หมอหญิงยอดมือสังหาร - ตอนที่ 1032 จี้หยก (1)
ตอนที่ 1032 จี้หยก (1)
“คนชั่ว ของเยาเยานะ” เยาเยาเอ่ยอย่างไม่พอใจ นี่เป็นสิ่งที่เสด็จย่าให้นางสวมเอาไว้ เสด็จย่ายังบอกอีกว่าให้รักษาเอาไว้ให้ดีอย่าทำหาย
กงอวี้เฉินกำจี้หยกในมือเอาไว้ยิ้มตาหยี “นี่เป็นของเจ้าหรือ”
เยาเยาส่งเสียงฮึมฮัมไม่พอใจ กงอวี้เฉินขมวดคิ้ว “เหมือนเคยเห็นที่ไหนมาก่อน”
“ของข้า” เยาเยาเอ่ยอย่างไม่พอใจ
กงอวี้เฉินเรียกสตรีชุดดำเข้ามาอีกครั้ง “จี้หยกนี้เป็นของนางหรือ” บนตัวของเยาเยามีเครื่องประดับมากมาย แต่ละชิ้นล้วนงดงามประณีต เพียงแต่ล้วนแล้วแต่เป็นของสำนักหอธาราที่จัดเตรียมไว้ให้ สตรีชุดดำเหลือบมองเพียงเล็กน้อย พยักหน้าพลางเอ่ย “ตอบเจ้าสำนัก จี้หยกชิ้นนี้แขวนอยู่ที่คอของคุณหนูเยาเยามาตลอดเจ้าค่ะ คุณหนูน้อยไม่ยอมให้ถอดออกมา ข้าน้อยจึงไม่ได้สนใจ”
กงอวี้เฉินพยักหน้า ถือเขาจี้หยกพร้อมลุกขึ้น เอ่ย “ดูแลนางให้ดี ข้ามีธุระ”
“เจ้าค่ะ เจ้าสำนัก”
มองกงอวี้เฉินถือจี้หยกเดินออกไป เยาเยาโมโหขึ้นมา “คนชั่วใหญ่ หยกของเยาเยานะ”
กงอวี้เฉินหันกลับมายิ้มร้าย ยกจี้หยกในมือขึ้น เอ่ย “กินอยู่สบายมาหลายวันเพียงนี้ นี่ถือเสียว่าเป็นค่าอาหารก็แล้วกัน” คนตัวเล็กกำลังน้อย เยาเยาทำได้เพียงมองกงอวี้เฉินถือจี้หยกของตนเดินออกไป
“ที่แท้…ก็เป็นไข่ที่ไม่ดีจริงๆ[1]”
สตรีชุดดำด้านข้างมีสีหน้าเอือมระอา ด้วยนิสัยเดิมของเจ้าสำนัก ท่าทีที่ปฏิบัติต่อแม่นางน้อยผู้นี้เรียกได้ว่าแปลกประหลาด อีกทั้ง ไข่ที่ดีคือไข่ใดกัน
ข่าวที่คนของวังจื่อเซียวได้รับนั้นไม่ถูกต้อง ความจริงเยาเยานั้นอยู่ในเมืองจินหลิง เพียงแต่สถานที่ที่เยาเยาอยู่นั้นคือห้องใต้ดินของจวนจวนหนึ่งในเมืองจินหลิง ต่อให้เฟยเฟยเก่งกาจก็ไม่มีทางจะผ่านพื้นหนา ประตูหินหนักๆ รวมไปถึงเส้นทางคดเคี้ยวเข้าไปหาเจ้านายน้อยของตนได้
ผ่านประตูลับประตูแล้วประตูเล่า กงอวี้เฉินมาปรากฏตัวอยู่ในห้องหนังสือเรียบง่ายห้องหนึ่ง
“เจ้าสำนัก” ในห้องหนังสือ มีคนมารออยู่ก่อนแล้ว
กงอวี้เฉินโยนจี้หยกในมือให้เขา เอ่ยเสียงเข้ม “ไปสืบมา จี้หยกชิ้นนี้มีที่มาอย่างไร”
ชายชุดดำรีบรับจี้หยกเอาไว้ มองดูอย่างละเอียด ลังเลอยู่ชั่วครู่จึงเอ่ย “เจ้าสำนัก จี้หยกชิ้นนี้มีปัญหาอย่างไรหรือขอรับ” คุณภาพของจี้หยกไม่เลว ฝีมือการแกะสลักก็ประณีต ราวกับว่าไม่มีจุดพิเศษอื่นใด กงอวี้เฉินขมวดคิ้ว เอ่ย “ข้าคิดว่าจี้หยกนี้คุ้นตา แต่ก็นึกไม่ออกว่าเคยเจอจากที่ใด”
“ข้าน้อยเข้าใจแล้ว จะไปจัดการเดี๋ยวนี้ขอรับ” แม้ไม่รู้ว่าเจ้าสำนักจะสืบหาที่มาของจี้หยกไปเพื่ออันใด แต่ในเมื่อเจ้าสำนักสั่งการมาแล้วพวกเขาก็ต้องไปจัดการ
“ให้เร็วที่สุด” กงอวี้เฉินเอ่ยเสียงเข้ม
“ขอรับ”
สามวันหลังจากนั้น กองกำลังรักษาการณ์โยวโจวบุกโจมตีเมือง ป้อมปราการสุดท้ายของจินหลิงถูกตีแตกพ่าย ทหารเฝ้าประจำการทั้งหมดล่าถอยเข้ามาประจำการอยู่ในเมืองจินหลิง กองทัพโยวโจวหลายแสนนายและกองทัพเฉินโจวเข้าใกล้เมืองหลวง มุ่งหน้าตรงไปยังพระราชวัง
ในเมืองจินหลิง เหล่าตระกูลขุนนางเริ่มจิตใจกระวนกระวาย บางคนคิดรักษาเมืองจนตัวตาย บางคนลอบวางแผนสวามิภักดิ์ ทั่วทั้งเมืองหลวงเต็มไปด้วยบรรยากาศอึมครึม หยาเหมินยกระดับการป้องกันเข้มงวดขึ้นภายใต้บรรยากาศตึงเครียด
หอชุนเฟิง
จื่อเยียนนั่งประจำอยู่บนชั้นสองในฝั่งของหญิงงาม ก้มลงมองไปยังห้องโถงครึกครื้นด้านล่าง มุมปากยกยิ้มหยัน แม้อยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ เหล่าหวงซุนคุณชายต่างๆ ก็ยังไม่ลืมที่จะดื่มกินสนุกสนาน ต่อให้วันใดวันหนึ่งตำแหน่งที่นั่งบนบัลลังก์ถูกผลัดเปลี่ยน เหล่าคุณชายตระกูลใหญ่เช่นพวกเขาไม่แน่ว่าจะได้รับผลกระทบ ภักดีตอบแทนแผ่นดินอย่างนั้นหรือ เกี่ยวอันใดกับพวกเขาเล่า
จื่อเยียนลุกขึ้น เดินกลับเข้าไปในห้องของตนเชื่องช้า
ภายในห้องมีชายในชุดงดงามที่พบได้ทั่วไปในหอชุนเฟิงกำลังนั่งรอนางอยู่ จื่อเยียนเอ่ยถามด้วยท่าทีนิ่งสงบ “จวิ้นจู่มีสิ่งใดจะสั่งการ” ชายหนุ่มหันหน้ามามองจื่อเยียน เอ่ยเสียงเข้ม “คนของสำนักหอธาราส่วนใหญ่น่าจะรวมตัวกันอยู่ในจินหลิง จวิ้นจู่ต้องการให้เจ้าระวังตัว”
จื่อเยียนพยักหน้า เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ข้ารู้ ขอจวิ้นจู่ได้โปรดวางใจเป็นพอ นอกจากนี้ที่อยู่ของเจ้าสำนักหอธาราก็สืบได้เรื่องแล้ว เขาน่าจะอยู่ที่จวนรองเจ้ากรมธรรมการ”
ชายหนุ่มขมวดคิ้ว “สืบข่าวได้ง่ายเพียงนี้เลยหรือ เป็นแผนลวงหรือไม่” ก่อนหน้านี้พวกเขาใช้อาไป๋ติดตามกงชี ก็ยืนยันได้เพียงว่าอีกฝ่ายอยู่ในจินหลิงเท่านั้น หากติดตามใกล้ชิดเกินไปอีกฝ่ายไหวตัวทันคงจะไม่ได้สิ่งใดเลย แต่ไม่คิดว่าจื่อเยียนจะสืบได้เรื่องเร็วเพียงนี้
จื่อเยียนส่ายศีรษะ เอ่ย “ครั้งนี้กงอวี้เฉินมิได้ปิดบัง ก่อนหน้านี้เขาเข้าวังไปเข้าเฝ้าเซียวเชียนเยี่ยในฐานะรองเจ้ากรมธรรมการ ถูกคนของเราเจอเข้า” แน่นอนว่าพวกเขาไม่มีทางไปจับตามองรองเจ้ากรมธรรมการที่ไม่ได้มีชื่อเสียงคนหนึ่งอย่างแน่นอน แต่เซียวเชียนเยี่ยต่างหากที่เป็นจุดสำคัญที่พวกเขาจับตามอง กงอวี้เฉินยังใช้ใบหน้าที่แตกต่างจากรองเจ้ากรมธรรมการ ทว่าเหมือนกับเนี่ยนหย่วนเข้าวัง เห็นได้ชัดว่าไม่คิดจะปิดบังตัวตน
“เอ่ยเช่นนี้ รองเจ้ากรมธรรมการเป็นคนของกงอวี้เฉินหรือ” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงเข้ม หัวหน้าสำนักในยุทธภพ สามารถยื่นมือเข้าไปยุ่งกับขุนนางขั้นสองขั้นสามในราชสำนัก และยังยอมให้พวกเขาใช้งาน สำนักหอธารานี้คงจะไม่ใช่ง่ายๆ แล้ว
เอ่ยถึงสิ่งนี้ จื่อเยียนก็ได้แต่ถอนหายใจ เอ่ย “หากไม่ใช่เพราะรองเจ้ากรมธรรมการนี่ พวกเราก็คงคิดไม่ถึงที่จะไปสืบเรื่องเหล่านี้ รองเจ้ากรมธรรมการไม่ได้ถูกกงอวี้เฉินซื้อตัว แต่ตัวเขานั้นเป็นคนของสำนักหอธาราอยู่แล้ว มิเช่นนั้นเขาที่เป็นนักเรียนยากจนจะปีนป่ายขึ้นไปอยู่ในตำแหน่งนั้นด้วยอายุเพียงสามสิบเจ็ดสามสิบแปดได้อย่างไร อีกทั้งคนที่มีฐานะอย่างเขาก็มีไม่น้อย เพียงแต่หนึ่งในนั้น รองเจ้ากรมธรรมการผู้นี้ดูจะก้าวกระโดดที่สุด”
ได้ยินเช่นนั้น ชายหนุ่มก็ขมวดคิ้วอย่างอดไม่ได้ มิน่าคุณชายถึงได้ระแวงเจ้าสำนักหอธาราผู้นี้ยิ่งนัก หากพวกเขาไม่ได้สืบเจอเรื่องราวเหล่านี้ ต่อให้สุดท้ายคุณชายสังหารเจ้าสำนักหอธารา หมากที่เขาซ่อนเอาไว้ในราชสำนักเหล่านั้นเกรงว่าคงสร้างความเสียหายได้ไม่น้อย “มีรายชื่อโดยละเอียดหรือไม่”
จื่อเยียนส่ายศีรษะ “มีผู้ต้องสงสัยไม่กี่คน แต่ต้องอาศัยเวลาในการยืนยัน” สืบเรื่องเหล่านี้จำเป็นต้องใช้เวลา เพียงระยะเวลาสั้นๆ จื่อเยียนสามารถสืบไปถึงรายชื่อผู้ต้องสงสัยก็ไม่เลวแล้ว
“เช่นนั้นก็ลำบากแม่นางแล้ว ขอให้เร็วที่สุด” ชายหนุ่มเอ่ย
จื่อเยียนยิ้มบาง เอ่ย “ขอจวิ้นจู่และคุณชายเว่ยวางใจเป็นพอ นอกจากนี้หลายวันมานี้ตระกูลใหญ่ในจินหลิงเองก็มีความเคลื่อนไหวลับๆ ไม่หยุด ขอจวิ้นจู่และคุณชายเว่ยระวังตัวด้วย”
ชายหนุ่มพยักหน้า เอ่ย “ข้าจะรายงานต่อจวิ้นจู่และคุณชาย”
จื่อเยียนเดินมาหยุดอยู่หน้ากระจกแต่งหน้า ยื่นมือไปดึงของบางอย่างออกมาจากหลังกระจกทองเหลือง เสียงดังกึกดังขึ้นมาหนึ่งครั้ง กระจกเคลื่อนตัวไปด้านข้าง เผยให้เห็นผนังว่างเปล่า จื่อเยียนย่อตัวลงเคาะเบาๆ ที่กำแพงไม่กี่ครั้ง กำแพงถูกเปิดออกเห็นเป็นห้องว่างเล็กๆ จื่อเยียนหยิบจดหมายปิดผนึกไม่กี่ฉบับออกมายื่นให้เขา เอ่ย “อย่างอื่นไม่มีอันใดแล้ว เจ้ากลับไปเถิด”
ชายหนุ่มไม่แม้แต่จะมอง รับจดหมายไปเก็บเอาไว้ก่อนจะพยักหน้า เอ่ย “ข้าน้อยขอตัว แม่นางโปรดระวังตัวด้วย” จื่อเยียนพยักหน้า ยิ้มพลางเอ่ย “ระวังตัวด้วย ข้าไม่ได้ไปส่ง”
รอจนชายหนุ่มเดินออกไป จึงมีสาวใช้คนหนึ่งเข้ามารายงาน “แม่นาง คุณชายสามตระกูลจูมาแล้วเจ้าค่ะ”
[1]ไข่ที่ไม่ดี มาจากคำว่า 坏 ที่แปลว่าไม่ดี และคำว่า 蛋 ที่แปลว่าไข่ แต่ 坏蛋 หมายถึงคนชั่ว