บราวนี่ออนไลน์ นิยายอ่านฟรีทุกวัน
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Banner Contact
Advanced
Sign in Sign up
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Banner Contact
Sign in Sign up
Prev
Next

หมอหญิงยอดมือสังหาร - ตอนที่ 1206 ความหลงผิด

  1. Home
  2. All Mangas
  3. หมอหญิงยอดมือสังหาร
  4. ตอนที่ 1206 ความหลงผิด
Prev
Next

📚 นิยาย Bookmark ไม่แจ้งเตือนใช่ไหม?
✨ สามารถดูนิยายอัปเดตล่าสุดได้ที่นี่ ✨
👉 CLICK HERE 👈

```

ตอนทื่ 1206 ความหลงผิด

โจวเซียงเองก็ไม่ได้รีบร้อน เขาก้มหน้าลงและหยิบถ้วยชาขึ้นมาจิบเบาๆ ขณะที่สังเกตสีหน้าของเซียวเชียนเหว่ยไปด้วย รอยยิ้มเย็นวาบผ่านดวงตาขุ่นมัว สุดท้ายแล้วเซียวเชียนเหว่ยจะลงเอยอย่างไรก็ไม่เกี่ยวอันใดกับเขา ดังนั้นก็อย่าได้หวังว่าเขาจะทุ่มสุดตัว ตามความเห็นของโจวเซียง เซียวเชียนเหว่ยก็เพียงคนโง่ที่แสร้งทำตัวเป็นฉลาดเท่านั้น น่าสงสารเซียวโยวที่มีชื่อเสียงมาตลอดชีวิต แต่กลับมีบุตรชายเช่นนี้ กรรมตามสนองจริงๆ!

หลังจากผ่านไปนาน ในที่สุดเซียวเชียนเหว่ยก็ดูเหมือนจะปล่อยผ่านความไม่พอใจนั้นไปได้ในที่สุด เขาสูดหายใจเข้าลึกและประสานมือให้โจวเซียง “ขอให้อาจารย์สอนข้าด้วย”

โจวเซียงพยักหน้าน้อยๆ พลางเอ่ยเรียบๆ “เจิ้งอ๋องให้เกียรติทหาร ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ฉู่อ๋องไม่มี การต่อสู้เพื่อแย่งชิงดินแดนนั้นใช้ทหาร แต่การปกครองบ้านเมืองจะต้องใช้ขุนนางบุ๋น และนี่ก็เป็นจุดเด่นของท่าน”

“อาจารย์โจวหมายความว่า…การสอบรอบพิเศษหรือ” เซียวเชียนเหว่ยถามด้วยความไม่แน่ใจ

โจงเซียงยิ้มจางๆ โดยไม่ได้เอ่ยอันใด เซียวเชียนเหว่ยท่าทางครุ่นคิด หลังจากที่คิดอยู่ครู่หนึ่งก็เห็นว่าโจวเซียงไม่คิดจะเอ่ยต่ออีก จึงทำได้เพียงต้องลุกขึ้นและกล่าวคำอำลา

โจวเซียงเห็นเซียวเชียนเหว่ยจากไปแล้ว รอยยิ้มหยันก็ปรากฏขึ้นในแววตาของเขา ไม่นานนักพ่อบ้านก็เข้ามากระซิบตรงหน้าโจวเซียง “นายท่าน เจิ้งอ๋องไปแล้วขอรับ” โจวเซียงพยักหน้า “ฝ่า…อานเล่อจวิ้นอ๋องเป็นอย่างไรบ้าง” เมื่อคิดถึงลูกศิษย์ที่เป็นฮ่องเต้พระองค์ก่อน โจวเซียงก็ยิ่งรู้สึกหดหู่ใจ เทียบกับฮ่องเต้ไท่ชูแล้ว เซียวเชียนเยี่ยไม่เหมือนกับผู้ปกครองแผ่นดิน แต่เขามีบุคลิกที่อ่อนโยนและเอื้ออาทรต่อข้าราชบริพาร ซึ่งแตกต่างจากอดีตฮ่องเต้และอดีตฮองเฮาอย่างสิ้นเชิง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าพวกเขายังเป็นศิษย์อาจารย์กัน เขาจึงยิ่งให้ความเคารพให้เกียรติโจวเซียงและขุนนางเก่าๆ ตลอดหลายปีที่ผ่านมาอดีตฮ่องเต้สังหารคนมามาก ต้าเซี่ยต้องการผู้ปกครองที่อ่อนโยนบ้าง หากไม่ใช่เพราะฮ่องเต้ไท่ชูยกทัพมาก่อกบฏ แม้โจวเซียงจะรู้สึกว่าเซียวเชียนเยี่ยคงไม่สามารถขยายดินแดนได้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะเป็นผู้ปกครองที่ประสบความสำเร็จไม่ได้

พ่อบ้านกระซิบ “นายท่านวางใจได้เลยขอรับ ระยะนี้อานเล่อจวิ้นอ๋องอ่านหนังสืออยู่แต่ในจวน มีเพียงไท่เฟยที่สุขภาพไม่ค่อยจะดีนักอยู่แล้ว อานเล่อจวิ้นอ๋องและพระชายาก็คอยปรนนิบัติไท่เฟยอยู่ ไม่มีใครกล้าไม่เคารพจวิ้นอ๋องหรอกขอรับ”

โจวเซียงแค่นเสียงออกมาทันที “เซียวโยวโหดเหี้ยมยิ่งกว่าอดีตฮ่องเต้เสียอีก แถมยังเจ้าเล่ห์กว่าด้วย ตอนนี้เขาย่อมไม่ทำอันใดอานเล่อจวิ้นอ๋องแน่ แต่ต่อไปก็ยังบอกไม่ได้หรอก”

“นายท่าน…” พ่อบ้านวุ่นวายใจเล็กน้อย เพราะถึงอย่างไรเขาก็เป็นถึงฮ่องเต้ นายท่านพูดถึงเขาเช่นนั้นด้วยชื่อจริงถือเป็นการหมิ่นเบื้องสูง หากมีคนได้ยินเข้า…

โจวเซียงโบกมือ “ช่างเถิด ส่งคนไปดูแลอย่างลับๆ สถานการณ์ตอนนี้…ข้าหวังเพียงว่าเซียวเชียนเหว่ยจะเอาการเอางานขึ้นมาบ้าง”

พ่อบ้านเป็นคนสนิทของโจวเซียงจึงรู้เรื่องมากกว่าคนอื่นอยู่บ้าง เขาอดถามไม่ได้ “ในเมื่อนายท่านมีใจจะช่วยเจิ้งอ๋อง แล้วเหตุใดจึงให้เขาไปแตะเรื่องการสอบพิเศษเล่าขอรับ ถ้าหาก…” การสอบจอหงวนเป็นเรื่องสำคัญของชาติบ้านเมือง ใครแตะต้องก็เท่ากับตาย แม้ฮ่องเต้ไท่ชูคงจะไม่ถึงกับบั่นคอบุตรชายตนเองทันที แต่หากเขาพลาดก็อาจจะจบลงที่ตำหนักเย็นก็ได้

โจวเซียงยิ้มเย็นชา “สนับสนุนเจิ้งอ๋องหรือ ไยข้าต้องสนับสนุนบุตรชายของเซียวโยวด้วย”

พ่อบ้านไม่เข้าใจ “ถ้าอย่างนั้นนายท่าน…ต่อให้เป็นเช่นนั้น เหตุใดนายท่านจึงไม่ค่อยๆ คิดวางแผนเล่าขอรับ บุ่มบามเช่นนี้ เกรงว่าอาจจะไม่สามารถสำเร็จไปได้ตลอด”

โจวเซียงถอนหายใจ เขาเอนหลังพิงเก้าอี้อย่างอ่อนล้า “ค่อยๆ คิดวางแผนหรือ ข้าแก่แล้ว ช่วงนี้ข้าก็รู้สึกอ่อนล้าหมดเรี่ยวแรง ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะ…ไหนเลยจะมีเวลามาค่อยๆ คิดวางแผนได้อีก อีกอย่างมีฉู่อ๋องและพระชายาอยู่อย่างนี้ ต่อให้วางแผนรอบคอบแค่ไหนก็เกรงว่าจะต้องมีข้อผิดพลาดอยู่ดี ยิ่งคิดมากก็ยิ่งพลาดมาก ไม่สู้รีบลงมือตัดความวุ่นวายเสียเลยจะดีกว่า”

“นายท่าน ท่านจะต้องอยู่ไปนาน…”

โจวเซียงเยาะหยัน “ข้าจะอายุยืนไปทำไม หากไม่ใช่เพราะยังวางฝ่าบาทไม่ลง…ข้าก็คงจะตามอดีตรัชทายาทและพี่หันไปนานแล้ว…”

ภายในห้องหนังสือค่อยๆ เงียบลง พ่อบ้านเงยหน้าขึ้นด้วยความระมัดระวังก็เห็นว่าโจวเซียงหลับตาเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ไปแล้ว ไม่รู้ว่าเขาหลับไปหรือแค่หลับตาพักผ่อน พ่อบ้านแอบถอนใจในใจ จากนั้นก็หยิบผ้าห่มที่วางอยู่ไม่ไกลมาห่มให้เขาอย่างเบามือก่อนจะถอยออกไป

ภายในเรือนพักรับรองทูตอานจี้ องค์ชายอานจี้กำลังเดินวนไปรอบๆ ห้องด้วยความโมโห ผู้ติดตามที่ยืนอยู่รอบๆ ต่างก็ก้มหน้างุด พวกเขาไม่กล้าแม้แต่จะหายใจเสียงดังด้วยซ้ำด้วยกลัวว่าหากองค์ชายเห็นเข้าแล้วตนเองจะต้องโชคร้ายตกเป็นที่ระบายอารมณ์ และแล้วก็เป็นองค์หญิงอันซูที่เอ่ยขึ้นเบาๆ หลังจากที่ลังเลอยู่นาน “เสด็จพี่ ท่านอย่า…หมอหลวงบอกว่าท่านจะต้องพักใช้ขาไม่ใช่หรือ”

องค์ชายอานจี้แค่นเสียงออกมาเบาๆ “หมอต้มตุ๋นพวกนั้นชอบพูดเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ ถ้าป่วยหนักก็ต้องพูดว่าจะต้องตายแต่ไหนแต่ไรมาอยู่แล้ว จะมีความสามารถอันใดจริงๆ หรือ” แม้ว่าเขาจะยังมีอาการเจ็บขาข้างซ้ายอยู่เล็กน้อย แต่ก็ไม่ส่งผลกระทบอะไร องค์ชายอานจี้ภูมิใจในความกล้าหาญของตนเอง เขาย่อมไม่เห็นอาการเจ็บป่วยเล็กๆ น้อยๆ นี้อยู่ในสายตาอยู่แล้ว คำเตือนของหมอหลวงเขาก็ลืมไปนานแล้ว จะให้นอนพักอยู่บนเตียง เขามาเป็นทูตที่ต้าเซี่ยนะ ไม่ได้มานอนพักฟื้น!

จะโทษองค์ชายอานจี้ที่ไม่สนใจขาของตนเองก็ไม่ได้ ท่าทีของหมอหลวงของต้าเซี่ยต่างหากที่ทำให้เขาเข้าใจผิด แม้หมอหลวงจะบอกว่าขาของเขาอาการหนักมากและยืนกรานให้เขานอนพักรักษาอาการ แต่กลับไม่เขียนใบสั่งยาให้เลยโดยบอกเขาว่าเขาไม่จำเป็นต้องกินยา ไม่ว่าจะเป็นยาภายนอกหรือภายในก็ไม่จำเป็นทั้งสิ้น ท่าทีเช่นนั้นจะทำให้คนเห็นความสำคัญของอาการเจ็บป่วยได้อย่างไร ในวังของอานจี้เองก็มีหมอหลวง องค์ชายอานจี้ย่อมรู้ดีว่าหมอหลวงพวกนี้ต่างก็กลัวที่จะต้องรับผิดชอบเหมือนๆ กันหมดนั่นแหละ

องค์หญิงอันซูเอ่ยเสียงเบา “ต่อให้ท่านจะโมโหอย่างไร ก็ไม่ได้ช่วยอันใดนี่”

จะว่าไปพวกเขาก็โชคร้ายจริงๆ ทั้งๆ ที่ยังไม่ทันจะได้ทำอันใด ชื่อเสียงของพวกเขาลือกันไปทั่วจินหลิงแล้ว วันนี้ฮองเฮาเพิ่งจะเชิญหัวหน้าคณะทูตเข้าวังไปตักเตือน ขาดแค่พูดออกมาชัดๆ เท่านั้นว่าหากพวกเขาก่อเรื่องจนมีข่าวลือไม่น่าฟังขึ้นมาอีก การแต่งงานระหว่างต้าเซี่ยและอานจี้ก็เป็นอันยกเลิก องค์หญิงอันซูเองก็รู้สึกลำบากใจ แต่ก็ช่วยอันใดไม่ได้ ในเมื่ออยู่ใต้ชายคาบ้านคนอื่นก็จำเป็นต้องก้มหัว

เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ขึ้นมา องค์ชายอานจี้ก็ยิ่งโมโหขึ้นไปอีก เขายกเท้าขึ้นเตะเก้าอี้ที่อยู่ไกลออกไปอย่างรวดเร็ว แต่เก้าอี้ไท่ซือที่ทำจากไม้จื่อถานนั้นมีน้ำหนักไม่เบาใช่ว่าจะเตะให้พังกันได้ง่ายๆ เพลิงโทสะของเขาจึงยิ่งรุนแรงขึ้น เขาขึงตาใส่องค์หญิงอันซูพลางขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน “อย่าให้ข้ารู้นะว่าใครเป็นคนปล่อยข่าวลือ! ในเมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว เจ้าคงแต่งเข้าวังฮ่องเต้ไท่ชูไม่ได้อีก ถ้าอย่างนั้น…ก็ได้แต่ต้องแต่งเข้าจวนฉู่อ๋องแล้ว!”

ผู้ติดตามที่อยู่ข้างๆ เตือนขึ้นด้วยท่าทางระมัดระวัง “องค์ชาย พระชายาแต่งตั้งของจวนฉู่อ๋องนั่นว่ากันว่ารับมือยากอยู่ ในบรรดาโอรสของฮ่องเต้ไท่ชูทั้งหมดสี่คนที่โตแล้ว มีแต่ฉู่อ๋องเท่านั้นที่ไม่มีผู้หญิงคนอื่นเลยนอกจากพระชายา แม้แต่นางบำเรอก็ยังไม่มี” องค์ชายอานจี้ยักไหล่ดูถูก “น้องหญิงเป็นองค์หญิงของอานจี้เรา ให้นางแต่งเป็นชายาที่เท่าเทียมของฉู่อ๋องยังจะทำให้พวกเขาลำบากใจอีกหรือ หากต้าเซี่ยรู้มารยาทจริงๆ พวกเขาควรจะให้พระชายาฉู่อ๋องสละตำแหน่งให้น้องของเรามากกว่า”

ผู้ติดตามได้ยินเช่นนั้นก็มีสีหน้าลำบากใจไม่กล้าพูดอันใดอีก อย่าว่าแต่ตำแหน่งชายาที่เท่าเทียมเลย หากดูจากท่าทีฉู่อ๋องแล้ว เพียงตำแหน่งชายารองก็ยังยาก องค์ชายคิดว่าที่นี่เป็นเมืองหลวงอานจี้ของพวกเขาหรือไร

องค์หญิงอันซูเงยหน้าก่อนจะเอ่ยเสียงเบา “น้องแล้วแต่เสด็จพี่”

องค์ชายอานจี้จึงได้พยักหน้าด้วยความพอใจ “เช่นนั้นก็ดี ประเดี๋ยวข้าจะส่งคนไปหารือกับขุนนางต้าเซี่ย ข้าได้ยินมาว่าองค์หญิงจากหนานเย่ว์นั่นก็อยากแต่งเข้าจวนฉู่อ๋องเหมือนกันไม่ใช่หรือ เจ้าเองก็ต้องพยายามหน่อย อย่าให้แพ้คนอื่นได้ อย่าให้อานจี้ของเราต้องเสียหน้าเพราะพวกคนเถื่อนทางใต้!”

“เพคะ เสด็จพี่” องค์หญิงอันซูพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง

“ชาวต้าเซี่ยต่างก็ชอบผู้หญิงอ่อนโยนมีคุณธรรม ข้าว่าเจ้าน่าจะมีโอกาสชนะมากกว่าหญิงสาวที่ชอบยั่วยวนผู้นั้นมากทีเดียว” องค์ชายอานจี้เอ่ย แม้จะพูดเช่นนั้น แต่เมื่อองค์ชายอานจี้พูดถึงองค์หญิงหนานเย่ว์ ดวงตาของเขาก็อดเผยความหยาบคายออกมาไม่ได้ แม้ว่าเขาจะไม่ได้ชอบแนวนี้ แต่ผู้หญิงสวยๆ ก็ยังสามารถกระตุ้นความต้องการของผู้ชายได้อยู่ดีโดยเฉพาะกับบุรุษผู้มักมากในกามราคะ ในขณะที่องค์หญิงหลิงเซียงก็ถือเป็นสาวงามอันดับหนึ่งคนหนึ่งอยู่แล้ว

เมื่อนึกถึงสาวงาม องค์ชายอานจี้ก็เรียกผู้ติดตามของเขามาถามว่า “สืบเรื่องของสาวงามตระกูลฉินนั่นมาได้หรือยัง”

ผู้ติดตามขององค์ชายอานจี้ต่างก็ตกใจกับโทสะในช่วงสองวันนี้ของเขาไม่น้อย พวกเขาจึงดีใจที่องค์ชายเปลี่ยนเรื่องได้เสียที รีบยิ้มแล้วเอ่ยขอโทษ “รายงานองค์ชาย ตรวจสอบแล้วขอรับ ปีนี้คุณหนูตระกูลฉินอายุยี่สิบกว่าแล้ว การแต่งงานของนางล่าช้าออกไปเรื่อยเนื่องจากสุขภาพร่างกายที่ไม่ค่อยแข็งแรงขอรับ แต่นางหมั้นหมายแล้วเมื่อหลายปีก่อนและเพิ่งยกเลิกการหมั้นหมายไปเพราะสาเหตุใดก็ไม่ทราบ คู่หมั้นคนนั้นก็ไม่รู้ว่าหายตัวไปไหน ได้ยินมาว่าตอนนี้นางหายดีแล้ว ตระกูลฉินก็ดูเหมือนจะเตรียมตัวเรื่องดูตัวบุตรเขยให้นางแล้วด้วยพ่ะย่ะค่ะ”

“ยี่สิบกว่าปีแล้วหรือ” องค์ชายอานจี้ประหลาดใจเล็กน้อย ฉินซีป่วยมาตั้งแต่เล็ก แม้ว่าตอนนี้นางจะหายดีแล้ว แต่พื้นฐานก็ยังอ่อนแอกว่าคนทั่วไปอยู่ดี สองปีมานี้นางปรับตัวได้ดีและยังดูอ่อนกว่าผู้หญิงทั่วไปอยู่บ้าง “ที่แท้ก็เป็นหญิงทึนทึกยังไม่ได้ออกเรือนหรือ”

ผู้ติดตามจนใจ ตระกูลฉินและตระกูลเซี่ยเป็นตระกูลใหญ่ที่ไม่เคยมีปัญหาเรื่องสตรีไม่ได้แต่งงานออกเรือนเลย ขึ้นอยู่กับความพอใจจะแต่งหรือไม่ของพวกเขาเท่านั้น

องค์ชายอานจี้ลูบคางตนเอง แม้ว่าฉินซีนั่นจะอายุเยอะไปบ้าง แต่ดูๆ ไปนางก็ยังงดงามมากอยู่ดี จะว่าไปแล้วต้าเซี่ยก็มีสาวงามมากมายจริงๆ แม้แต่ผู้หญิงในวัยยี่สิบที่ยังไม่ได้แต่งงานก็ยังงดงามกว่าน้องสาวของเขามากเลยด้วยซ้ำ แม้ว่าองค์ชายอานจี้จะเคยพบเห็นคนงามอย่างหนานกงมั่ว องค์หญิงหลิงเซียง องค์หญิงหย่งเฉิง และองค์หญิงตงจูในงานเลี้ยงมาแล้ว แต่องค์ชายอานจี้กลับชอบผู้หญิงที่ร่างกายอ่อนแอแต่กลับยังดูสูงส่งอย่างฉินซีมากกว่า

หลังจากองค์ชายอานจี้ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็โบกมือ “ไปเตรียมของขวัญให้ข้าหน่อย ข้าจะไปเยือนตระกูลฉินด้วยตัวเอง”

ผู้ติดตามตะลึงงันไปทันที “องค์ชายจะไปเยี่ยมเยียนคุณหนูตระกูลฉินหรือพ่ะย่ะค่ะ เกรงว่าจะไม่เหมาะนัก” ต้าเซี่ยไม่มีธรรมเนียมที่ผู้ชายจะไปหาหญิงสาวที่ยังไม่ออกเรือนได้ตามอำเภอใจ

องค์ชายอานจี้เองก็เหลือบมองเขาอย่างอารมณ์เสีย “เยี่ยมเยียนอันใด ข้าจะไปเจรจาสู่ขอต่างหาก ถึงข้าจะมีชายาอยู่แล้ว แต่ตำแหน่งชายารองก็ยังเก็บไว้ให้คุณหนูตระกูลฉินได้”

“…”

บังเอิญพอดีที่วันนี้เซี่ยเพ่ยหวนมาเยี่ยมฉินซีและยังหนีบเอาเซวียเสียวเสี่ยวที่ช่วงนี้ถูกคุมตัวอยู่แต่ในจวนเพื่อเตรียมสินสอดทองหมั้นมาด้วยกันอีกด้วย เซวียเสียวเสี่ยวใกล้จะแต่งงานแล้ว เซวียฮูหยินจึงไม่ยอมให้นางออกนอกบ้านอีก กว่าจะเกลี้ยกล่อมเซวียฮูหยินให้ปล่อยนางออกมาผ่อนคลายได้นั้นไม่ง่ายเลยจริงๆ เวลานี้เซวียเสียวเสี่ยวจึงเหมือนนกที่หลุดออกจากกรงที่ดูมีความสุขยิ่งนัก แม้แต่ในเรือนซีอวี้เซวียนเล็กๆ นี้ก็ยังเป็นอิสระกว่าในบ้านของนางเองมาก

แม้เซี่ยเพ่ยหวนจะเห็นว่าสีหน้าของฉินซีไม่ได้สดใสอันใดมากนักแต่ก็ยังพอมีเลือดฝาดอยู่บ้าง นางจึงรู้สึกวางใจลงได้ “วันพระบรมราชสมภพของฝ่าบาทใกล้เข้ามาทุกทีแล้ว มั่วเอ๋อร์ก็ยุ่งมาก นางขอให้ข้ามาดูเจ้าหน่อย ข้ายังนึกว่าเจ้าไม่สบายเสียอีก” ฉินซีแก้มแดงเล็กน้อย เอ่ยเบาๆ “ข้าสบายดี เพียงแต่เมื่อวันก่อนอากาศค่อนข้างเย็น นางก็เลยเป็นห่วงข้าน่ะ”

เซี่ยเพ่ยหวนยิ้ม “พวกเจ้าอยู่ด้วยกันที่โยวโจวและเฉินโจวมาสองสามปีจนสนิทสนมกว่าข้าแล้ว ข้าจะหึงแล้วนะ”

ฉินซีย่อมไม่สามารถบอกได้ว่าหนานกงมั่วทำเช่นนี้เพราะอันใด จึงได้แต่ยิ้มน้อยๆ เท่านั้น

เซวียเสียวเสี่ยวเดินเล่นข้างนอกรอบหนึ่งก่อนจะกลับมาอย่างพึงพอใจและเอ่ยถามขึ้นด้วยความอยากรู้อยากเห็น “พี่ซีเอ๋อร์ ทำไมข้ารู้สึกว่าซีอวี้เซวียนของพี่มีคนเฝ้าเยอะจัง” อย่างน้อยเซวียเสียวเสี่ยวก็เกิดมาในตระกูลทหาร แม้นางจะจัดทัพวางค่ายกลไม่ได้ แต่การวางกำลังเฝ้ายามเช่นนี้นางก็พอมองออก ไม่ว่าตระกูลใหญ่ตระกูลไหนก็ไม่เห็นว่าจะมีการวางกำลังเฝ้ายามรอบเรือนของบุตรสาวตัวเองมากเพียงนี้ นี่ดูเหมือนกับพวกเขากำลังระแวงป้องกันใครอยู่กระนั้น

เซี่ยเพ่ยหวนได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกสงสัยขึ้นมาเช่นกัน

ฉินซีเอ่ยตอบ “ท่านพ่อบอกว่าช่วงนี้จินหลิงวุ่นวายมากขึ้น จึงได้วางกำลังคุ้มกันในจวนเพิ่มขึ้น ไม่ใช่แค่ที่เรือนข้าหรอก”

“อย่างนั้นหรือ” เซวียเสียวเสี่ยวพยักหน้าพลางยิ้ม “ที่จวนของข้าไม่มีเลย ไหนเลยจะมีคนกล้าสร้างปัญหาที่บ้านข้า แต่บ้านพวกเจ้าเป็นบ้านบัณฑิต ป้องกันไว้หน่อยก็ถูกแล้ว”

เซี่ยเพ่ยหวนหันไปมองเซวียเสียวเสี่ยวที่ทำหน้าตาเข้าใจแล้วก็อดถูหว่างคิ้วด้วยความจนใจไม่ได้ มีแต่นางจริงๆ ที่เชื่อคนง่ายขนาดนี้ แม้แต่ตอนที่กองทัพโยวโจวล้อมเมืองวุ่นวายจนถึงเพียงนั้น ตระกูลพวกเขาก็แค่จัดคนเฝ้าประตูไว้อย่างเคร่งครัดเท่านั้นเอง ไหนเลยจะต้องเพิ่มจำนวนผู้คุ้มกันมากมายเพียงนี้อย่างกะทันหันเพียงเพราะเรื่องแค่นี้กันเล่า

เซี่ยเพ่ยหวนหันไปมองฉินซีด้วยรอยยิ้มบางๆ แต่ไม่ได้เอ่ยอันใด ก่อนจะโบกมือให้เซวียเสียวเสี่ยวออกไปกินข้าว และกระซิบถามฉินซีเบาๆ ในขณะที่จับมือนางไว้ “ข้าได้ยินมาว่าคุณชายใหญ่ฉินไม่อนุญาตให้คุณชายเสียนเกอเข้าบ้านหรือ” ฉินซีตกตะลึงทันที นางมองหน้าเซี่ยเพ่ยหวนด้วยความประหลาดใจ ตระกูลฉินไม่มีทางปล่อยให้เรื่องเช่นนี้แพร่งพรายออกไปสู่ภายนอกได้เลย เสียนเกอและหนานกงมั่วยิ่งไม่เอ่ยเข้าไปใหญ่ ถ้าอย่างนั้นคุณหนูเซี่ยสาม…

เซี่ยเพ่ยหวนกะพริบตาปริบๆ ก่อนจะเอ่ย “อย่ากังวลไปเลย คนนอกไม่รู้หรอก ข้าบังเอิญได้ยินคนอื่นเอ่ยน่ะ พอนึกถึงที่มั่วเอ๋อร์ให้ข้ามาคุยเป็นเพื่อนเจ้าก็เลยเข้าใจ” อีกอย่างนางเองก็ใช่ว่าจะมองไม่ออกว่าฉินซีรู้สึกกับคุณชายเสียนเกอไม่เหมือนคนอื่น

ฉินซีคิดอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็ยิ้มแล้วจึงเอ่ย “คุณชายฉังเฟิง”

“…” เซี่ยเพ่ยหวนอึ้งไปเล็กน้อยก่อนจะผายมืออย่างช่วยไม่ได้ “ก็ได้ ก็เขานั่นแหละที่เอ่ย แต่เขาเป็นเพื่อนกับคุณชายเสียนเกอและฉู่อ๋อง คงจะไม่เอาไปพูดที่ไหนหรอก” ส่วนเรื่องที่ลิ่นฉังเฟิงบอกนางเรื่องนี้…เอาเถิด เขาก็ปิดปากไม่ค่อยอยู่จริงๆ นั่นแหละ

คุณชายฉังเฟิงเผยความลำบากใจ เพราะเจ้ากับฉินซีและแม่นางมั่วเป็นเพื่อนสนิทกัน หากรู้แล้วก็จะได้ช่วยกันเกลี้ยกล่อมคุณหนูฉินสี่ แม้ว่าคุณชายเสียนเกอจะไม่ใช่คนดีอันใดนัก แต่ที่เว่ยจวินมั่วพูดก็ถูก ยากนักที่จะมีคนตาบอดมาชอบเขา ก็ควรจะให้เขารีบๆ แต่งงานไปเสีย ตัวหายนะของโลกใบนี้จะได้น้อยลงไปสักคน

Prev
Next

Comments for chapter "ตอนที่ 1206 ความหลงผิด"

MANGA DISCUSSION

ใส่ความเห็น

You must Register or Login to post a comment.

ฺBrowniee

YOU MAY ALSO LIKE

6d-fe53-105
ชายาเจ้าหยุดเย้าข้าเสียที
2026-06-12
6311cee2FNEFaBp0
ทรราชหญิงเจ้าหัวใจจักรพรรดิมาร
2023-03-05
sg576
องค์ชายสาม หยุดไล่ตามข้าเสียที!
2024-08-08
98522
ยอดหญิงลิขิตสวรรค์
2023-12-10

    © 2020 - 2023 browniee@บราวนี่ออนไลน์
    เว็บอ่านนิยาย นิยาย pdf เว็บ “browniee.online” เว็บอ่านนิยายสนุกๆ เพลิดเพลินไปกับนิยายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น นิยายวาย, นิยายจีน, นิยายรัก, แฟนตาซี, กำลังภายใน, ผจญภัย สุดยอดวิชากำลังภายใน อัพเดททุกวัน

    Sign in

    Lost your password?

    ← Back to บราวนี่ออนไลน์ นิยายอ่านฟรีทุกวัน

    Sign Up

    Register For This Site.

    Log in | Lost your password?

    ← Back to บราวนี่ออนไลน์ นิยายอ่านฟรีทุกวัน

    Lost your password?

    Please enter your username or email address. You will receive a link to create a new password via email.

    ← Back to บราวนี่ออนไลน์ นิยายอ่านฟรีทุกวัน