หมอหญิงยอดมือสังหาร - ตอนที่ 818 หนิงอ๋อง (1)
ตอนที่ 818 หนิงอ๋อง (1)
อย่างไรก็ตาม รองเจ้ากรมฝ่ายการทหารขุนนางขั้นสามหันอิงอาน เสียชีวิตโดยฉับพลัน อายุสามสิบเอ็ดปี สาเหตุ อาการป่วยกำเริบส่งผลให้บาดเจ็บสาหัสไม่อาจรักษาให้หายได้
สาเหตุที่แท้จริง เคราะห์ร้ายเพราะปาก
จุดจบที่น่าอนาถของหันอิงอานมีไม่กี่คนที่รู้เรื่องนี้ ยามนี้คาดว่ายังไม่มีใครสังเกตได้ เหล่าหนานกงมั่วเองก็ไม่คิดสนใจคนที่เจอกันเพียงไม่กี่ครั้ง อีกทั้งยังเป็นบุคคลที่ไม่ได้เป็นที่ชื่นชอบนัก ดังนั้น หลังจากพักที่เมืองอานเซี่ยสองวันก็ออกเดินทางสู่สีโจวต่อไป
เมื่อเทียบกับโยวโจวที่มีสงครามการต่อสู้ สีโจวกลับดูสงบสุขมากทีเดียว ผู้คนราวกับไม่ได้รับผลกระทบจากสงครามจากเมืองเพื่อนบ้าน แน่นอนว่านี่เป็นเพียงการเริ่มต้นของสงครามเท่านั้น เพียงสงครามเริ่มขึ้นจริงจังแล้วสีโจวที่อยู่ใกล้โยวโจวจะต้องได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน เหล่าหนานกงมั่วเดินทางมาถึงเมืองสีโจวแล้วขอเข้าพบหนิงอ๋อง ครั้งแรกก็ถูกปิดประตูไม่รับแขกเสียแล้ว ยืนอยู่หน้าจวนหนิงอ๋อง หนานกงมั่วทำได้เพียงยักไหล่ให้เว่ยจวินมั่ว ยิ้มขมขื่น เอ่ย “การต้อนรับเช่นนี้ คุณชายเว่ยคงจะคาดการณ์มาก่อนแล้วหรือไม่”
เพียงเห็นฝีมือของเซี่ยสือชีที่จัดการกับหันอิงอานก็รู้แล้วว่าเขามิใช่คนจิตใจกว้างขวางแต่อย่างใด ทำให้เขาไม่พอใจ แน่นอนว่าอย่าได้หวังจะได้มารยาทที่ดีจากเขากลับมา
คุณชายเว่ยกลับไม่ใส่ใจ เอ่ย “ไม่ต้องรีบ ไป เมื่อไม่อยู่เราก็กลับไปพักที่โรงเตี๊ยมกันเถิด สีโจวมีสถานที่คุ้มค่าให้เยี่ยมชมอยู่ไม่น้อย”
หนานกงมั่วกุมขมับ “พวกเราไม่ได้มาเที่ยวเล่นนะ” นางนึกว่านางไม่เอาการเอางานแล้ว ไม่คิดว่าคุณชายท่านนี้จะเป็นหนักยิ่งกว่า หรือว่าเขาลืมแล้วว่าเยี่ยนอ๋องกำลังรอฟังข่าวอยู่
เว่ยจวินมั่วจูงมือนางกลับไป พร้อมเอ่ย “ไม่มีไท่หนิงอ๋อง โยวโจวก็ไม่ได้ล่มในเร็ววัน ไม่ต้องรีบไป”
เอ่อ ดูเหมือนว่าจะมีเหตุผล ความจริงพวกเขาเพียงรับรองได้ว่าหนิงอ๋องจะไม่สมคบกับเซียวเชียนเยี่ยก็เท่านั้น ส่วนเรื่องหนิงอ๋องจะยกทัพไปช่วยหรือไม่ นั่นมิใช่เรื่องสำคัญเพียงนั้น แน่นอนหากสามารถเกลี้ยกล่อมหนิงอ๋องได้จะเป็นการดีที่สุด ดังนั้นทั้งสองที่ถูกปิดประตูไม่รับแขกจึงจูงมือกันเดินจากไป
ในจวนหนิงอ๋อง ชายหนุ่มในอาภรณ์ตำแหน่งชินอ๋องสีม่วงกำลังหลับตากึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนเก้าอี้โดยไม่สนภาพลักษณ์ ด้านข้าง มีหญิงงามในอาภรณ์สีชมพูกำลังนวดไหล่ให้เขา ห่างออกไปไม่ไกล หญิงงามโดดเด่นอีกคนกำลังนั่งบรรเลงเพลงฉิน เสียงฉินยิ่งฟังยิ่งเสนาะหู หญิงงามคิ้วสวยรับกับดวงตา การเคลื่อนไหวสง่างามอย่างลงตัว
บุรุษท่าทางราวกับผู้ดูแลจวนรีบสาวเท้าเข้ามา เอ่ยรายงาน “ท่านอ๋อง”
ชายในอาภรณ์สีม่วงก็คือหนิงอ๋อง หนึ่งในอ๋องผู้มีอำนาจที่อายุยังน้อย หนิงอ๋องลืมตาขึ้นพลางเลิกคิ้ว “ทำไมหรือ พวกเขาสองคนมีท่าทีเยี่ยงไร กำลังรออยู่หน้าประตูใช่หรือไม่ ปล่อยให้พวกเขารออยู่ก่อนสักชั่วยามสองชั่วยามค่อยว่ากัน”
“เอ่อ…” ผู้ดูแลมองหนิงอ๋องท่าทางลำบากใจ
หนิงอ๋องครุ่นคิด “เพียงแต่ ซิงเฉิงจวิ้นจู่สตรีผู้บอบบาง ทำเช่นนี้จะไม่เป็นการดีหรือไม่”
“ท่านอ๋อง…” ผู้ดูแลราวกับมีสิ่งใดอยากเอ่ย
หนิงอ๋องเอ่ย “มิสู้เชิญซิงเฉิงจวิ้นจู่เข้ามาก่อน ให้เว่ยจวินมั่วรออยู่ด้านนอกไปเถิด” เหอะ แม้ว่าเขาจะไม่คุ้นเคยกับคนแซ่เว่ยมากนัก อย่างน้อยเมื่อครั้งอยู่จินหลิงก็ต้องเคยเจอกันบ้างใช่หรือไม่ ไม่เจอกันเพียงสิบกว่าปี รูปร่างหน้าตาเปลี่ยนไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้นมิใช่หรือ ยังกล้าเสแสร้งว่าไม่รู้จักเขา ผู้น้อยยามนี้ช่างกล้านักไม่สั่งสอนคงจะไม่ได้
“ท่านอ๋อง” ผู้ดูแลเอ่ยอย่างจนปัญญา “คุณชายเว่ยและซิงเฉิงจวิ้นจู่…ไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ” ดังนั้น พวกเขาไม่ได้รอพระองค์ ท่านอ๋อง ทำตัวเรื่องมากบ่อยๆ พวกเขาที่เป็นผู้ใต้บัญชาเองก็ลำบากใจนะ
“ไปแล้วหรือ” หนิงอ๋องลุกขึ้นโดยไว หรี่ตาลง ดวงตาคมวาววับ “เว่ยจวินมั่วอยากคุยกับข้าจริงๆ หรือไม่ เชื่อหรือไม่ว่าข้าสามารถตอบรับข้อเสนอของเซียวเชียนเยี่ยได้ทันที”
ผู้ดูแลรีบเกลี้ยกล่อม “ท่านอ๋องอย่าเพิ่งโกรธไปพ่ะย่ะค่ะ เรื่องนี้…คุณชายเว่ยและซิงเฉิงจวิ้นจู่คงคิดว่าท่านอ๋องไม่อยู่จวนจริงๆ พ่ะย่ะค่ะ”
หนิงอ๋องไม่พอใจ “เจ้าคิดว่าพวกเขาจะโง่เหมือนเจ้าหรือ”
“เช่นนั้น…ให้กระหม่อมไปเชิญพวกเขากลับมาหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ” ผู้ดูแลเอ่ย
ใบหน้าหนิงอ๋องบิดเบี้ยวทันที “เชิญก็บ้า ไสหัวไป”
ผู้ดูแลถอนหายใจออกมา รีบถอยออกไป ขณะเดียวกันก็ลอบบ่นอยู่ในใจ หนิงอ๋องในสายตาผู้คนภายนอกคือชินอ๋องวีรบุรุษแห่งสงครามผู้ปกป้องเขตชายแดน แต่ใครช่วยบอกพวกเขาบ่าวไพร่ที นิสัยผิดแผกแปลกไปจากปกตินี้เกิดขึ้นมาได้อย่างไร
มองผู้ดูแลห่างออกไป หนิงอ๋องโบกมือส่งสัญญาณให้เหล่าหญิงงามออกไป นั่งโมโหอยู่เพียงผู้เดียว ทันใดนั้นสีหน้าพลันเปลี่ยน ดีดนิ้วขึ้น ชายในชุดสีเทาก็ปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าเขาอย่างเงียบเชียบ “ท่านอ๋อง”
หนิงอ๋องยิ้มตาหยี เอ่ย “คนที่เซียวเชียนเยี่ยส่งมายามนี้อยู่ที่ใด”
ชายในชุดสีเทาเอ่ยด้วยท่าทีนอบน้อม “รายงานท่านอ๋อง ยังอยู่ที่โรงเตี๊ยมสีโจวในเมือง รอท่านอ๋องเชิญเข้าพบพ่ะย่ะค่ะ”
“หึๆ” หนิงอ๋องลูบปลายคางหัวเราะออกมา “ปล่อยข่าวเรื่องเว่ยจวินมั่วและซิงเฉิงจวิ้นจู่มาให้พวกเขารับรู้” เจ้าคนแซ่เว่ย เจ้าทำให้ข้าไม่พอใจข้าก็จะทำให้เจ้าไม่อาจถือดีได้ รอดูเอาเถิด
สีโจวเป็นเมืองใหญ่ ในเมืองมีกิจการโรงเตี๊ยมมากมาย เดิมทีคนที่ต่างมาต่างไปไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะพานพบกัน แต่ว่า…ต่อให้เมืองใหญ่เพียงใด สิ่งที่ดีที่สุดก็ยังมีเพียงไม่กี่แห่ง ดังนั้นไม่จำเป็นให้หนิงอ๋องต้องวางแผนร้าย กลุ่มของหนานกงมั่วก็มายืนอยู่ตรงหน้าโรงเตี๊ยมอวิ๋นจงแล้ว
ส่วนไยต้องเลือกโรงเตี๊ยมแห่งนี้
หนึ่งคือ ที่นี่เป็นหนึ่งในโรงเตี๊ยมที่ดีที่สุดของสีโจว สองคือที่นี่ใกล้กับจวนหนิงอ๋อง สามคือ…ที่นี่เป็นกิจการของวังจื่อเซียว
ดังนั้นเมื่อครั้งยังไม่ทันเดินเข้าประตูก็ได้ยินลูกน้องใต้ปกครองรายงานว่ามีใครบางคนมาพักอยู่ที่นี่ คุณหนูใหญ่หนานกงก็ไม่รู้จะเอ่ยสิ่งใดออกมา
“เว่ยจวินมั่ว เจ้ามาอยู่ที่นี่ได้เยี่ยงไร” ในห้องโถงใหญ่ จิ้งเจียงจวิ้นอ๋อง เว่ยหงเฟยที่ไม่ได้เจอกันนานกำลังจ้องเขม็งราวกับจะพ่นไฟได้มายังพวกเว่ยจวินมั่วทั้งสองคน ที่ติดตามเว่ยหงเฟยอยู่ด้านหลังคือเว่ยจวินปั๋วและเว่ยจวินเจ๋อสองพี่น้อง สายตาของหนานกงมั่วมองไปยังขาของเว่ยจวินเจ๋อด้วยความเคยชิน ดูเหมือนจะดีขึ้นไม่เลว เพียงแต่…สองพี่น้องดูจะไม่มีความเคารพเหมือนดังที่ผ่านมาแล้ว แม้ขาจะหายแล้ว แต่ความหวาดกลัวในใจของเว่ยจวินเจ๋อนั้นยังคงอยู่ สบเข้ากับสายตาประเมินของหนานกงมั่วที่มองมา เว่ยจวินเจ๋อจ้องนางเขม็งด้วยความเครียดแค้น ทว่าไม่นานก็ต้องดึงสายตากลับมาไม่รู้ทำไมถึงได้รู้สึกสั่นสะท้านขึ้นมา
สีหน้าของเว่ยจวินมั่วเรียบนิ่ง ดวงตาสีม่วงกวาดมองกลุ่มคนตรงหน้า เอ่ยเสียงเย็น “หลบไป ท่านกำลังขวางทาง”
“บังอาจ” เว่ยหงเฟยตะคอกเสียงดัง “เจ้าลูกอกตัญญู”
เสียงของเว่ยหงเฟยไม่เบา ดึงความสนใจให้แขกในโรงเตี๊ยมค่อยๆ หันมา สายตาของหลายคนกำลังมีแววสนุกแฝงอยู่ ชมฉากการปะทะกันระหว่างพ่อลูก ไม่ว่าเวลาใดก็ทำให้ผู้คนต่างเฝ้ารอชม
หนานกงมั่วยกมือข้างหนึ่งขึ้นมาคล้องไปที่แขนของเว่ยจวินมั่ว ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้ม “จิ้งเจียงจวิ้นอ๋อง ลูกอกตัญญูอยู่ข้างหลังท่าน โปรดอย่าได้สับสนในความสัมพันธ์ ท่านทำเยี่ยงนี้จะทำให้เราลำบากเอาได้”
“หุบปาก ข้ากำลังเอ่ยกับเขา เจ้าอย่าได้มายุ่ง” เว่ยหงเฟยเอ่ยอย่างไม่พอใจ เขาไม่ชอบหนานกงมั่วมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาตั้งแต่เด็ก หรือความชอบส่วนตัวที่เขานิยมชมชอบในสตรีอ่อนโยนอ่อนหวานมากกว่า แน่นอนว่าหนานกงมั่วเองก็ไม่ได้ก้าวร้าว ยิ่งไม่นับว่าแตกต่างมากนัก แต่ภายใต้ใบหน้าอ่อนโยนของนางกลับมิใช่การทิ่มแทงทว่าเป็นการสังหารด้วยดาบหรือกระบี่ อีกทั้งการต่อล้อต่อเถียงก็มิใช่สิ่งที่สตรีควรมี กระทั่งน่าโมโหเสียยิ่งกว่าหญิงชาวบ้านหยาบคายเสียอีก