หมอหญิงยอดมือสังหาร - ตอนที่ 856 นำทัพ ความแค้นของจูชูอวี้ (1)
ตอนที่ 856 นำทัพ ความแค้นของจูชูอวี้ (1)
“เช่นนั้น…จะดีหรือ” หนานกงมั่วย่อมยินดีอยู่แล้ว ทว่ากลับรู้สึกลังเล หากนางรับตัวลูกและเสด็จแม่ไปเสียแล้ว เยี่ยนอ๋องจะคิดอย่างไรกัน
เว่ยจวินมั่วเอ่ย “ไม่ต้องคิดมาก ข้าจัดการกับเสด็จลุงเอง”
หนานกงมั่วถอนหายใจอีกครั้ง ไหวไหล่พลางยิ้ม “เช่นนั้นคงต้องรบกวนคุณชายเว่ยแล้ว” แม้ว่านางจะกังวลทางด้านเยี่ยนอ๋อง แต่ก็คิดถึงลูกน้อยทั้งสองมากกว่า ดังนั้น..เรื่องยุ่งยากก็ให้เขาไปจัดการเถิด
รอยยิ้มจางๆ ปรากฏเหนือริมฝีปากของเว่ยจวินมั่ว “อู๋สยาวางใจได้”
“จวิ้นจู่ คุณชาย ถึงเวลาอาหารเย็นแล้ว” หลิ่วหันที่ยืนอยู่ข้างนอกรายงานเสียงดังฟังชัด “คุณชายเจี้ยวกำลังรอท่านสองคนอยู่ที่ห้องโถงใหญ่เจ้าค่ะ”
หนานกงมั่วรู้สึกละอายใจเล็กน้อย เพิ่งจะนึกขึ้นมาได้ว่าเว่ยจวินมั่วกลับมานานเพียงนี้แล้ว แต่นางเองยังไม่ได้แนะนำลูกศิษย์ให้เขารู้จักเลย
เว่ยจวินมั่วดึงนางลุกขึ้น “ไปเถิด ศิษย์ของเจ้าดูไม่เลว”
หนานกงมั่วได้ยินเช่นนั้นแล้วก็อดยิ้มออกมาไม่ได้ “ท่านได้พบแล้วหรือ ข้าคิดว่าเขาเป็นเด็กดีคนหนึ่งเลย”
เว่ยจวินมั่วเอ่ย “ดูแล้วคงมีพรสวรรค์พอๆ กันกับเจ้า”
“…” จะบอกว่าไม่ดีเท่าท่านเช่นนั้นหรือ
เมืองจินหลิง วังหลวง
เว่ยหงเฟยคุกเข่าอยู่กับพื้นอันเย็นเยียบในห้องทรงพระอักษรเนื้อตัวสั่นเทา ไม่กล้าเอ่ยอันใดออกมาสักคำ โจวเซียง หันหมิ่น และคนอื่นที่อยู่ใกล้ๆ ต่างมองเขาอย่างเย็นชา ไม่มีท่าทีจะอยากขอความเมตตาแทนเขาเลยสักนิด รูปลักษณ์ของหันหมิ่นดูแก่ชราลงกว่าแต่ก่อนเป็นสิบปี อันที่จริงหันหมิ่นนั้นอายุน้อยกว่าโจวเซียงเล็กน้อย ทว่าตอนนี้โจวเซียงกลับดูหนุ่มกว่าหันหมิ่นอยู่หลายปีทีเดียว เขามีผมหงอกขาวเต็มศีรษะ รูปร่างผ่ายผอม มีเพียงประกายแห่งความเกลียดชังที่ฉายออกมาจากนัยน์ตาชราขุ่นมัวคู่นั้น
บุตรชายของตน…ทำเรื่องอื้อฉาวขึ้นที่อานเซี่ย พอเขาถูกส่งตัวกลับกองทัพได้ไม่นานก็ตาย พวกเขายังไม่ทันแม้แต่จะได้พบหน้ากันเป็นครั้งสุดท้าย ครึ่งแรกของชีวิตของหันหมิ่นนั้นลำบากเนื่องจากการกดขี่ของฮ่องเต้ผู้ล่วงลับ ไม่ง่ายเลยที่จะมีตำแหน่งราชการระดับสูงและเงินเดือนเบี้ยหวัดมากมายอย่างเช่นยามนี้ แต่กลับต้องกลายเป็นชายชราที่ส่งบุตรชายจากไปก่อนวัยอันควร จะไม่ให้รู้สึกโกรธแค้นเสียใจได้หรือ แต่ต่อให้จะรู้สึกโกรธแค้นเสียใจเพียงใดก็ทำสิ่งใดไม่ได้ จากการสืบสวนพบว่าคนที่ทำให้บุตรชายของตนต้องตายก็คือหนิงอ๋องแห่งสีโจว ตอนนี้ราชสำนักเองก็ไม่สามารถแสดงความไม่พอใจต่อหนิงอ๋องได้ ดังนั้นตนจึงได้แต่ต้องอดทนอดกลั้น ในเวลาเดียวกันก็รู้สึกเคียดแค้นหนานกงมั่วและเว่ยจวินมั่ว หากมิใช่เพราะพวกเขาทั้งสองแล้ว อานเอ๋อร์จะต้องไปไกลถึงอานเซี่ยหรือ แล้วจะไปสร้างความแค้นกับหนิงอ๋องผู้นั้นได้เยี่ยงไร
เว่ยหงเฟยคุกเข่าอย่างนอบน้อม ภายในใจเต็มไปด้วยความขมขื่น ตอนที่เขากลับมาจากสีโจวก็ถูกฮ่องเต้ตำหนิอย่างรุนแรงต่อหน้าขุนนางใหญ่มากมายไปแล้วครั้งหนึ่ง ฝ่าบาทเอ่ยตรงๆ ว่าเขาทำการใดก็ไม่สำเร็จทำให้เขาต้องอับอายจนไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน หลายวันมานี้จึงแทบไม่กล้าออกไปที่ใดเลย นึกไม่ถึงว่ายังไม่พ้นภัยพิบัติ ถูกฮ่องเต้เรียกตัวเข้าวังหลวงตั้งแต่เช้าตรู่ ต้องคุกเข่าตั้งแต่ยามนั้นจนถึงยามนี้ก็ยังไม่มีคำสั่งให้ลุก ระยะนี้เขาไม่ได้ออกไปไหนเลย ดังนั้นจึงนึกไม่ออกว่าฝ่าบาทโมโหเพียงนี้ด้วยเรื่องอันใดกันแน่
ไม่รู้ว่าคุกเข่าไปนานเพียงใดกว่าเขาจะได้ยินเซียวเชียนเยี่ยแค่นเสียงเบาๆ “ลุกขึ้น”
เว่ยหงเฟยลอบถอนหายใจก่อนจะรีบเอ่ยขอบคุณ “ขอบพระทัยฝ่าบาท”
เซียวเชียนเยี่ยใช่ว่าจะว่างจนไม่มีอันใดทำจึงเรียกตัวเว่ยหงเฟยเข้าวังมาคุกเข่าลงโทษ ด้วยเหตุนั้นเว่ยหงเฟยยังไม่ทันจะลุกขึ้นก็ได้ยินน้ำเสียงเย็นชาของเซียวเชียนเยี่ยดังขึ้น “ตอนที่จิ้งเจียงจวิ้นอ๋องกลับมาก่อนหน้านี้ได้บอกว่า หนิงอ๋องไม่ได้มีความคิดจะเข้ากับทางเยี่ยนอ๋องมิใช่หรือ” เว่ยหงเฟยชะงักไปเล็กน้อย เขาดึงสติกลับมา “พ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท นิสัยของหนิงอ๋องนั้นรับมือได้ยาก อีกอย่างเขาดูไม่ค่อยพอใจต่อเว่ยจวินมั่วนัก ดังนั้นกระหม่อมก็เลยคิดว่า…”
เสียงแหวกอากาศดังขึ้น ฎีกาเล่มเล็กเล่มหนึ่งตกกระทบลงบนตัวเขา เซียวเชียนเยี่ยเอ่ยหยันเสียงเย็น “เจ้าคิดว่าเช่นนั้นหรือ หากที่เจ้าคิดมีประโยชน์ บอกข้าหน่อยสิว่านี่มันเรื่องอันใดกัน”
เว่ยหงเฟยรีบหยิบฎีกาเล่มเล็กขึ้นมาเปิดดูทันที แข้งขาของเขาพลันอ่อนแรงลงอีกครั้ง ฎีกาเขียนไว้อย่างชัดเจนว่า…เว่ยจวินมั่วนำทัพทหารกว่าแสนนายบุกยึดเย่ว์โจวและกำลังปิดล้อมเฉินโจว และร้องขอให้ราชสำนักส่งกำลังทหารไปสนับสนุน
จบสิ้นแล้ว…
“เว่ยจวินมั่วนำกองทัพแสนกว่านายลงใต้ไปเย่ว์โจวอย่างเงียบเชียบ เจ้าลองบอกข้าสิว่าทหารแสนกว่านายนี้มาจากไหนหรือ” เซียวเชียวเยี่ยเอ่ยเสียงเย็นยะเยือก
“เรื่องนี้…กระหม่อม…กระหม่อม…” เว่ยหงเฟยพูดไม่ออก นึกไม่ถึงจริงๆ ว่าเว่ยจวินมั่วจะมาไม้นี้ เขาไม่ได้ชวนให้หนิงอ๋องนำทัพออกไปช่วยเยี่ยนอ๋องต่อต้านทัพใหญ่ของราชสำนัก และก็ไม่รู้ว่าทหารกว่าแสนนายที่เดินทัพจากสีโจวลงใต้นั้นมาจากไหน ไม่ว่ากองทัพนับแสนจะมาจากที่ใด พวกเขาย่อมไม่สามารถข้ามแขตแดนสีโจวได้หากไม่ได้รับอนุญาตจากหนิงอ๋อง ยิ่งไปกว่านั้นหากนึกถึงท่าทางสงบนิ่งไม่ไหวติงของเว่ยจวินมั่วแล้ว ส่วนที่มาของกำลังทหาร…
โจวเซียงที่ยืนอยู่ด้านข้างถอนหายใจออกมาก่อนจะลูบเคราของตน “ฝ่าบาท ดูท่าหนิงอ๋องจะไว้ใจไม่ได้เสียแล้ว”
ราวกับว่าไฟโทสะเมื่อครู่เผาผลาญเรี่ยวแรงของเซียวเชียนเยี่ยจนหมด เซียวเชียนเยี่ยทรุดตัวลงนั่งบนบัลลังก์มังกรที่อยู่ด้านหลังเขาทันทีแล้วเงยหน้าขึ้น เอ่ยว่า “อาจารย์โจวก็คิดว่า…กองทหารนับแสนของเว่ยจวินมั่วนั้นก็คือ…กองกำลังไท่หนิงงั้นหรือ”
“จะเป็นกองกำลังโยวโจวไปไม่ได้ ยามนี้เยี่ยนอ๋องคงมิอาจทำเช่นนั้นได้” โจวเซียงส่ายศีรษะ “ใต้หล้านี้นอกจากกองกำลังโยวโจวและกองกำลังไท่หนิงแล้วยังจะมีใครที่สามารถเดินทัพไปยึดเย่ว์โจวได้รวดเร็วเงียบเชียบเช่นนี้อีกหรือ นอกจากนี้หนิงอ๋องหรือจะยอมให้กองกำลังโยวโจวเดินทางผ่านดินแดนของตนเอง เขาจะไม่กลัวว่าหากยอมให้กองทัพผ่านทางไปแล้ว พวกเขาจะยอมจากไปง่ายๆ เช่นนั้นหรือ”
มือข้างหนึ่งของเซียวเชียนเยี่ยจับที่วางแขนมังกรทองบนบัลลังก์มังกรไว้แน่นพลางกัดฟันเอ่ย “ก็แปลว่า…หนิงอ๋องก็ทรยศข้าเหมือนกัน!”
โจวเซียงถอนหายใจและนิ่งเงียบ หนิงอ๋องไปเข้ากับฝั่งเยี่ยนอ๋องในเวลานี้…ทำให้สถานการณ์ของพวกเขาแย่ลงอย่างไม่ต้องสงสัย พวกผู้ปกครองเมืองที่เหลือนั้นคง…
“ขุนนางกบฏพวกนี้! เสด็จปู่เพิ่งสวรรคตไปได้ไม่นาน…พวกเขาก็ ก็กล้า…” เวลานี้เซียวเชียนเยี่ยลืมไปเสียสนิทว่าเขาเป็นคนที่ต้องการจะโค่นบรรดาเสด็จอาของเขาก่อน สำหรับชินอ๋องผู้กุมอำนาจอันยิ่งใหญ่ในมืออยู่ฝ่ายเดียวอย่างพวกเขาแล้ว การพรากอำนาจและขังพวกเขาไว้ในจินหลิงเหมือนการเลี้ยงหมูเลี้ยงหมานั้นทำให้รู้สึกย่ำแย่ยิ่งกว่าการถูกสังหารทิ้งเสียอีก ในเมื่อฮ่องเต้ที่เป็นหลานชายอย่างเขาไร้คุณธรรม ก็อย่าได้ตำหนิอาอย่างพวกเขาว่าไม่ชอบธรรม
“พวกเขาคิดว่าจะทำสำเร็จหรือ ผู้ปกครองเมืองอย่างพวกเขาไม่กี่คนคิดที่จะเป็นกบฏต่อแผ่นดินที่เสด็จปู่มอบให้ข้าหรือ” เซียวเชียนเยี่ยเย้ยหยัน ทว่าดวงตาของเขามีแววอาฆาต “ประกาศออกไปให้รู้ทั่วกันว่าเยี่ยนอ๋องและหนิงอ๋องก่อการกบฏ ถูกขับออกจากราชวงศ์…”
“ช้าก่อนฝ่าบาท” โจวเซียงรีบเอ่ยขึ้นทันที
เซียวเชียนเยี่ยหัวไปมองอาจารย์ที่ตนเองเคารพมาตลอด “ท่านอาจารย์โจวมีสิ่งใดจะพูดหรือ”
โจวเซียงเอ่ย “กองทหารของเว่ยจวินมั่วมีที่มาอย่างไรนั้นยังต้องได้รับการตรวจสอบ แต่หากฝ่าบาท…ออกพราชโองการออกไปเช่นนั้นเมื่อใด ต่อให้หนิงอ๋องไม่ได้อยู่ฝั่งเดียวกับเยี่ยนอ๋องก็ต้องเปลี่ยนเป็นคนของเยี่ยนอ๋องแล้ว”
ดวงตาของเซียวเชียนเยี่ยแดงก่ำ “อาจารย์ยังมีความหวังในตัวพวกเขาอยู่อีกหรือ หนิงอ๋องไม่สนใจราชโองการของข้า กระทั่งทำเป็นไม่เห็น แต่พริบตาเดียวก็ให้เว่ยจวินมั่วนำกองทหารนับแสนบุกไปยึดเย่ว์โจว! หากเขาไม่ได้สมรู้ร่วมคิดกับเยี่ยนอ๋องแล้วจะเป็นอันใดไปได้หรือ”
โจวเซียงสั่นศีรษะ “ในเมื่อเป็นเช่นนั้น แล้วไยหนิงอ๋องถึงไม่นำทัพไปช่วยเยี่ยนอ๋องอย่างโจ่งแจ้งไปเลยเล่าพ่ะย่ะค่ะ”
เซียวเชียนเยี่ยชะงักไปเล็กน้อย “นั่น…อาจเป็นเพราะเขากลัวว่าจะถูกใต้หล้าก่นด่าหรือไม่”