หมอหญิงยอดมือสังหาร - ตอนที่ 1072 เพื่อนเก่า (2)
ตอนที่ 1072 เพื่อนเก่า (2)
เซียวเชียนเยี่ยส่งเสียงหยัน “ดังนั้น ความซาบซึ้งใจของเจ้าคือช่วยเว่ยจวินมั่วก่อกบฏหรือ”
หนานกงมั่วกะพริบตาปริบ เอ่ยอย่างไร้เดียงสา “ข้าวกินไปเรื่อยได้ วาจาไม่อาจเอ่ยไปเรื่อยได้ ฝ่าบาททรงเข้าพระทัยผิดแล้ว เสด็จลุงเยี่ยนอ๋องมาเพื่อสยบความวุ่นวาย มิใช่การก่อกบฏ แต่งกับไก่ติดตามไก่ แต่งกับสุนัขติดตามสุนัข เรื่องนี้หม่อมฉันเองก็จนปัญญา”
เซียวเชียนเยี่ยหัวเราะเสียงหยัน สาวเท้าก้าวเข้าไปในตำหนักตรงหน้า ระหว่างที่เอ่ย ก็มาถึงตำหนักของไทเฮาแล้ว
เวลานี้ตำหนักของไทเฮาไม่ได้เงียบสงบอย่างสถานที่อื่นในวังหลัง ตรงกันข้ามกลับแน่นขนัด เหล่านางสนมรวมไปถึงฮองเฮาต่างมารวมตัวกันอยู่ที่ตำหนักของไทเฮา แผ่นดินใกล้จบสิ้น เหล่านางสนมที่เคยเป็นคุณหนูถูกเลี้ยงดูเอาอกเอาใจ เมื่อเข้าวังมาแล้วก็รู้จักเพียงแย่งชิงความโปรดปรานไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร ยิ่งไม่รู้ว่าตนเองต้องทำอย่างไร เวลานี้ลืมถึงการต่อสู้แย่งชิงในตอนแรก มารวมตัวกันอยู่ตรงหน้าไทเฮาเพื่อขอไทเฮาช่วยหาหนทาง แล้ว…ไทเฮาจะมีหนทางอันใดเล่า แม้นางจะเห็นโลกมามากกว่าสตรีทั่วไป และยังเด็ดขาด แต่อย่างไรก็เป็นเพียงสตรีวังหลังคนหนึ่งเท่านั้น
ไทเฮานั่งเอนตัวพิงเบาะนุ่ม มองเห็นเซียวเชียนเยี่ยเดินเข้ามามีประกายพาดผ่านเข้ามาในดวงตาทันใด ไม่นานพลันมองเห็นผ้าพันแผลที่พันอยู่บนใบหน้าของเซียวเชียนเยี่ย กระบอกตาร้อนขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
“เย่ว์เอ๋อร์” ไทเฮารีบเอ่ยเรียก
เซียวเชียนเยี่ยชะงัก นานแล้วที่มารดาไม่ได้เรียกเขาเช่นนี้ รีบสาวเท้าเดินเข้าไปหาไทเฮา คุกเข่าข้างหนึ่งลงกับพื้น “เสด็จแม่ ลูกทำให้เสด็จแม่กังวลแล้ว”
น้ำตาของไทเฮาไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว รีบเอ่ย “ไม่เป็นไรก็ดี…ไม่เป็นไรก็ดี” ตลอดหนึ่งวันหนึ่งคืนที่ผ่านมานี้จิตใจของนางร้อนรุ่มดั่งไฟ ทั้งกังวลว่าเซียวเชียนเยี่ยจะทำอันใดสุดขั้ว ทั้งกังวลว่าเยี่ยนอ๋องจะลงมือรุนแรงกับบุตรชาย ความกลัดกลุ้มในนี้ยากที่จะเอ่ยกับใครได้ มองเห็นสภาพของบุตรชาย ไทเฮารู้ว่าเขาพ่ายแพ้อย่างแท้จริงแล้ว ทว่าไม่คิดว่าเยี่ยนอ๋องจะใจกว้างต่อเซียวเชียนเยี่ยกว่าที่นางคิดเอาไว้ อย่างน้อยยังให้พวกนางสองแม่ลูกได้เจอหน้ากัน ในความทรงจำของไทเฮา เยี่ยนอ๋องน้องสามีผู้นี้มิได้เป็นคนจิตใจกว้างขวาง ไม่ว่าอย่างไร…มีชีวิตอยู่ก็นับว่าดีแล้ว
“ซิงเฉิงจวิ้นจู่” แน่นอนว่าไทเฮามองเห็นหนานกงมั่วที่เดินตามเซียวเชียนเยี่ยเข้ามา เก็บความรู้สึกตื่นเต้นดีใจเอาไว้ พยักหน้าให้หนานกงมั่ว
หนานกงมั่วพยักหน้าเบาๆ เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ถวายพระพรไทเฮาเพคะ”
ไทเฮาส่ายศีรษะ “จวิ้นจู่ไม่ต้องมากพิธี ไม่เจอกันหลายปี จวิ้นจู่ยังคงไม่เปลี่ยน”
“พระนางชมเกินไปแล้วเพคะ” หนานกงมั่วยิ้มกวาดสายตามองไปยังทุกคน “ไทเฮาและฝ่าบาทมีเรื่องต้องพูดคุย หม่อมฉันไม่รบกวนแล้วเพคะ”
ไทเฮาเอ่ยขอบคุณ หันไปเอ่ยกับฮองเฮาที่อยู่ด้านข้าง “ฮองเฮา เจ้าไปนั่งเป็นเพื่อนจวิ้นจู่เถิด” ฮองเฮาจูงมือองค์ชายใหญ่ลุกขึ้น ส่งยิ้มบางให้หนานกงมั่ว “จวิ้นจู่ เชิญ”
“เชิญฮองเฮาเพคะ”
มานั่งอยู่ห้องเล็ก มีนางกำนัลยกน้ำชาหอมมาให้ ฮองเฮามองสำรวจหนานกงมั่วอยู่ชั่วครู่จึงเอ่ย “ยังต้องขอบคุณในปีนั้นที่จวิ้นจู่ยื่นมือมาช่วยเหลือ” ปีนั้นเพราะการเปลี่ยนแปลงในวัง ฮองเฮาได้รับความตกใจจนให้กำเนิดองค์ชายใหญ่ หลังคลอดองค์ชายร่างกายทรุดลงมาก หากไม่ได้ใบสั่งยาที่หนานกงมั่วจัดเตรียมให้ ฮองเฮาจะได้เห็นองค์ชายเติบโตหรือไม่คงเป็นอีกเรื่อง แม้ไม่อาจเรียกได้ว่าแข็งแรง เพียงอ่อนแอกว่าคนทั่วไปเล็กน้อยก็เท่านั้น
หนานกงมั่วส่ายศีรษะ “เป็นหน้าที่เพคะ ฮองเฮาไม่ต้องใส่ใจ”
ทันใดนั้นเอง ทั้งสองกลับมีรู้จะคุยอันใดกัน ต่างฝ่ายต่างมีจุดยืนของตนเอง แม้ฮองเฮาจะเป็นมารดาของแผ่นดินทว่ายามนี่เห็นได้ว่าฝั่งหนานกงมั่วจะมีอำนาจมากกว่า มิเช่นนั้นไทเฮาคงไม่ให้ฮองเฮามานั่งดื่มชากับหนานกงมั่ว ภายในห้องเกิดความเงียบขึ้นมา เห็นได้ชัดว่าบรรยากาศน่าอึดอัดอยู่บ้าง
องค์ชายใหญ่ที่นั่งอยู่ด้านข้างฮองเฮามองหนานกงมั่วด้วยความประหลาดใจ เขาเพียงห้าขวบ ยังเป็นวัยที่ไม่อาจเข้าใจอันใด แม้ว่าหลายวันมานี้บรรยากาศในวังจะไม่สงบ แต่ก็ไม่อาจเข้าใจถึงความโศกเศร้าต่อบ้านเมืองล่มสลาย เพียงแต่เห็นความกังวลในสายตาของมารดาอยู่ทุกวัน เขารู้เพียงว่ามีเรื่องไม่ดีมากๆ เกิดขึ้น
นิสัยขององค์ชายใหญ่ไม่ใช่คนคึกคักสดใสนัก ทว่ากลับมีความเอียงอาย มองหนานกงมั่วอย่างประหลาดใจทว่าไม่เอ่ยวาจา เขารู้สึกเพียงว่าท่านน้าคนสวยตรงหน้าไม่เหมือนกับเสด็จแม่ในวังเหล่านั้น ไม่เหมือนกัน เหล่าเสด็จแม่ที่อยู่ในวังเองก็สวยมาก แต่ทุกครั้งที่พวกนางยิ้มให้เขากลับทำให้เขารู้สึกกลัว ท่านน้าผู้นี้ยิ้มให้เขากลับให้ความรู้สึกใจดีเป็นที่สุด คล้ายกับเวลาเสด็จแม่ยิ้มให้เขา
“องค์ชาย นี่คือซิงเฉิงจวิ้นจู่ ตอนเจ้าเด็กๆ ยังเคยอุ้มเจ้าด้วย เรียก…เรียกท่านอาเถิด” ฮองเฮาลังเลมองไปยังหนานกงมั่วเล็กน้อย หนานกงมั่วเป็นจวิ้นจู่ที่อดีตฮ่องเต้แต่งตั้ง รุ่นราวคราวเดียวกับเซียวเชียนเยี่ย เรียกว่าท่านอาก็ไม่เลว
องค์ชายใหญ่กะพริบตาปริบ “คารวะท่านอาซิงเฉิง”
หนานกงมั่วยิ้มหวานขึ้นมา เอ่ย “องค์ชายใหญ่” ครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ จึงหยิบหยกติดตัวหนึ่งชิ้นออกมายื่นให้เขา เอ่ยขึ้น “ลืมเตรียมของขวัญแรกพบหน้า สิ่งนี้ให้องค์ชายไปเล่นนะเพคะ” นางไม่ชอบมีเครื่องประดับติดตัวมากมาย ยิ่งไปกว่านั้นองค์ชายใหญ่ยังเป็นเด็กชาย คงมีเพียงชิ้นหยกเช่นนี้ที่พอเหมาะสมอยู่บ้าง
ฮองเฮายิ้มบาง คิ้วที่ขมวดมุ่นคลายลงไปมาก ลูบศีรษะเล็กของบุตรชาย เอ่ย “ยังไม่กล่าวขอบคุณท่านอาอีก”
องค์ชายใหญ่รับชิ้นหยกมาเอ่ยขอบคุณอย่างว่าง่าย หนานกงมั่วลอบถอนหายใจอยู่ในใจ ความคิดของฮองเฮานางเองใช่จะไม่รู้ องค์ชายใหญ่เป็นเพียงเด็กชายอายุห้าขวบเท่านั้น เพียงแต่เกรงว่าวันข้างหน้าคงไม่อาจมีชีวิตที่ดีนัก ฮองเฮาทำเช่นนี้ เพียงหวังว่าหากมีเรื่องอันใดตนจะสามารถช่วยเหลือได้ แต่ว่า…จะช่วยได้หรือไม่ยังไม่อาจรู้ได้ ฮองเฮาไม่เอ่ย แน่นอนว่านางไม่อาจเสนอตัว
ทั้งสองฝ่ายต่างรู้ความคิดของกันและกัน ฮองเฮาเปลี่ยนเรื่องคุยถึงลูกแฝดชายหญิงของหนานกงมั่ว คนเป็นมารดา เมื่อเอ่ยถึงลูกของตนจิตใจก็อ่อนยวบขึ้นมา สีหน้าของหนานกงมั่วเองก็อ่อนโยนลงไปมาก ทั้งสองพูดคุยกันไปมา บรรยากาศไม่กระอักกระอ่วนอีกต่อไปแล้ว
ไม่รู้ว่าไทเฮาและเซียวเชียนเยี่ยพูดคุยสิ่งใด เพียงแต่ตอนเดินออกมาดวงตาของเซียวเชียนเยี่ยแดงขึ้นมาบ้าง เพียงมองหนานกงมั่วเรียบนิ่ง เห็นชัดว่าอารมณ์ไม่ดีไม่อยากคุยกับนาง หนานกงมั่วเองไม่สนใจ ยักไหล่เดินตามเซียวเชียนเยี่ยออกจากวังหลังตรงไปด้านหน้า
“พี่ใหญ่” เสียงดังขึ้นมากะทันหันจากด้านหลัง หนานกงมั่วชะงักหันกลับไปพลันมองเห็นสตรีรูปร่างผอมแห้งซีดเซียวรีบวิ่งเข้ามา องครักษ์ด้านหลังที่ติดตามทั้งสองมาก้าวขึ้นมาด้านหน้า ขวางคนที่วิ่งเข้ามาเอาไว้
หนานกงมั่วจึงเห็นชัดเจนว่าคนที่มาคือหนานกงซู
มองดูสตรีผอมแห้งซูบโทรมตรงหน้า หนานกงมั่วพลันตกตะลึง ชั่วพริบตาก็ไม่ได้เจอหนานกงซูมาหกปีกว่าแล้ว นับดูแล้วยามนี้หนานกงซูอายุเพียงยี่สิบต้นๆ เท่านั้น แม้จะสวมเครื่องประดับงดงาม แต่มองดูแล้วราวกับสตรีวัยกลางคนอายุสามสิบกว่า ใบหน้าที่เคยงดงามน่าหลงใหลผ่านความทุกข์ระทมมาหลายปี เกือบจะมองไม่ออกถึงสตรีงดงามแห่งจินหลิงเมื่อก่อนแล้ว
เซียวเชียนเยี่ยเองก็ชะงัก จำสตรีตรงหน้าได้ช้ากว่าหนานกงมั่วไปบ้าง นับตั้งแต่หนานกงไหวและเซียวฉุนก่อกบฏในวังครั้งนั้น แม้เซียวเชียนเยี่ยจะไม่ได้ดึงหนานกงซูขังไปด้วยกัน ทว่าก็ไม่ได้เจอหนานกงซูอีกเลยเช่นกัน หลายปีมานี้หนานกงซูไม่ได้อยู่ในวังเย็นก็คล้ายอยู่ในวังเย็น ตอนนั้นเซียวเชียนเยี่ยโปรดปรานหนานกงซูอย่างไร เมื่อนางตกต่ำคนในวังหลังก็เหยียบย่ำนางอย่างนั้น มองสตรีตรงหน้า เซียวเชียนเยี่ยพลันมีความรู้สึกซับซ้อนขึ้นมาโดยไม่อาจสามารถอธิบายได้ อย่างไรเขาก็เคยชอบสตรีผู้นี้จริงๆ ต่อให้เหตุผลส่วนใหญ่จะเป็นเพราะอำนาจของหนานกงไหวก็ตาม แต่ก็ยังมีความผูกพันอยู่บ้าง
“พี่ใหญ่ ข้าเอง” หนานกงซูพยายามผลักองครักษ์ตรงหน้าของตนเองออก เอ่ยอย่างร้อนรน
หนานกงมั่วมองนางด้วยสายตาเรียบนิ่ง “มารดาของข้าให้กำเนิดข้าเป็นบุตรีเพียงคนเดียว” ความสัมพันธ์ของหนานกงมั่วและหนานกงซูที่มีต่อกันเป็นเพราะหนานกงไหวก็เท่านั้น ยามนี้ตัดขาดจากหนานกงไหวแล้ว หนานกงซูจะนับประสาอันใด
หนานกงซูรีบส่ายศีรษะ “ข้าเป็นน้องสาวของท่านอย่างไรเล่า พี่ใหญ่ ข้ารู้ว่าข้าผิดไปแล้ว ท่านช่วยข้าด้วย…ข้าไม่อยากตาย ข้าไม่อยากตาย”
“เจ้าคิดมากไปแล้ว” หนานกงมั่วเอ่ยเสียงเรียบ “ไม่มีใครต้องการให้เจ้าตาย”
ไหนเลยหนานกงซูจะเชื่อ นางไม่ใช่คนโง่ ยามนี้เซียวเชียนเยี่ยจบสิ้นแล้ว รอเยี่ยนอ๋องขึ้นครองบัลลังก์แล้วไหนเลยจะปล่อยคนเหล่านี้ในยุคสมัยของเซียวเชียนเยี่ย ถึงตอนนั้น สนมของฮ่องเต้อย่างพวกนางคงไม่อาจรักษาเอาไว้ได้แม้กระทั่งชีวิต เรื่องอันใดนางต้องตายไปพร้อมกับเซียวเชียนเยี่ยเล่า
“พี่สาว ฮือๆ…พวกเราเป็นพี่น้องนะ ท่านพาข้าออกไปด้วยเถิด ข้าไม่อยากอยู่ในวังอีกต่อไปแล้ว”
หนานกงมั่วส่ายศีรษะ หันไปหาเซียวเชียนเยี่ย “ฝ่าบาท พวกเราไปกันเถิดเพคะ”
เซียวเชียนเยี่ยมองหนานกงมั่วด้วยสีหน้าเฉยชา พยักหน้าเงียบๆ
เห็นว่าพวกเขาจะไป ในที่สุดหนานกงซูก็ทนไม่ไหว “ท่านอย่าไป คนที่ผิดต่อพวกท่านคือท่านพ่อ ไยท่านต้องทำกับข้าเยี่ยงนี้ เรื่องเหล่านั้นไม่ใช่ฝีมือข้า ฮือๆ…ไยต้องโทษข้า”
หนานกงมั่วหันกลับไป เอ่ยเสียงเรียบ “ไม่มีใครโทษเจ้า ข้าบอกแล้ว เจ้าคิดมากไปแล้ว ส่งแม่นางผู้นี้กลับไปเถิด”
“ขอรับ จวิ้นจู่” องครักษ์ทั้งสองเอ่ยขึ้นพร้อมเพรียง
หนานกงซูถูกดึงขึ้นมา พามุ่งหน้าตรงกลับไปด้านหลัง หนานกงซูดิ้นรนไม่หยุด เพียงแต่นางจะสู้บุรุษสองคนได้เช่นไร ทำได้เพียงร้องตะโกนและโดนลากออกไป “ข้าอยากเจอพี่ใหญ่ พี่รอง ฮือๆ…พี่สาว ช่วยข้า ข้าไม่อยากตาย”
สีหน้าของเซียวเชียนเยี่ยไม่น่ามองขึ้นมา หันหลังกลับ เดินตรงไปยังหน้าประตูตำหนักเงียบๆ หนานกงมั่วยักไหล่และเดินตามออกไป ส่วนหนานกงซูไม่มีใครเอ่ยถึงอีกและไม่มีใครสนใจ อนาคตหนานกงซูจะเป็นอย่างไรไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาตัดสินใจได้ บางทีอาจจะเหมือนสนมหลายคนที่ต้องอยู่ในวังเย็นไปตลอดชีวิต กระทั่งอย่างที่นางบอกว่าไม่อาจรักษาชีวิตเอาไว้ได้ แต่สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่ไม่เกี่ยวกับตน บางทีนางอาจขอร้องอ้อนวอนตนได้ แต่หนานกงมั่วคิดไม่ออกว่าไยตนเองต้องทำเช่นนั้น เรื่องของหนานกงซูไม่เกี่ยวอันใดกับตนตั้งนานแล้ว