหาก
สาวน้อยกลับลืมไปแล้ว แม้ว่าตั้งแต่ต้นในสายตาของนางจวินหนานเยี่ยนเป็นเพียงเด็กคนหนึ่ง แต่จวินหนานเยี่ยนรู้ตัวเองว่าตนไม่ใช่เด็กแล้ว เด็กหนุ่มที่มีใจต่อเด็กสาวที่อ่อนกว่าตนเอง ไม่มีสิ่งใดปกติไปมากกว่านี้แล้วมิใช่หรือ