หมอหญิงยอดมือสังหาร - ตอนที่ 875 แม้แต่คนตายก็ไม่ละเว้น (2)
ตอนที่ 875 แม้แต่คนตายก็ไม่ละเว้น (2)
“เนี่ยนเอ๋อร์ เราไปนั่งพักตรงนั้นกันเถิด” หนานกงฮุยจูงมือซังเนี่ยนเอ๋อร์
ซังเนี่ยนเอ๋อร์พยักหน้าเบาๆ เอ่ยตอบรับ “เจ้าค่ะ”
เมื่อเห็นแผ่นหลังของทั้งสองกำลังเดินจากไป ราชทูตก็สบถเสียงในลำคอพลางเอ่ยขึ้นเสียงเบาว่า “คิดว่าตนเองยังเป็นคุณชายของจวนฉู่กั๋วกงหรืออย่างไรกัน”
สองสามีภรรยากำลังนั่งพักผ่อนพลางทานเสบียงอาหารที่เตรียมมา นั่งรถม้ามาครึ่งค่อนวัน หนานกงฮุยยังพอไหว แต่ซังเนี่ยนเอ๋อร์ค่อนข้างเหนื่อยล้าเป็นอย่างมาก นางพิงไหล่ของหนานกงฮุย เอ่ยเสียงเบาว่า “ท่านพี่ จะเกิดอันใดขึ้น…กับท่านพ่อของข้าหรือไม่” หนานกงฮุยลูบผมนางอย่างอ่อนโยน เอ่ยปลอบใจว่า “ใต้เท้าผ่านสมรภูมิรบมามากมาย เขาจะต้องไม่เป็นอันใดอย่างแน่นอน”
เขาเอ่ยมาเช่นนี้ก็จริง แต่ในขณะที่ซังเนี่ยนเอ๋อร์มองไม่เห็น สายตาของหนานกงฮุยเองก็แฝงไปด้วยความกังวลใจเช่นกัน ถึงแม้ว่าครั้งนี้จะได้สนทนากับเว่ยหงเฟยเพียงไม่นาน แต่ก็สามารถรับรู้ได้ว่าเว่ยหงเฟยต้องการจะกดดันพ่อตาของเขา เรื่องนี้ก็พอจะเข้าใจได้ เพราะอย่างไรพ่อตาของเขาก็ประจำการอยู่ในเมืองเอ้อโจวมานานพอสมควร แต่เรื่องชื่อเสียงบารมีนั้นไม่ใช่เพียงถือตราอำนาจสั่งการทหารแล้วจะสามารถเทียบเคียงได้ คงจะไม่เป็นไรหากเว่ยหงเฟยเพียงคิดอยากจะตัดทอนกำลังของพ่อตาเพื่อลดผลกระทบที่อาจทำให้เขาอ่อนแอ แต่หากเพราะ…เว่ยหงเฟยไม่พอใจพ่อตาแล้วถึงขั้น…เช่นนั้นก็แย่แล้ว
หนานกงฮุยครุ่นคิดอยู่นานแล้วส่ายหน้าเบาๆ ด้วยความจนใจ ยามนี้เขาไม่มีแม้กระทั่งความอิสระ คิดมากไปก็เปล่าประโยชน์ พ่อตาเป็นถึงแม่ทัพเก่าแก่ในกองทัพทหาร คงจะมีความละเอียดรอบคอบมากกว่าเขากระมัง
“คุณชายหนานกง คุณหนูซัง” สองสามีภรรยานั่งคุยกันได้ไม่กี่คำ ราชทูตตัวปัญหาก็เข้ามาหาทั้งสองอีกครั้ง ใต้หล้ามักมีคนอยู่แบบหนึ่ง คนที่เกิดมาจากตระกูลฐานะธรรมดาหรือปานกลาง ไม่มีฝีมือความรู้ความสามารถและโชคช่วยที่จะทำให้คนเหล่านี้สามารถไต่เต้าขึ้นไปถึงจุดสูงสุดได้ จึงคิดแต่อยากจะเหยียบย่ำคนที่มีฐานะบรรดาศักดิ์สูงส่งกว่าหรือคนที่มีความสามารถเก่งกาจกว่าเพื่อจะได้รู้สึกเหนือชั้นและพึงพอใจ คนเช่นนี้ยังไม่ถือว่าเป็นคนที่เลวทรามที่สุด เป็นเพียงชนชั้นผู้น้อยเท่านั้น แต่ในบางครั้งคนเหล่านี้ก็เลวทรามต่ำช้ายิ่งกว่าคนเลวเสียอีก
สีหน้าของหนานกงฮุยเรียบเฉย “ใต้เท้ามีธุระใดหรือ”
คนผู้นั้นยิ้มจนดวงตาหยีพลางเอ่ย “ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อันใด ข้าเพียงอยากแนะนำพวกท่านทั้งสองสักหน่อย ตอนนี้…ฮ่องเต้ไม่ได้ปลาบปลื้มแม่ทัพซังเท่าใดนัก ท่านทั้งสองควรจะคิดเผื่อท่านแม่ทัพบ้าง หลังจากที่ไปถึงจินหลิงแล้วก็ควรรู้ว่าจะต้องเตรียมตัวเยี่ยงไร”
ไยถึงไม่เอ่ยออกมาตรงๆ ไปเลยว่าต้องเตรียมสินบนให้เขาดีๆ
หนานกงฮุยเองก็ไม่ได้โง่เขลา คนเช่นนี้จะไปช่วยเอ่ยถึงคุณงามความดีต่อหน้าฮ่องเต้ได้เช่นไรกัน มีแต่จะฉวยโอกาสฟ้องและใส่ร้ายป้ายสีเท่านั้น ขณะเดียวกันเขาก็มั่นใจว่าเซียวเชียนเยี่ยและเหล่าบรรดาขุนนางในราชสำนักย่อมไม่รอต้อนรับตระกูลหนานกงอย่างแน่นอน เขาถึงได้เอ่ยออกมาอย่างมั่นใจเช่นนี้ มิเช่นนั้น…ซังเนี่ยนเอ๋อร์ในฐานะบุตรีอันเป็นที่รักของแม่ทัพ ถึงแม้ตอนนี้ซังหรงจะไม่เป็นที่โปรดปรานของเซียวเชียนเยี่ยแล้ว แต่ขุนนางระดับห้าเช่นเขายังบุ่มบ่ามไม่ได้เด็ดขาด
สายตาคู่นั้นสำรวจมองซังเนี่ยนเอ๋อร์อยู่ชั่วครู่ จากนั้นพลันแสยะยิ้ม เอ่ย “เครื่องประดับผมบนศีรษะของคุณหนูซังงดงามยิ่งนัก มิทราบว่าคุณหนูซังซื้อมาจากที่ใด ข้าน้อยก็อยากจะซื้อไปฝากบุตรสาวสักชิ้น”
คนผู้นี้ท่าทีก็ไม่ค่อยจะเท่าใดนักแต่รสนิยมกลับไม่เลวทีเดียว เครื่องประดับผมชิ้นนี้คือหนึ่งในสินสอดที่ตระกูลหนานกงมอบให้กับบ้านสกุลซัง ตอนนั้นหนานกงไหวยังมีชีวิตอยู่ หนานกงชวี่เป็นคนจัดธุระงานแต่งด้วยตัวเอง สินสอดที่หนานกงชวี่เป็นคนเลือกเองย่อมต้องไม่ธรรมดาอยู่แล้ว สีหน้าของหนานกงฮุยเคร่งขรึมขึ้นมาทันที ยังไม่ทันที่เขาจะได้เอ่ยปาก จู่ๆ ก็มีเสียงเย้ยหยันดังขึ้น
“นับวันผู้ใต้บังคับบัญชาของเซียวเชียนเยี่ยก็ยิ่งทะเยอทะยาน เพียงแต่ท่าทางภายนอก…ก็ยังคงดูน่าเกลียดอยู่ดี”
“ผู้ใดกัน!” ราชทูตรีบหันกลับไปดู แต่กลับไม่เห็นแม้กระทั่งเงา องครักษ์ที่คุ้มกันอยู่รอบๆ ต่างก็รีบพากันเตรียมพร้อมอาวุธเพื่อทำการเฝ้าระวังทันที ผ่านไปครู่หนึ่งก็เห็นร่างสูงโปร่งที่สวมชุดดำปรากฏตัวขึ้น คนผู้นั้นค่อยๆ เดินออกมาจากหมู่ต้นไม้อย่างช้าๆ
“เจ้าเป็นใคร” ราชทูตรีบถามขึ้นทันที
ชายชุดดำเลิกคิ้วขึ้นสูงพลางเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าที่ไม่แยแส “คนตายไม่จำเป็นต้องรู้มาก”
“อะ…อันใดนะ” ราชทูตผู้นั้นอึ้งไปชั่วครู่ จากนั้นก็กวาดสายตามองเหล่าบรรดาองครักษ์ที่ยืนอยู่รอบๆ ตัวเขา แล้วจึงค่อยหันกลับไปมองชายชุดดำตัวคนเดียวที่ยืนอยู่ตรงข้ามกับเขา ไม่นานเขาก็เอ่ยอย่างยโสขึ้นมาอีกครั้ง “คนตายหรือ เจ้าหมายถึงตัวเองหรือไม่ เจ้าคนเดียวน่ะหรือ”
เดิมทีตำแหน่งของเขานั้นค่อนข้างต่ำต้อย ไม่ว่าจะเป็นในราชสำนักหรือในงานเลี้ยงของวังหลวง หากไม่มีกิจจำเป็นก็ห้ามออกไปให้ผู้คนเห็นโดยเด็ดขาด ดังนั้นเขาย่อมไม่รู้จักบุคคลตรงหน้าอยู่แล้ว แต่องครักษ์บางคนเคยเห็นหน้าคนผู้นั้นจากระยะไกลมาบ้าง เมื่อมองเห็นชัดว่าเป็นผู้ใดแล้ว จึงพากันถอยออกมาทันที เอ่ย “คุณชาย…คุณชายเว่ย”
“ว่าไงนะ” ใบหน้าของราชทูตซีดเผือดขึ้นมา รีบหันไปมองชายชุดดำที่กำลังเดินเข้ามาหาเขาอย่างช้าๆ เป็นเช่นนั้น นัยน์ตาสีม่วงเย็นยะเยือกราวกับน้ำแข็งก็ไม่ปาน “ท่าน…ท่านคือคุณชายเว่ยหรือ”
หนานกงฮุยและซังเนี่ยนเอ๋อร์เองก็อึ้งไม่แพ้กัน ทั้งสองต่างก็พากันลุกขึ้นอย่างช้าๆ “คุณชาย…คุณชายเว่ย” หนานกงฮุยรู้สึกว่าแม้จะให้เวลาทั้งชีวิต เขาก็มิอาจเรียกเว่ยจวินมั่วว่าน้องเขยได้อย่างเต็มปากเลยสักครั้ง
“คุณชายเว่ย ท่าน…ท่านมาอยู่ที่นี่ได้เช่นไร” คนที่โอหังวางมาดในตอนแรก ตอนนี้ไปหลบอยู่หลังองครักษ์แล้ว เขากล้าตะโกนเสียงดังใส่เว่ยจวินมั่วก็ต่อเมื่อหลบอยู่หลังเหล่าองครักษ์มากมายเท่านั้น แม้ว่าเขาจะไม่ได้รู้จักเว่ยจวินมั่วเป็นอย่างดี ทว่าฟังจากน้ำเสียงและวาจาของเว่ยจวินมั่วแล้วก็รับรู้ได้ในทันทีว่านิสัยใจคอเหี้ยมโหดเพียงใด ยิ่งไปกว่านั้น…เว่ยจวินมั่วก็คือผู้นำกลุ่มทหารกบฏที่โจมตีและเข้ายึดเมืองเย่ว์โจวรวมไปถึงที่อื่นๆ มิใช่หรือ
“เร็วเข้า รีบฆ่ามัน ขอเพียงนำศีรษะของมันกลับไปถวายให้ฝ่าบาท ฝ่าบาทจะต้องประทานรางวัลให้อย่างงามทีเดียว” ราชทูตรีบออกคำสั่งทันควัน
“…” เหล่าบรรดาองครักษ์ต่างก็อยากจะทุบหัวเจ้าคนสมองกลวงผู้นี้ พวกเขามีกันแค่ยี่สิบกว่าคนเท่านั้น ตามข่าวลือลับที่น่าเชื่อถือ เมื่อสองปีที่แล้วเว่ยจวินมั่วและซิงเฉิงจวิ้นจู่ได้กวาดล้างสำนักกลเจ็ดดาวไปกว่าครึ่งโดยอาศัยเพียงกำลังของทั้งสองเท่านั้น กระทั่งโค่นล้มหัวหน้าของสำนักกลเจ็ดดาวและตัดศีรษะของจินผิงอี้มาได้สำเร็จ การมาเจอกับบุคคลเช่นนี้ในสถานที่ห่างไกลและรกร้างเช่นนี้ หากสามารถมีชีวิตรอดกลับไปได้ก็ถือว่าไม่เลวแล้ว
ที่จริงแล้วจะโทษเขาก็ไม่ได้ ประการแรกเขาเป็นขุนนางไม่ใช่พลทหาร และไม่ใช่บุคคลใดๆ ในยุทธภพ ในสายตาของขุนนางข้าราชการ การที่มีข่าวลือหนาหูว่าเว่ยจวินมั่วนำศีรษะของหัวหน้าแม่ทัพออกมาจากกองทัพทหารนับหมื่นนาย ถึงแม้จะเป็นคนนิสัยใจคอเหี้ยมโหดและวรยุทธ์อยู่บ้าง แต่องครักษ์ฝีมือเก่งกาจตั้งยี่สิบกว่าคนจะสู้กับเว่ยจวินมั่วคนเดียวไม่ได้เชียวหรือ ประการที่สอง ข่าวลือเรื่องคุณงามความดีของคุณชายเว่ยที่เขาได้ยินมาตอนอยู่ในสำนักศึกษาฮั่นหลิน เรื่องที่ค่อนข้างเลื่องลือก็คือการปกครองด้านการทหาร เขาเหี้ยมโหดอำมหิต หนักแน่นเด็ดขาด และเยือกเย็นไร้ซึ่งหัวใจ ไม่ว่าจะเป็นบันทึกใดก็ไม่มีเรื่องที่ว่าคุณชายเว่ยสามารถต่อสู้กับคนนับร้อยได้ด้วยตัวคนเดียวสักหน่อย
เว่ยจวินมั่วเหลือบมองหนานกงฮุยและซังเนี่ยนเอ๋อร์ด้วยแววตานิ่งเรียบอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นจึงดึงกระบี่ซือกุยออกมาจากข้างเอว ทุกคนที่อยู่ในสถานการณ์ต่างก็รู้สึกตึงเครียดเป็นอย่างมาก เมื่อเว่ยจวินมั่วเริ่มก้าวเดินอย่างช้าๆ มีเพียงองครักษ์ส่วนน้อยที่กรูเข้าไปสู้กับเขา ที่เหลือต่างพากันวิ่งหนีไปคนละทิศละทางจนหมด
ราชทูตผู้นั้นเห็นแล้วอึ้งไป ยังไม่ทันที่จะได้ตั้งสติ เลือดขององครักษ์ที่ยืนอยู่ด้านหน้าก็พุ่งกระฉูดขึ้นกลางอากาศ กระเด็นมาโดนใบหน้าของเขาพอดิบพอดี
“อ๊าก” เสียงกรีดร้องโหยหวนดังลั่นไปทั่วทั้งป่า
หนานกงฮุยลูบจมูกเบาๆ ไม่เอ่ยอันใด มองดูบุรุษที่ประคองร่างตนไว้พร้อมกับกรีดร้องลั่นเสียยิ่งกว่าสตรี จากนั้นจึงหันไปมองภรรยาที่ยืนอยู่ด้านข้าง เขากล้าสาบานได้เลยว่าถึงแม้เนี่ยนเอ๋อร์จะต้องเผชิญกับสถานการณ์เช่นนี้ตัวคนเดียวก็ไม่มีทางกรีดร้องเสียงหลงน่าอนาถเช่นนี้อย่างแน่นอน แม้ว่าซังเนี่ยนเอ๋อร์จะอ่อนแอ แต่ความกล้าหาญนางมีมากกว่าชายผู้นี้อย่างแน่นอน อย่างน้อยซังเนี่ยนเอ๋อร์ก็เติบโตที่ด่านชายแดนกับบิดาของนาง เห็นสงครามในสมรภูมิรบมาไม่น้อย เคยกระทั่งช่วยทำแผลให้กับทหารบาดเจ็บที่โชกไปด้วยเลือดด้วยซ้ำ