หมอหญิงยอดมือสังหาร - ตอนที่ 1056 การเปลี่ยนแปลงในศาลบูรพกษัตริย์ (1)
ตอนที่ 1056 การเปลี่ยนแปลงในศาลบูรพกษัตริย์ (1)
นอกเมืองจินหลิง เยี่ยนอ๋องนั่งบนหลังม้าและมองดูประตูเมืองที่เปิดออกกว้างตรงหน้าเงียบๆ พวกเซียวเชียนชื่อสามพี่น้องอยู่ด้านหลังเยี่ยนอ๋องไม่เอ่ยสิ่งใด ทว่าดวงตาของพวกเขาเปล่งประกายวาววับอย่างอดไม่ได้ ความจริงไม่ใช่แค่พวกเขาเท่านั้น ไม่ว่าใครก็ไม่อาจระงับความตื่นเต้นของพวกเขาได้ในเวลานี้ หลังจากลำบากมาหลายปี หลังจากเสี่ยงภัยอันตรายกระทั่งอาจสูญเสียครอบครัว ยามนี้ เมืองหลวงแห่งนี้ก็มาอยู่ตรงหน้าพวกเขาแล้ว
“เสด็จพ่อ” เซียวเชียนชื่อเอ่ยถามเสียงเบาอย่างอดไม่ได้
สุขภาพของเยี่ยนอ๋องยังคงไม่ค่อยดีนัก ใบหน้าของเขาก็ยังซีดอยู่เล็กน้อย แต่หลังจากบุกยึดจินหลิงได้แล้วก็สามารถรักษาให้ดีได้แล้ว
“ท่านอ๋อง” ที่ประตูเมือง เฉินอวี้นำกำลังเดินเข้ามา เอ่ยอย่างนอบน้อม “ท่านอ๋อง เมืองชั้นในเปิดออกแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“เร็วเพียงนี้เลยหรือ” เยี่ยนอ๋องเลิกคิ้ว เฉินอวี้ยิ้มเอ่ย “มีความช่วยเหลือจากในเมือง เปิดประตูฉงหวา กองทัพของเราจึงบุกเข้าไป เมื่อครู่ได้รับข่าวว่าหนานกงไหวที่ทำหน้าที่รับผิดชอบคุ้มกันเมืองถูกแม่ทัพเจี่ยนเอาตัวไป เอ้อกั๋วกงกลับจวนเอ้อกั๋วกง ปิดประตูไม่ออกมาพ่ะย่ะค่ะ” คนอื่นอาจดูไม่ออกถึงท่าทีที่ดูนอบน้อมและระมัดระวังมากกว่าปกติของเฉินอวี้ที่มีต่อเยี่ยนอ๋อง เมื่อก้าวเข้าเมืองหลวงแห่งนี้ไปแล้ว ทุกอย่างก็จะไม่เหมือนเดิมแล้ว
เยี่ยนอ๋องพยักหน้า เอ่ย “ดีมาก เข้าเมืองกันเถิด”
“เชิญท่านอ๋อง” เฉินอวี้กระตุกบังเหียนเพื่อหลีกทางให้ เยี่ยนอ๋องควบม้านำตรงเข้าเมืองไป
ยามนี้ทหารเฝ้าประจำการส่วนใหญ่ได้ยอมจำนน เพราะเอ้อกั๋วกงวางมือไปก่อน การต่อสู้ในเมืองจินหลิงไม่ได้ดุเดือนดังก่อนหน้านี้แล้ว นอกจากขุนพลบางคนที่ยังคงนำกำลังคุ้มกันเมืองในบางจุดเท่านั้น สถานที่ส่วนใหญ่ต่างก็สงบลงแล้ว ยังมีทหารเฝ้าประจำการบางส่วนที่ถอยเข้าไปในวังหลวง ยามนี้วังหลวงถูกล้อมโดยกองทัพโยวโจวและกองทัพเฉินโจวหนาแน่นจนน้ำยังไม่อาจลอดออกมาได้
“คารวะท่านอ๋อง” เห็นเยี่ยนอ๋องเข้ามาใกล้ เซวียเจินและหนานกงชวี่ผู้นำทัพก็เข้ามาทำความเคารพต่อเยี่ยนอ๋อง
เยี่ยนอ๋องพยักหน้าเบาๆ เงยหน้าขึ้นไปมองวังหลวงอันโอ่อ่าตรงหน้าไม่เอ่ยสิ่งใด
เนิ่นนาน เยี่ยนอ๋องจึงหันมาเอ่ยถามหนานกงชวี่ “ไยจวินมั่วและอู๋สยาจึงไม่อยู่”
หนานกงชวี่ส่ายศีรษะ “หลังจากเข้าเมืองมาก็ไม่เห็นพวกเขาแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
เยี่ยนอ๋องนิ่งเงียบ หนานกงมั่วและเว่ยจวินมั่วล่วงหน้าเข้าเมืองมาตามหาเยาเยา ยามนี้ยังไม่ปรากฏตัวเกรงว่าเยาเยา…
“ท่านอ๋อง ที่นี่…” เซวียเจินมองประตูวังหลวงที่ปิดสนิทอย่างลำบากใจ ตรงหน้าก็เป็นวังหลวงแล้ว แต่จะโจมตีได้เลยหรือไม่นั่นคือปัญหา อย่างไร…พวกเขามาเพื่อสยบความวุ่นวาย ไม่ใช่ก่อกบฏ
เยี่ยนอ๋องเงียบไปชั่วครู่ “นำฎีกาของข้าไปถวายต่อฝ่าบาทเถิด”
เซวียเจินชะงัก พยักหน้า เอ่ย “พ่ะย่ะค่ะ ท่านอ๋อง”
ฎีกาของเยี่ยนอ๋องนั้นเรียบง่าย ยังคงเป็นคำเดียวกับเมื่อสามปีก่อน ขอเพียงฮ่องเต้สังหารขุนนางชั่วที่อยู่รอบตัวเขาและคืนตำแหน่งและศักดินาแก่บรรดาเสด็จอา เยี่ยนอ๋องจะถอนทหารออกทันที แน่นอนว่าฎีกานี้จะไม่ได้รับคำตอบใดๆ เซียวเชียนเยี่ยเพียงแค่เหลือบมองแล้วโยนมันทิ้งไปพร้อมกับเย้ยหยัน เรื่องมาถึงตอนนี้ ยังต้องการให้เขาสังหารข้าราชบริพารที่อยู่รอบข้างตัวเขาเพื่อเอาชีวิตรอดอีกหรือ หากเขาเชื่อเยี่ยนอ๋องจริงเขาคงโง่แล้ว
ไม่เพียงแต่เขาเพิกเฉยต่อคำสั่งของเยี่ยนอ๋องเท่านั้น เซียวเชียนเยี่ยไม่ได้วางแผนที่จะปกป้องวังหลวงด้วยซ้ำ รับสั่งให้เปิดประตูวังรับศึก
ประตูเมืองทั้งด้านในและด้านนอกยังไม่สามารถปิดกั้นกองทัพของเยี่ยนอ๋องได้ ดังนั้นประตูวังหลวงเพียงอย่างเดียวจะมีประโยชน์อันใด รุ่งเช้าต่อมาประตูวังหลวงได้เปิดออกแล้ว กลิ่นเลือดโชยคลุ้งไปทั่วในอากาศ และกองกำลังรักษาการณ์โยวโจวก็ยืนต้อนรับเยี่ยนอ๋องเข้าสู่วังด้วยความเคารพ
เยี่ยนอ๋องถอนหายใจและก้าวเข้าไปในประตูวัง
ทั้งวังหลวงเงียบสงัด และทหารยามผู้เคร่งขรึมในอดีตถูกแทนที่ด้วยทหารองครักษ์โยวโจวผู้มีไอสังหาร ไม่มีขันทีนางกำนัลและข้าราชบริพารที่เดินอย่างระมัดระวังในวัง มีเพียงรอยเลือดที่เหลือจากการต่อสู้เมื่อคืนที่ผ่านมา เยี่ยนอ๋องเดินไปที่ห้องโถงใหญ่ใจกลางวังหลวงทีละก้าว ทว่าเซียวเชียนเยี่ยไม่ได้อยู่ที่นี่ เมื่อมองไปที่บัลลังก์มังกรสีเหลืองอร่ามเหนือห้องโถงใหญ่ เยี่ยนอ๋องก็หันกลับมาเอ่ยถาม “ฝ่าบาทอยู่ที่ใด”
ขุนพลที่อยู่ด้านข้างเอ่ยตอบเสียงทุ้มต่ำ “ตอบท่านอ๋อง ฝ่าบาทอยู่ที่ศาลบูรพกษัตริย์พ่ะย่ะค่ะ ได้ยินมาว่าพระองค์ไม่ได้ออกมาเลยตั้งแต่เข้าไปในศาลบูรพกษัตริย์เมื่อวานนี้”
“ไปดูสักหน่อยเถิด” เยี่ยนอ๋องเอ่ย
เยี่ยนอ๋องหันหลังและเดินไปยังศาลบูรพกษัตริย์ เซียวเชียนชื่อและคนอื่นๆ เดินตามหลังไป ใบหน้าของเยี่ยนอ๋องตึงเครียด ผู้คนรอบข้างจึงไม่กล้าเอ่ยสิ่งใดออกมา
ศาลบูรพกษัตริย์อยู่ทางด้านตะวันออกเฉียงใต้ของวังหลวง ต้าเซี่ยก่อตั้งขึ้นเพียงไม่ถึงสิบปี วังหลวงก็ยังเป็นวังต้องห้ามของราชวงศ์ก่อนหน้า หลังจากที่ฮ่องเต้องค์แรกขึ้นครองบัลลังก์แล้ว ก็ไม่มีการก่อสร้างสิ่งใดใหญ่โต ศาลบูรพกษัตริย์จึงเป็นเพียงตำหนักหินอ่อนสีขาวสามชั้นงดงามเท่านั้น ในเวลานี้รอบนอกของศาลบูรพกษัตริย์ถูกล้อมไปด้วยกองทัพเฉินโจว ยิ่งทำให้บรรยากาศตึงเครียดมากขึ้น
“ท่านอ๋อง” ขุนพลที่เฝ้าอยู่ด้านนอกศาลบูรพกษัตริย์ก้าวไปข้างหน้าเพื่อทำความเคารพ
“ฝ่าบาทอยู่ที่นี่หรือไม่” เยี่ยนอ๋องเอ่ยถาม
ขุนพลพยักหน้าพลางเอ่ย “ด้านในมีฝ่าบาทเพียงผู้เดียวพ่ะย่ะค่ะ”
เยี่ยนอ๋องพยักหน้า หันหลังและเดินไปที่ห้องโถงใหญ่
“ท่านอ๋อง” ทุกคนที่อยู่ข้างหลังตะโกน
เยี่ยนอ๋องโบกมือพลางเอ่ย “ไม่ต้องกังวล” เซวียเจินลังเลอยู่ชั่วครู่ เอ่ย “ท่านอ๋อง ให้คนเข้าไปกับพระองค์เถิดพ่ะย่ะค่ะ” แม้เซียวเชียนเยี่ยจะอยู่ด้านในเพียงคนเดียว แต่เซียวเชียนเยี่ยไม่ใช่นักปราชญ์อ่อนแอ ยามนี้ร่างกายของท่านอ๋องเองก็มิได้ดีนัก
เยี่ยนอ๋องขมวดคิ้วเล็กน้อยแต่ไม่ได้คัดค้าน จากนั้นทุกคนก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก หากเยี่ยนอ๋องยังยืนยันที่จะเข้าไปด้วยพระองค์เองพวกเขาจะทำเยี่ยงไรหากเกิดอันใดขึ้น
เฉินอวี้และเซวียเจินมองหน้ากันก่อนจะก้าวไปข้างหน้า ทั้งคู่เดินตามหลังเยี่ยนอ๋องไป เมื่อเห็นเช่นนี้เซียวเชียนชื่อสามพี่น้องจึงติดตามไปด้วย ตรงกันข้ามกันนั้นหนานกงชวี่ ลิ่นฉังเฟิง และคนอื่นๆ ที่อยู่ด้านหลังต่างรู้สึกสนใจต่อสิ่งนี้ เซียวเชียนเยี่ยโชคร้ายพอแล้ว มองกลุ่มของเยี่ยนอ๋องเดินเข้าไปด้านในศาลบูรพกษัตริย์ ลิ่นฉังเฟิงปรบมือพลางเอ่ย “ดูเหมือนว่าจะไม่มีอันใดผิดปกติ จวินมั่วและแม่นางมั่วไม่รู้ว่าจะไปที่ใด คุณชายอย่างข้ามีธุระต้องไปก่อน คุณชายหนานกง ที่นี่คงต้องรบกวนท่านแล้ว” ได้ยินมาว่าบิดาของเขาถูกเซียวเชียนเยี่ยพาเข้ามาในวังและไม่ปล่อยออกไป แม้ว่าลิ่นฉังเฟิงจะมิได้มีความรู้สึกต่อครอบครัวนั้นแล้ว แต่เขาไม่มีความบาดหมางทางสายเลือดกับบิดาของเขา ดังนั้นจึงไม่เป็นไรหากจะพาเขาติดมือออกไปด้วย
หนานกงชวี่มองไปยังลิ่นฉังเฟิงอย่างไม่ใส่ใจแล้วพยักหน้าให้เล็กน้อย
คุณชายฉังเฟิงโบกมือ หมุนตัวและเดินออกไปอย่างเย่อหยิ่ง
ห้องโถงกว้างขวางดูอ้างว้างขึ้นมา และมีป้ายวิญญาณห้าหรือหกป้ายวางอยู่บนโต๊ะด้านหน้า นอกจากป้ายวิญญาณของอดีตฮ่องเต้ที่วางอยู่ด้านหน้าสุด ฝั่งซ้ายของป้ายวิญญาณอดีตฮ่องเต้คือป้ายวิญญาณของอดีตรัชทายาท ฝั่งขวาคือป้ายวิญญาณของอดีตฮองเฮา ที่เหลือนั้นเป็นบรรพบุรุษของตระกูลเซียว ถึงกระนั้นก็ดูโดดเดี่ยวมากในวังหลวงที่กว้างขวางแห่งนี้ เซียวเชียนเยี่ยคุกเข่าบนเบาะใต้ป้ายวิญญาณ เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าก็ไม่ได้หันกลับไปมอง
เยี่ยนอ๋องยกมือส่งสัญญาณให้คนข้างหลังหยุด และก้าวเข้าไปในห้องโถงเพียงลำพัง เดินเข้าไปหยุดอยู่ไม่ไกลจากเซียวเชียนเยี่ย โค้งทำความเคารพไปยังป้ายวิญญาณหนึ่งครั้ง หยิบก้านธูปอีกดอกแล้วเสียบลงในกระถางธูป จากนั้นหันไปมองเซียวเชียนเยี่ย