หมอหญิงยอดมือสังหาร - ตอนที่ 1054 เมืองแตก (1)
ตอนที่ 1054 เมืองแตก (1)
รัชศกเฉิงอานที่ห้า สิบห้า เดือนแปด
มาถึงเทศกาลไหว้พระจันทร์อีกครั้ง เพียงแต่วันนี้คนทั้งนอกและในเมืองจินหลิงต่างก็ไม่มีกระจิตกระใจฉลองเทศกาลวันไหว้พระจันทร์ เพราวันนี้ช่วงหัวค่ำ ยังไม่ทันได้เห็นพรtจันทร์เต็มดวง ประตูทั้งสามของเมืองจินหลิงก็ถูกเปิดออกแล้ว ส่วนประตูเมืองทางทิศใต้ที่ถูกหนานกงชวี่เปิดออกก่อนนั้นได้นำหน้าพากองทัพบุกโจมตีเข้าไปด้านในเมืองก่อนแล้ว ทหารเฝ้าประจำการทำสิ่งใดไม่ได้จึงจำต้องล่าถอยเข้าไปในเมืองชั้นใน เพียงแต่ประตูเมืองด้านนอกยังรักษาเอาไว้ไม่ได้ ประตูเมืองด้านในจะปกป้องได้นานเพียงใดกัน
เอ้อกั๋วกงยืนอยู่บนกำแพงเมือง มองกองทัพเฉินโจวและกองทัพโยวโจวบุกโจมตีอย่างเต็มกำลัง ในใจเกิดความเศร้าและหดหู่ขึ้นมาอย่างไร้หนทาง
“กั๋วกง” หนานกงไหวที่อยู่ในชุดเกราะเดินเข้ามา ใบหน้าซูบผอมดวงตาแดงก่ำ มองไกลออกไป ภายใต้ความวุ่นวายของกองทัพก็สามารถมองเห็นหนานกงชวี่รูปร่างผอมบางที่นั่งหลังตรงอยู่บนหลังม้า หนานกงไหวไม่รู้ว่าตนเองควรชื่นชมหรือละอายใจ พ่อลูกต้องมาเป็นศัตรูกันเช่นนี้ เพียงมองผลลัพธ์คนมีตาต่างรู้ได้ว่าเขาเป็นฝ่ายพ่ายแพ้แล้ว
เอ้อกั๋วกงหันกลับไปมองหนานกงไหวเล็กน้อย สีหน้าเรียบนิ่ง เอ่ย “ฉู่กั๋วกงนี่นะ”
หนานกงไหวถอนหายใจ ยืนเคียงข้างเอ้อกั๋วกง ยืนอยู่บนกำแพงมองลงไปด้านล่าง เอ่ยถาม “กั๋วกงคิดว่าพวกเรามีโอกาสชนะหรือไม่”
เอ้อกั๋วกงนิ่งเงียบไปนาน
หนานกงไหวก็มิใช่คนที่ไม่มีหัวใจไม่มีเลือดไม่มีน้ำตา ต่อให้จะเห็นแก่ตัวเพียงใด แต่เมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์เช่นนี้ก็ยากที่จะไร้ความรู้สึก เมื่อครั้งที่พวกเขาติดตามอดีตฮ่องเต้ขับไล่เป่ยหยวนนั้นมีความกล้าหาญองอาจผึ่งผายเพียงใด เมื่อครั้งที่ติดตามอดีตฮ่องเต้เข้ามาในเมืองหลวงมีความกระฉับกระเฉงมีชีวิตชีวาเพียงใด น่าเสียดายที่อดีตฮ่องเต้จากไปเพียงไม่กี่ปีก็ไม่อาจรักษาเมืองหลวงเอาไว้ได้แล้ว
หนานกงไหวรู้ว่าพวกเขาไม่มีโอกาสชนะ เขาเองก็ไม่คิดจะเสียสละชีวิตปกป้องเมืองจินหลิงจนตายเพื่อเซียวเชียนเยี่ย เพียงแต่ยามนี้เขาคงหวังพึ่งเพียงกงอวี้เฉินแล้ว กงอวี้เฉินยังไม่บอกว่าไปได้เขาก็ต้องเฝ้าต่อไป แต่หนานกงไหวรู้ว่ากงอวี้เฉินไม่มีทางตายไปพร้อมกับเซียวเชียนเยี่ยอย่างแน่นอน ดังนั้นเขาจึงไม่รีบร้อน
หนานกงไหวลอบถอนหายใจ รู้สึกเสียใจขึ้นมาที่ตอนนั้นรับปากกงอวี้เฉินไปช่วยจับตัวเยาเยา หากไม่ใช่เรื่องนี้ เขาจะถูกคนของวังจื่อเซียวหมายหัวได้อย่างไร เพียงออกจากกองทัพที่มีทหารหลายหมื่นคอยล้อมรอบและไม่มีการคุ้มกันจากสำนักหอธารา เขาตัวคนเดียวจะหนีรอดไปจากการตามล่าของคนจากมือสังหารวังจื่อเซียวได้อย่างไร
“รายงานกั๋วกง เกิดเรื่องใหญ่แล้วขอรับ” ขุนพลไม่กี่คนวิ่งเข้ามาอย่างเร่งรีบ ยังไม่ทันวิ่งเข้ามาถึงก็ตะโกนเสียงดัง เอ้อกั๋วกงหนักอึ้งอยู่ในใจ เอ่ยถามเสียงเข้ม “มีเรื่องอันใด”
ขุนพลเอ่ย “ในเมืองเกิดไฟลุกไหม้หลายจุด นอกจากนี้ ประตูฉงหวา…ประตูฉงหวาแตกแล้วขอรับ”
ความจริงไม่ต้องให้ขุนพลรายงานพวกเขาก็มองเห็นเปลวไฟและกลุ่มควันที่พวยพุ่งขึ้นมา ประตูฉงหวาเป็นประตูเมืองชั้นในที่เก้า แต่ว่า…ไยจึงแตกเร็วเพียงนี้เล่า”
สีหน้าของหนานกงไหวทะมึนขึ้น ในใจกลับมีความคิดล่าถอย เอ่ยเสียงเข้ม “เมืองชั้นในมีสายลับของจวนเยี่ยนอ๋อง”
เอ้อกั๋วกงส่ายศีรษะ เอ่ยอย่างไร้เรี่ยวแรง “เกรงว่า…ไม่ใช่สายลับจวนเยี่ยนอ๋อง แต่เป็น…” เป็นคนที่คอยประสานอยู่ภายใน ทรยศต่อฝ่าบาท เพราะต่อให้เป็นสายลับจะต้องมีความสามารถมากเพียงใดถึงเปิดประตูเมืองได้ คงต้องเป็นคนตำแหน่งใหญ่โตเท่านั้นที่จะทำได้
ขุนพลที่รีบวิ่งมาพลันเอ่ยขึ้น “ท่านกั๋วกงเอ่ยไม่ผิด เป็นชิ่งอ๋องและอี๋ชุนโหวที่เปิดประตูเมืองขอรับ เวลานี้…กองทัพเฉินโจวบุกเข้ามาในเมืองแล้วขอรับ”
ทุกคนมองไปยังเอ้อกั๋วกงโดยพร้อมเพรียง อยากให้เขาออกความคิดเห็น ใบหน้าซีดเซียวของเอ้อกั๋วกงกลับมีเพียงความโศกเศร้าและอับจนหนทาง โบกมือย่างไร้เรี่ยวแรง “ช่างเถิด ไปเถิด”
“ท่าน…กั๋วกง”
เอ้อกั๋วกงเอ่ย “อยากทำสิ่งใดก็ไปทำเถิด…” เมืองชั้นในไม่ได้กว้างน้อยไปกว่าเมืองชั้นนอกนัก เดิมทีคิดว่าสามารถถอยมาป้องกันเมืองชั้นในได้ คิดว่าอาศัยพื้นที่ที่จำกัดและทหารที่เฝ้าประจำการอยู่เมืองชั้นนอกอาจขัดขวางเอาไว้ได้ช่วงเวลาหนึ่ง แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าขุนพลที่เหลือไว้ที่เมืองชั้นนอกนั้นคงยอมจำนนไปแล้วกระมัง ประตูเก้าประตูในเมืองชั้นใน เพียงมีประตูหนึ่งแตก ประตูที่เหลือก็ไม่อาจรักษาเอาไว้ได้อีก ยิ่งไปกว่านั้น…รู้ตั้งนานแล้วว่าไม่อาจรักษาเมืองหลวงเอาไว้ได้ ไยต้องส่งทหารเหล่านี้ไปตายด้วยเล่า ใบหน้าแก่ชราของเอ้อกั๋วกงมองไปยังใบหน้ายังหนุ่มของทหารเฝ้าประจำการทีละคน ใบหน้าแก่ชราเหลือไว้เพียงความขมขื่น
สงครามระหว่างอาหลาน กษัตริย์และขุนนางต่อสู้กัน เปลี่ยนผู้ครองบัลลังก์…แล้วเกี่ยวอันใดกับทหารธรรมดาเหล่านี้เล่า พอแล้ว…
เอ้อกั๋วกงหมุนตัวเดินจากไป เหลือไว้เพียงร่างสั่นเทาของชายชราและทหารที่มองหน้ากันอย่างทำอันใดไม่ถูก
“เอ่อ…ฉู่กั๋วกง พวกเราจะทำอย่างไรดีขอรับ” เห็นได้ว่าขุนพลผู้นั้นไม่คิดว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นเช่นนี้ จำต้องหันมาถามหนานกงไหวที่ยืนอยู่ด้านข้าง แม้ว่าตอนนี้ชื่อเสียงของหนานกงไหวจะไม่ดีนัก แต่อย่างไรก็เคยเป็นวีรบุรุษติดตามอดีตฮ่องเต้ เอ้อกั๋วกงไปแล้ว เวลานี้คงมีเพียงเขาที่สามารถออกความเห็นได้
หนานกงไหวมองไปยังทิศทางที่เอ้อกั๋วกงเดินจากไป ในใจยิ้มเย็นทว่าใบหน้ากลับไม่ปรากฏอารมณ์ใดๆ เลิกคิ้วพลางเอ่ย “ท่านกั๋วกงก็บอกแล้วมิใช่หรือ อยากทำอันใดก็ทำไป” เอ่ยจบพลันโบกมือหมุนตัวเดินหนีไป
“เอ้อกั๋วกง” หนานกงไหวตามเอ้อกั๋วกงที่เดินตัวสั่นด้วยความชรา ก่อนจะเอ่ยเรียกขึ้น
เอ้อกั๋วกงหันกลับมามองหนานกงไหวเงียบๆ ไม่เอ่ยวาจา หนานกงไหวถูกเขามองจนทำตัวไม่ถูก ได้แต่เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ไยท่านกั๋วกงจึงมองข้าเยี่ยงนี้เล่า”
เอ้อกั๋วกงเอ่ย “ตอนนี้ฉู่กั๋วกง…เป็นคนของฝ่าบาทหรือเป็นคนของกงอวี้เฉิน”
หนานกงไหวตกตะลึง ไม่นานจึงมีรอยยิ้มกลับมา เอ่ย “เอ้อกั๋วกงล้อเล่นแล้ว”
เอ้อกั๋วกงส่ายศีรษะ “ข้าก็ถามไปอย่างนั้น หากฉู่กั๋วกงมีใจภักดีต่อฝ่าบาทสักนิด จะ…วิ่งไปช่วยกงอวี้เฉินลักพาตัวเด็กไกลนับพันลี้เพียงนั้นได้อย่างไร”
หนานกงไหวเงียบไปชั่วครู่ จำต้องถอนหายใจออกมา เอ่ย “เรื่องอันใดก็ปิดบังเอ้อกั๋วกงไม่ได้เลยจริงๆ”
เอ้อกั๋วกงถอนหายใจ เอ่ย “ประตูฉงหวาแตก เกี่ยวข้องกับเจ้าสำนักกงกี่ส่วนหรือ”
หนานกงไหวขมวดคิ้ว ลังเลอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะขมวดคิ้วพลางเอ่ย “ก็คง เกี่ยวข้องเล็กน้อยกระมัง” แม้ว่าตอนนี้เขาจะช่วยกงอวี้เฉิน แต่ความสัมพันธ์ของเขากับกงอวี้เฉินไม่ได้ดีเท่าใดนัก เพียงใช้ประโยชน์ซึ่งกันและกันเท่านั้น แน่นอนว่ากงอวี้เฉินเองก็ไม่บอกความลับอันใดกับเขา แม้แต่เรื่องเหล่านี้ยังเคยได้ยินกงอวี้เฉินเอ่ยถึงบ้างก็เท่านั้น ความจริงหนานกงไหวก็ไม่เข้าใจว่าไยกงอวี้เฉินบางครั้งถึงได้ช่วยเยี่ยนอ๋องจัดการกับเซียวเชียนเยี่ย บางครั้งก็ช่วยเซียวเชียนเยี่ยรับมือกับเยี่ยนอ๋องเพื่อต้องการอันใด ตามหลักแล้วตัวตนของเนี่ยนหย่วนถูกเปิดเผย กงอวี้เฉินและเยี่ยนอ๋องนับว่าแตกหักโดยสิ้นเชิงแล้ว แต่ระหว่างช่วยเซียวเชียนเยี่ยคุ้มกันเมืองอีกด้านกลับช่วยเปิดประตูเมืองให้เยี่ยนอ๋องอีก คิดจะทำอันใดกันแน่
“ท่านกั๋วกงยอมแพ้เพราะเรื่องนี้หรือ” หนานกงไหวย่นคิ้ว เมื่อครู่เขายังเย้ยหยันเอ้อกั๋วกงอยู่ในใจ เพียงเห็นว่าประตูฉงหวาแตกก็ยอมแพ้แล้ว ก็ไม่ได้เก่งกาจไปกว่าเขาเท่าใดนี่
เอ้อกั๋วกงเงยหน้ามองท้องฟ้าทะมึน เอ่ย “ข้าเตือนฝ่าบาทหลายครั้งแล้วว่ากงอวี้เฉินไม่น่าเชื่อใจ น่าเสียดายฝ่าบาท…ในเมื่อแม้แต่ตัวฝ่าบาทเองก็ยอมแพ้ เช่นนั้นก็ปล่อยทหารที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวเหล่านั้นไปเสียเถิด”