หมอหญิงยอดมือสังหาร - ตอนที่ 1017 วีรบุรุษผมขาว (2)
ตอนที่ 1017 วีรบุรุษผมขาว (2)
หนิงอ๋องเอ่ยต่อ “เอ่ยถึงเรื่องราชโองการสละราชบัลลังก์ของอดีตฮ่องเต้ เสด็จพ่อตายอย่างไร เสด็จพ่อและเสด็จพี่รัชทายาทล้วนตายในมือเซียวฉุน ราชโองการสละราชบัลลังก์ควรเป็นเซียวฉุนที่หยิบออกมา ครานั้นเซียวเชียนเยี่ยและเซียวฉุนทำอันใดที่หลิงโจวคิดว่าจะปิดบังทุกคนได้จริงหรือ เขานึกว่าเสร็จเรื่องแล้วสังหารเซียวฉุนก็จัดการทุกอย่างได้แล้วอย่างนั้นหรือ ท่านกั๋วกง ท่านคิดว่าเรื่องเหล่านี้ไม่เกี่ยวกับเซียวเชียนเยี่ยจริงๆ น่ะหรือ”
เอ้อกั๋วกงกัดฟันไม่เอ่ยวาจา
หนิงอ๋องเอ่ยด้วยท่าทางเสียดาย “น่าสงสารเสด็จพ่อที่เมื่อครั้งมีชีวิตแล้วคิดว่าท่านเป็นคนที่ภักดีที่สุด ตอนนี้ดูเหมือน…ช่างเถิด คนมีชีวิตอยู่บนโลก จะไม่มีใจเห็นแก่ตัวสักนิดได้หรือ อย่างไรเสียยามนี้ฮองเฮาในวังก็แซ่หยวน ในตัวขององค์ชาย ก็มีสายเลือดของตระกูลหยวนอยู่กว่าครึ่ง”
‘พรวด!’ เลือดพุ่งออกมาจากปากเอ้อกั๋วกง สีหน้าของเอ้อกั๋วกงไม่น่ามองขึ้นมา ร่างกายเหมือนแก่ลงไปอีกหลายปี ก้าวถอยหลังส่ายศีรษะแทบล้มลงไปบนพื้น
เว่ยจวินมั่วปลายตามองหนิงอ๋อง ส่งสัญญาณให้เขาหยุดหากเห็นสมควร หนิงอ๋องเลิกคิ้ว รู้สึกยังไม่พอใจ แต่เห็นสีหน้าของเอ้อกั๋วกงแล้วจึงยักไหล่ปล่อยผ่านไป อย่างไรก็เป็นคนเก่าคนแก่ที่เคยมีความดีความชอบร่วมต่อสู้ก่อตั้งประเทศ หากโกรธตายจริงๆ คงไม่ใช่เรื่องดี
เจี่ยนชิวหยางที่อยู่ด้านข้างเห็นเช่นนี้จึงรีบเข้าไปประคองเอ้อกั๋วกงกลับมานั่งลงที่เก้าอี้ด้านข้าง ส่งกำลังภายในเข้าไป เอ้อกั๋วกงจึงได้ผ่อนคลายลง ใบหน้าพอมีสีเลือดขึ้นมาบ้าง
ชั่วครู่ ถึงเห็นเอ้อกั๋วกงยิ้มขมขื่น เงยหน้าขึ้น เอ่ย “หนิงอ๋องไม่จำเป็นต้องเอ่ยวาจาเสียดสีต่อข้าเพียงนี้ ในเมื่อข้าพ่ายแพ้อยู่ในมือของท่านทั้งสองแล้ว จะฆ่าจะแกงก็ตามสบายเถิด ชีวิตนี้ไม่นึกเสียดายอีกแล้ว คงไม่เป็นคนทรยศยามแก่แล้วเป็นแน่”
หนิงอ๋องกลับไม่ได้แปลกใจ ยักไหล่มองไปยังเว่ยจวินมั่ว แม้เขาจะเป็นอ๋อง แต่ที่นี่คือพื้นที่เฉินโจว ต้องให้เว่ยจวินมั่วเป็นคนตัดสินใจถึงจะถูก
เว่ยจวินมั่วเองก็ไม่ใส่ใจ เพียงเอ่ยเสียงเรียบ “เช่นนี้ก็ช่างเถิด ชิวหยาง เจ้าส่งเอ้อกั๋วกงกลับจินหลิงเถิด”
“ขอรับ คุณชาย”
ได้ยินเช่นนั้น เอ้อกั๋วกงพลันชะงัก จ้องมองชายใบหน้าเย็นชาบนที่นั่งนิ่ง
“คุณชายเว่ย…จะปล่อยข้ากลับไปหรือ” เอ้อกั๋วกงเอ่ยจริงจัง
เว่ยจวินมั่วยังคงเอ่ยเสียงเรียบ “มิเช่นนั้นเล่า”
เอ้อกั๋วกงไร้ซึ่งคำพูด เขาเองก็เดาได้ว่าเว่ยจวินมั่วจะไม่สังหารเขา แต่คิดว่าหากเว่ยจวินมั่วไม่เกลี้ยกล่อมให้เขายอมจำนนก็คงจับเขาขังไว้ในเฉินโจวจนถึงยามที่เยี่ยนอ๋องโจมตีจินหลิง
เจี่ยนชิวหยางยิ้มเอ่ย “ท่านกั๋วกง เชิญขอรับ”
เอ้อกั๋วกงมองไปยังเหล่าขุนพลที่อยู่ในกระโจม แม้เว่ยจวินมั่วจะตัดสินใจเช่นนี้แต่กลับไม่มีใครโต้แย้งแม้เพียงคนเดียว กระทั่งไม่มีความกังวลหรือไม่ยินยอมแม้เพียงนิด ราวกับคนที่พวกเขาปล่อยกลับไปไม่ใช่เอ้อกั๋วกงของต้าเซี่ย แต่เป็นเพียงชายชราที่ไม่ได้มีชื่อเสียงอันใด เอ้อกั๋วกงสัมผัสได้ว่าตนเองนั้นแก่ลงแล้ว ขณะเดียวกันก็สัมผัสถึง…ฝ่าบาท สู้คนเหล่านี้ไม่ได้แล้วจริงๆ
หนิงอ๋องมองแผ่นหลังที่โค้งงอมากกว่าตอนเดินเข้ามาของเอ้อกั๋วกง ได้แต่ถอนหายใจ เอ่ย “น่าสงสารเอ้อกั๋วกงวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่…” คนงามโรยรา วีรบุรุษผมขาว มักทำให้คนเสียดาย
เมื่อส่งเอ้อกั๋วกงไปแล้ว หนิงอ๋องมองไปยังเว่ยจวินมั่ว เอ่ย “ข้าไม่คิดมาก่อน ว่าเจ้าจะปล่อยหยวนชุน”
เว่ยจวินมั่วเลิกคิ้วไม่เอ่ยวาจา หนิงอ๋องขมวดคิ้วพลางเอ่ย “เจ้าน่าจะรู้ ปล่อยหยวนชุนไปไม่ได้เป็นผลดีกับเจ้า ต่อให้เจ้าขังเขาไว้ที่เฉินโจวก่อนยังจะดีกว่า”
เว่ยจวินมั่วเอ่ยเสียงเรียบ “วันนี้กระหม่อมขังเขา พรุ่งนี้เขาก็หาทางตาย ในเมื่อเก็บเอาไว้ไม่ได้ ปล่อยกลับไปแล้วอย่างไร”
หนิงอ๋องคล้ายจะยิ้มทว่าไม่ยิ้ม เอ่ย “ปล่อยศัตรูไป…หากเจ้าคิดจะเล่นจับเจ็ดครั้งปล่อยเจ็ดครั้ง[1]ก็ช่างเถิด แต่เจ้าปล่อยเขาไปอีกทั้งยังคุ้มกันกลับเมืองหลวงไปอย่างปลอดภัยด้วย เจ้าว่าหากเรื่องนี้ไปถึงหูพี่สามของข้า พวกเขาจะคิดเช่นไร” เว่ยจวินมั่วเอ่ย “พระองค์ก็ไม่ต่อต้าน”
หนิงอ๋องหัวเราะอารมณ์ดี เอ่ย “มังกรไม่กดงูเจ้าที่ หากข้าต่อต้านแล้วเจ้าสังหารข้าตายแล้วจะทำอย่างไร ข้าขี้ขลาดนะ”
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็อย่าได้พูดมาก” เว่ยจวินมั่วเอ่ย
หนิงอ๋องถอนหายใจ ยักไหล่พลางเอ่ยว่า “ข้าเข้าใจความกังวลของเจ้า หากหยวนชุนตายในมือของเจ้า ต่อไปเจ้าจะลำบาก อย่างไรเสีย…เขาก็มีความดีความชอบก่อตั้งประเทศ ชื่อเสียงของหยวนชุนไม่เลวร้าย ผู้ใดสังหารเขาต่อไปก็คงหนีไม่พ้นคำครหาจากเหล่าปัญชาชนคร่ำครึนั่น”
“พระองค์คิดว่ากระหม่อมเกรงกลัวต่อสิ่งเหล่านี้หรือ” เว่ยจวินมั่วเอ่ย
“เช่นนั้นแล้วเพราะสิ่งใด”
“ไม่เพราะสิ่งใด ข้าไม่ได้คิดอันใด” เว่ยจวินมั่วเอ่ย หนิงอ๋องก็ไม่สนใจ ยักไหล่ เอ่ย “เจ้าพอใจก็พอแล้ว หลายวันมานี้เอาแต่ทำท่าทางดุร้าย เยาเยายังไม่มีข่าวคราวอีกหรือ”
กลิ่นไอรอบตัวเว่ยจวินมั่วเย็นยะเยือกขึ้นมา ไม่เอ่ยสิ่งใด
หนิงอ๋องถอนหายใจ “เอ่ยตามตรง เฉินโจวกว้างใหญ่เพียงนี้ คนของสำนักหอธาราล้วนแต่เป็นยอดฝีมือ อีกทั้งยังมีหนานกงไหวคอยวางแผนอยู่เบื้องหลัง คิดจะตามหาพวกเขาก็คงเป็นดั่งงมเข็มในมหาสมุทร ยิ่งไปกว่านั้น หากบีบคั้นจนเกินไป…” หากบีบคั้นจนเกินไป ใครจะรู้ว่าหนานกงไหวจะทนไม่ไหวทุบเยาเยาหรือไม่ หากบีบบังคับจนเกินไป พวกหนานกงไหวไม่ได้อยู่ดี ชีวิตของเยาเยาเองก็ไม่ได้ดีตามไปด้วย เด็กสามขวบไม่ได้มีความอดทนต่อความยากลำบากเหมือนผู้ใหญ่ เกิดเหนื่อยเกิดป่วย เกิดหิวขึ้นมา…ทำให้คนแทบไม่อยากคิด
เว่ยจวินมั่วเงียบไป หลักการที่หนิงอ๋องเข้าใจไยเขาและหนานกงมั่วจะไม่เข้าใจ เยาเยาตกไปอยู่ในมือของอีกฝ่าย ไม่ว่าจะทำอันใดพวกเขาจำเป็นต้องระมัดระวังอย่างช่วยไม่ได้ และเพราะการทำอันใดไม่ได้เช่นนี้ทำให้คุณชายเว่ยอารมณ์ไม่ดีเพิ่มขึ้นทุกๆ วัน เว่ยจวินมั่วลุกขึ้นยืน เอ่ย “ที่นี่ให้เป็นหน้าที่ของพระองค์ กระหม่อมขอตัวแล้ว”
“เอ๋ เจ้าจะไปที่ใด” หนิงอ๋องไม่เข้าใจ
“กลับเฉินโจว” เว่ยจวินมั่วเอ่ย
“ไม่กระมัง อีกไม่นานพวกเราก็จะจัดการกับทหารพวกนี้ได้แล้ว แล้วต้องไปที่จินหลิงต่อมิใช่หรือ พวกพี่สามคงจะเริ่มข้ามแม่น้ำไปแล้ว”
น้ำเสียงของเว่ยจวินมั่วเบื่อหน่าย “อยากไปพระองค์ก็ไปเถิด”
หนิงอ๋องมองดูกระโจมที่ว่างเปล่า ลูบศีรษะเอ่ยกับตนเอง “โจมตีจินหลิงเป็นผลงานใหญ่หลวงเจ้ายังไม่เอาหรือ ช่างเถิด…หากแย่งมากเกินไปอาจจะมีความดีความชอบยิ่งใหญ่กว่าเจ้านายเอาได้ ข้าก็อยู่ที่เฉินโจวไปก่อนดีกว่า”
ห้องหนังสือจวนเฉินโจว ในมือของหนานกงมั่วกำเศษผ้าสีชมพูผืนเล็กพลางหลุบตาลงครุ่นคิด ใบหน้าเรียบนิ่ง แต่หากมองดูให้ดีจะเห็นว่ามือนั้นกำเศษผ้าแน่นจนซีดขาว สั่นระริกเบาๆ
“จวิ้นจู่” ฉินจื่อซวี่มองนาง เอ่ยด้วยความกังวล
หนานกงมั่วลืมตาขึ้นมา ดวงตาเย็นยะเยือก “หนานกงไหวยังเอ่ยสิ่งใดอีก”
องครักษ์ในชุดสีดำเบื้องล่างเอ่ย “ตอบจวิ้นจู่ อีกฝ่ายเอ่ยว่า…ทางที่ดีให้จวิ้นจู่ถอนกำลังทหารออกไป มิเช่นนั้น ครั้งต่อไปสิ่งที่ส่งมาจะไม่ใช่เสื้อผ้าของคุณหนูน้อย แต่เป็น…” องครักษ์หยุดคำพูดไป ไม่กล้าเอ่ยต่อ แต่ว่าแน่นอนทุกคนตรงนั้นสามารถคาดเดาถึงคำข่มขู่ได้
“หนานกงไหว” หนานกงมั่วเอ่ยเสียงเบา น้ำเสียงมีไอสังหารเข้มข้น หนานกงมั่วรู้สึกว่านางไม่เคยอยากเอาชีวิตใครมากเพียงนี้มาก่อน
“คนที่มาส่งข่าวเล่า” ฉินจื่อซวี่เอ่ยถาม
องครักษ์เอ่ย “คนคนนั้นเอ่ยจบก็ฆ่าตัวตายแล้วขอรับ” เห็นได้ว่าคนที่มาคือหน่วยกล้าตายของสำนักหอธารา เด็ดเดี่ยว อย่าว่าแต่ติดตามไป แม้แต่ทรมานยังไม่มีโอกาสด้วยซ้ำ
ฉินจื่อซวี่ถอนหายใจ มองไปยังหนานกงมั่ว เอ่ย “จวิ้นจู่ พวกเราจะทำเยี่ยงไรดี”
หนานกงมั่วเงียบไม่เอ่ยวาจา เนิ่นนานก่อนจะเอ่ย “ถอนกำลังคนกลับมา”
“แต่ว่าจะปล่อยให้พวกเขาพาตัวคุณหนูน้อยไปจากเฉินโจวเยี่ยงนี้หรือ” ฉินจื่อซวี่ขมวดคิ้วเอ่ย
หนานกงมั่ว เอ่ย “ไม่เป็นไร พวกเขาจะไม่ทำอันตรายเยาเยา”
“เช่นนั้นก็คงต้องเป็นเช่นนี้” ฉินจื่อซวี่จนปัญญา เยาเยาอยู่ในมือของอีกฝ่าย เอ่ยตามตรง ต่อให้หาอีกฝ่ายเจอพวกเขาจะกล้าลงมือหรือไม่ แต่หากยอมให้เยาเยาถูกพาตัวไป ต่อไปจะพาตัวกลับมาอย่างไร…พวกเขามีทางเลือกไม่มาก ยามนี้ก็คงต้องให้ความสำคัญกับเยาเยาเป็นหลัก
“คนของวังจื่อเซียว ยังไม่ถอนตัวใช่หรือไม่” ฉินจื่อซวี่เอ่ยถาม
หนานกงมั่วพยักหน้า ไม่เอ่ยสิ่งใด ฉินจื่อซวี่เอ่ยปลอบ “คุณหนูน้อยเป็นคนโชคดี จะไม่เป็นไรอย่างแน่นอน จวิ้นจู่ได้โปรดวางใจ” หนานกงมั่วพยายามยกยิ้มมุมปาก พยักหน้าเบาๆ ทว่าคิ้วที่ขมวดมุ่นไม่อาจคลายออก
“เหลียนซิงดีขึ้นบ้างหรือไม่” หนานกงมั่วกักเก็บอารมณ์ เอ่ยถาม
ชวีเหลียนซิงบาดเจ็บหนัก หากมิใช่เพราะมีหมอเทวดาอย่างชายชรา เกรงว่าคงโชคร้าย เพียงแต่หลายวันแล้วยังคงสลบอยู่ ฉินจื่อซวี่พยักหน้าเบาๆ ก่อนจะเอ่ย “ดีขึ้นมากแล้ว ผู้อาวุโสบอกว่าอีกสองวันก็น่าจะฟื้นแล้ว เพียงแต่…”
“เพียงแต่อันใด” หนานกงมั่วเอ่ยถาม
ฉินจื่อซวี่ถอนหายใจ เอ่ย “บาดแผลที่หัวใจนางอันตรายเกินไป ต่อไปหากหายแล้วเกรงว่าคงมีอาการเรื้อรัง เดี๋ยวท่านผู้เฒ่าจะปรุงยาไว้ให้แม่นางชวี ใช้เวลาหลายปีบางทีอาจจะหายได้” หนานกงมั่วพยักหน้า เอ่ย “วิชาการแพทย์ของอาจารย์ไม่น่ากังวล ขอเพียงดีขึ้นก็นับเป็นเรื่องดีแล้ว ท่านไปเถิด ช่วงนี้เรื่องในจวนคงต้องรบกวนท่านแล้ว”
ฉินจื่อซวี่ยกมือประสาน เอ่ย “เป็นหน้าที่ของข้า จวิ้นจู่เอ่ยหนักไปแล้ว ข้าน้อยขอตัว”
หนานกงมั่วพยักหน้า มองฉินจื่อซวี่เดินออกไปจากห้องหนังสือ
ก้มหน้าลงมองเศษผ้าสีชมพูในมือ ผ้าสีชมพูที่เดิมสะอาดสะอ้านกลับเต็มไปด้วยเศษดินและคราบเลือด จนหนานกงมั่วอดที่จะปวดใจไม่ได้
“เยาเยา…เยาเยา…”
ไม่ว่านางจะพยายามเข้มแข็งมากเพียงใด เมื่อเผชิญหน้ากับการหายตัวไปไม่รู้ข่าวของบุตรีก็คงเป็นห่วงและเสียใจเหมือนมารดาคนอื่นๆ ความหวาดกลัวเกิดขึ้นในใจตลอดเวลา กลัวว่าบุตรีจะต้องลำบากหรือเกิดเรื่องอันใดขึ้นจะทำอย่างไร เพราะความกังวลทำให้ยากจะหลับได้ ใบหน้าสวยมีร่องรอยคล้ำจางๆ ขึ้นมา
“เยาเยา อย่าเป็นอันใดนะ…แม่จะไปช่วยเจ้าเอง…”
“อู๋สยา” เสียงหนึ่งดังขึ้นที่หน้าประตู หนานกงมั่วชะงัก เงยหน้าขึ้นไปมองเห็นเงาของร่างสูงที่ยืนอยู่ตรงหน้าประตู ดวงตาสีม่วงเต็มไปด้วยความห่วงใยและรู้สึกผิด
“จวินมั่ว” มองเห็นเขา น้ำตาที่เก็บกลั้นมานานของหนานกงมั่วพลันทะลักออกมา
“อู๋สยา ข้ากลับมาแล้ว ขอโทษ…” เว่ยจวินมั่วสาวเท้าก้าวเข้ามาอย่างรวดเร็ว ดึงนางเข้าสู่อ้อมกอด
“จวินมั่ว เยาเยาหายตัวไป…ทำอย่างไรดี เยาเยาหายไปแล้ว…” หนานกงมั่วซบอยู่ในอ้อมอกของเขา ร้องไห้สะอึกสะอื้นเสียงดังขึ้นมา
เว่ยจวินมั่วลูบแผ่นหลังของนาง เอ่ยเสียงอ่อนโยน “ข้ารู้…ข้ารู้ ไม่ต้องกังวล เยาเยาจะไม่เป็นไร” มองเห็นอู๋สยาที่ไม่เคยตื่นตระหนกหวาดกลัวตรงหน้า ดวงตาสีม่วงของเว่ยจวินมั่วเปี่ยมไปด้วยไอสังหาร
[1] จับเจ็ดครั้งปล่อยเจ็ดครั้ง เป็นกลยุทธการทำสงครามของขงเบ้งที่จับหัวหน้าของศัตรูได้ทั้งเจ็ดครั้งทว่าปล่อยกลับไปทั้งเจ็ดครั้ง ทำให้เอาชนะใจอีกฝ่ายได้