ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 505 งานที่ยังคั่งค้าง
ตอนที่ 505 งานที่ยังคั่งค้าง
ตอนที่ 505 งานที่ยังคั่งค้าง
แม่นางจ้าวเอาแต่หมุนโม่หินเพื่อบดนวดแป้งซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพราะไม่กล้ากลับไปที่เรือน จนเวลาล่วงไปถึงกลางดึก ประตูลานบ้านถูกสลักลงกลอนไว้จากด้านในแล้ว ด้วยความกลัวว่าแม่เฒ่าจูอาจตื่นขึ้นและลงโทษนาง จึงจำเป็นต้องหากองหญ้าแห้งในบริเวณใกล้เคียงเพื่อนอนขดตัวอยู่ในนั้น หนึ่งคืนผ่านไป ริมฝีปากที่แตกระแหงแห้งผากเป็นทุนเดิมอยู่แล้วยิ่งแข็งจนกลายเป็นสีม่วงคล้ำ ทั้งมือและเท้าเกร็งเป็นเหน็บชาไร้ความรู้สึก กระทั่งเช้าตรู่ของวันรุ่งขึ้น ทันทีที่ไก่โก่งคอขันนางจึงรีบลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว ปกติแล้วแม่เฒ่าจูเป็นหญิงชราที่นอนหลับแต่หัววันและตื่นแต่เช้า ไม่มีใครได้รับอนุญาตให้ตื่นทีหลัง ตราบใดที่นางตื่นขึ้นแล้วเรียกหาไม่เห็นผู้ใด ตลอดทั้งวันนั้นอาจไม่ใช่วันที่ดีนัก
รอจนได้ยินเสียงไก่ขันอีกครั้ง แม่นางจ้าวก็ยื่นมือที่สั่นเทาออกไปเคาะประตูลานบ้านเบา ๆ
ภายในลานบ้านยังคงเงียบกริบ
ครู่ต่อมา นางเคาะประตูซ้ำอีกสองครั้ง
ยังไม่มีใครตอบรับแต่อย่างใด
แม่นางจ้าวเริ่มร้อนใจ นางมีงานที่ต้องทำอีกหลายสิ่งในตอนเช้า เช่น ก่อไฟ ปรุงอาหาร ให้อาหารหมู และหาบน้ำ หากนางทำงานทั้งหมดนี้ไม่เสร็จจะไม่ได้รับขนมปังรังนกสำหรับประทังความหิวถึงหนึ่งวันเต็ม ตอนนี้ร่างกายของนางเบาหวิว รอบดวงตาหรือก็ดำคล้ำ
แม่นางจ้าวเคาะประตูลานบ้านเป็นครั้งที่สาม ในที่สุดประตูก็เปิดออก
“ท่านแม่ เหตุใดท่านจึงอยู่นอกเรือนได้เล่าเจ้าคะ?” ในมือของหยุนเยว่ถือมีดพร้าเหล็กขึ้นสนิมขนาดใหญ่ สีหน้านางว่างเปล่าไร้อารมณ์ แม้แต่นางและหยุนหรงก็ไม่อาจอยู่เฉยเช่นทุกครั้งได้อีกต่อไป แต่ละวันพวกนางต้องตื่นแต่เช้าตรู่เพื่อให้อาหารไก่ สับหญ้าเป็นอาหารให้หมู เก็บฟืน และงานจุกจิกเล็กน้อยที่หยิบจับเท่าไรก็ไม่มีวันเสร็จสิ้น เพราะคำประกาศิตของแม่เฒ่าจูว่าตระกูลหยุนไม่เลี้ยงคนเกียจคร้านให้เปลืองข้าวสุก
“แม่ออกไปบดแป้งสำหรับนวดทำบะหมี่ถั่ว” แม่นางจ้าวก้มลงยกแป้งถั่วครึ่งกระสอบให้เหวี่ยงเข้าไปในธรณีประตูอย่างยากลำบาก ก่อนเดินไปที่ห้องครัวละตะโกนร้องเรียก “หรงเอ๋อ มาก่อไฟตั้งเตาทีเถิด”
ระหว่างผู้เป็นแม่และลูกสาว ไม่มีบทสนทนาใด ๆ มากนัก
ในอดีต เมื่อครั้งที่หยุนลี่จงยังรับตำแหน่งเป็นขุนนางอยู่ในมณฑลชิงหนิว พวกนางเขายังเป็นแม่และลูกสาวที่มีชีวิตความเป็นอยู่ที่สุขสบาย หยุนลี่จงเป็นถึงบัณฑิต ดังนั้นแม่นางจ้าวจึงนับว่าเป็นภรรยาของบัณฑิตอันมีเกียรติและศักดิ์ศรี ไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องอาหารการกินหรือเครื่องนุ่งห่ม ทั้งแม่และลูกสาวทั้งสองกินอยู่อย่างหรูหรามั่งคั่ง
แล้วตอนนี้เป็นอย่างไร?
สองพี่น้องที่ไม่เคยประสบความทุกข์ยากลำบากเลยสักครั้งตั้งแต่ยังเยาว์ หล่อหลอมให้พวกนางมีอุปนิสัยหยิ่งทะนง เห็นแก่ตัว และไม่สามารถปกป้องตนเองให้อยู่รอดได้ นับประสาอะไรกับการดูแลผู้อื่น
แม่นางจ้าวซึ่งทนขดตัวนอนอยู่ในกองฟางท่ามกลางอากาศหนาวเหน็บยามค่ำคืนจนริมฝีปากเขียวคล้ำ นั่งยอง ๆ อยู่ข้างกองไฟ หาบน้ำมาเติมใส่โอ่ง นวดคลึงแป้งให้เป็นเส้นบะหมี่ ก่อนจะนึ่งซาลาเปาใส่ถั่วให้กับแม่เฒ่าจู เสร็จแล้วจึงรีบไปทำความสะอาดคอกหมู
แม่หมูในคอกใกล้จะออกลูกเต็มทีแล้ว ระยะนี้ต้องคอยสังเกตการณ์ให้ดี หากประมาทเลินเล่อแม้เพียงนิดอาจถูกลงโทษอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สถานการณ์ตอนนี้ หมูและไก่ยังมีค่ามากกว่านางเสียอีก
แม่เฒ่าจูนั่งอยู่ในห้องชั้นบน หลุบเปลือกตาหย่อนยานลงขณะคีบเส้นบะหมี่และซาลาเปาเข้าปาก ขณะบดเคี้ยวอย่างเนิบช้าก็ฟังการยุยงจากปากนางเฉินไปด้วย นางเฉินเผยสีหน้าบูดบึ้ง “ไม่น่าเชื่อว่าเด็กคนนั้นยังมีคนต้องการ ในเมื่อกล้าสู่ขอแสดงว่าพวกเขาไม่กลัวว่าครอบครัวตนเองจะเกิดภัยพิบัติ ตระกูลในหมู่บ้านหยวนเป่าล้วนมีฐานะยากจน ไม่สามารถจ่ายค่าสินทอดทองหมั้นให้ได้เป็นแน่ แต่พวกเขายังต้องการแต่งลูกสะใภ้ในราคาแสนถูก ข้าพอจะเข้าใจอยู่บ้าง คงไม่พ้นผีเน่าและโลงผุไปได้…”
แม่เฒ่าจูไม่กล่าวตอบคำใด คิ้วของนางเลิกขึ้นเพียงเล็กน้อย ภายในใจพลันเกิดความคิดบางอย่าง
หากหยุนเยว่จะอาศัยอยู่ที่เรือนตลอดไปย่อมไม่ใช่ปัญหา อยู่เป็นสาวเทื้อ กินอาหารและอยู่ใต้ชายคาของนาง ปล่อยให้ชาวบ้านซุบซิบนินทา ยังดีเสียกว่าผลักไสให้ออกเรือนแต่งเข้าตระกูลยากจนที่ไม่มีแม้แต่สินสอดทองหมั้นจะเจียดให้ แต่อย่างน้อยยังมีข้อดี เพราะในอนาคตสะใภ้แซ่จ้าวจะไม่สามารถพึ่งพาลูกสาวตนเองเพื่อโบยบินเป็นอิสระ
ในที่สุดแม่เฒ่าจูก็ตัดสินใจได้ นางสั่งให้นางเฉินไปเรียกหยุนลี่เต๋อภายในช่วงเที่ยงของวันเดียวกัน เพื่อแสดงเจตนารมณ์ว่ายินยอมให้การแต่งงานระหว่างหยุนเยว่และตระกูลเจียงจากหมู่บ้านหยวนเป่าเกิดขึ้น
ตราบใดที่แม่เฒ่าผู้มีอำนาจสูงสุดของตระกูลหยุนยินยอม เท่ากับเรื่องเสร็จสิ้นไปครึ่งหนึ่งแล้ว ถึงกระนั้นหยุนลี่เต๋อยังขอให้แม่นางเหลียนแวะไปพูดคุยกับแม่นางจ้าวเพื่อให้ความมั่นใจกับนาง แม้ว่าตระกูลเจียงจะมีฐานะยากจน ไม่มีสินสอดทองหมั้นมอบให้ แต่ถึงอย่างไรพวกเขาไม่มีวันปฏิบัติไม่ดีต่อหยุนเยว่ หากนางแต่งเข้าตระกูลอีกฝ่ายแล้วจะต้องมีชีวิตสงบสุขอย่างแน่นอน
แม่นางเหลียนตอบรับ หลังจากนั้นไม่นาน นางจึงพบว่าแม่นางจ้าวกำลังนั่งซักผ้าอยู่ริมแม่น้ำ
ฝ่ามือของแม่นางจ้าวแปรเปลี่ยนเป็นสีม่วงคล้ำ ครั้นได้ยินเช่นนั้นจึงคลายความกังวลลงได้บ้างแต่ยังคงรู้สึกลังเล ริมฝีปากแตกแห้งของนางเผยอออก “เจ้าพูดจริงรึ?”
“ข้าและพี่รองมีฐานะเป็นอารองและอาสะใภ้รองของเยว่เอ๋อ หลานสาวของพวกเรากำลังจะแต่งงานออกเรือนทั้งที นับว่าเป็นงานมงคลครั้งใหญ่ จะเลือกสิ่งที่ไม่ดีให้กับนางได้อย่างไร?” แม่นางเหลียนกล่าวต่อไป “พี่สะใภ้ใหญ่ ท่านอย่าได้กังวลไป ลูกสาวของท่านจะไม่ได้รับความทุกข์ใจอย่างแน่นอน”
แม่นางจ้าวเม้มริมฝีปากพร้อมเอ่ยถามด้วยความลังเล “แล้วสามีของเจ้าวางแผนการไว้เช่นไรบ้าง?”
“อารองของเยว่เอ๋อวางแผนไว้ว่าจะแบ่งที่ดินให้จำนวนสิบไร่ หมูหกตัว และมอบเงินให้เยว่เอ๋อเป็นขวัญถุงเล็กน้อย เมื่อเริ่มต้นช่วงฤดูใบไม้ผลิในปีต่อไป อากาศคงอบอุ่นขึ้นไม่น้อย บริเวณลานบ้านตระกูลเจียงจะได้รับการบูรณะและซ่อมแซมให้ดี” แม่นางเหลียนไม่คิดตีกรอบรอบพุ่มไม้อีก จึงกล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า “พี่รองได้เดินทางไปดูสถานที่จริงที่หมู่บ้านหยวนเป่าเป็นการเฉพาะ จากการพูดคุยพบว่าครอบครัวนั้นทั้งซื่อสัตย์และจริงใจ รับรองได้ว่าเยว่เอ๋อแต่งเข้าแล้วจะต้องตระหนักว่าเลือกไม่ผิด”
แม่นางจ้าวได้ยินเช่นนั้นก็ยินดีเป็นอย่างยิ่ง เมื่อเบือนสายตาไปอีกทางหนึ่ง ความคิดพลันผุดขึ้นภายในจิตใจของนางทันที
แม้ว่าตระกูลเจียงจะมีฐานะยากจน แต่การที่หยุนเยว่แต่งเข้าตระกูลไปพร้อมกับสินสอดทองหมั้นจำนวนไม่น้อยเช่นนี้ นับว่าเป็นการแต่งงานที่ไม่เสียเปรียบจนเกินไป เพราะหลังจากแต่งงาน หยุนเยว่จะไม่กลายเป็นสะใภ้ที่มีบุญคุณต่อครอบครัวของพวกเขาหรอกหรือ? ตราบใดที่หยุนเยว่สามารถยืนหยัดได้อย่างมั่นคง ถึงเวลานั้นคืนวันอันยากลำบากของนางในฐานะแม่จะถือว่าสิ้นสุดลงเสียที
ราวกับนางมองเห็นความหวังอยู่รำไร แม่นางจ้าวรีบย้อนกลับไปที่เรือนทันทีหลังจากซักเสื้อผ้าเสร็จเรียบร้อยแล้ว ทว่าเมื่อนางกลับไป กลับไม่เห็นแม้แต่เงาของหยุนเยว่
“พี่สาวของเจ้าหายไปไหนเสียเล่า?”
“ข้าไม่รู้เจ้าค่ะ”
“เจ้าไม่เห็นหรือว่านางออกไปที่ใด?”
“ไม่เห็นเลยเจ้าค่ะ”
หลังจากถามไถ่ไปเพียงสองสามคำ ยังไม่ทันที่จะมีโอกาสได้หยุดพักหายใจ นางเฉิน กลับเดินเข้ามาพร้อมข้าวเหนียวหนึ่งกระสอบ นางโยนมันลงบนพื้น เลิกคิ้วขึ้นพลางออกคำสั่ง “วันนี้ท่านแม่อยากกินขนมเข่ง ไปซะ ล้างแล้วยกขึ้นนึ่งให้เรียบร้อย ยืมครกหินมาตำให้ละเอียด อย่าได้คิดเกียจคร้านเชียว”
“นี่… ท่านแม่คงไม่กินมากถึงเพียงนี้หรอกกระมัง…” แม่นางจ้าวเหลือบมองลงไปยังกระสอบเมล็ดข้าว ปริมาณของมันอย่างน้อยก็สี่สิบหรือหกสิบจิน[1]
[1] มาตราชั่งน้ำหนักของจีนโดย 1 จิน เท่ากับ 500 กรัม (ครึ่งกิโลกรัม) เรียกอีกอย่างว่าชั่ง แต่จริง ๆ แล้วน้ำหนักไม่เท่ากันกับ 1 ชั่งของไทย
“วันตรุษใกล้เข้ามาทุกทีแล้ว ใจคอไม่คิดตระเตรียมข้าวของไว้ให้พร้อมสำหรับวันตรุษเลยรึ?” นางเฉินกลอกตาก่อนจะเอ็ดตะโร “นังล่อเกียจคร้าน สั่งให้ทำงานใดก็ทำตามโดยดีไม่ได้หรืออย่างไร? เหตุใดต้องมีข้อกังขาด้วย? หยุดพูดพล่ามไร้สาระ รีบไปทำงานเร็วเข้า!”
แม่นางจ้าวกัดริมฝีปากล่าง ก้มตัวลงไปหยิบกระสอบข้าวเหนียวขึ้นมาทว่าไม่มีเรี่ยวแรงพอจะยกขึ้นได้ ทำให้เดินเซถลาไปข้างหน้าถึงสองก้าว นางเฉินเห็นเช่นนั้นจึงกอดอกเยาะเย้ย “โธ่เอ๊ย ร่างอ่อนปวกเปียกยิ่งกว่าทาสหญิงเสียอีก…”
คำกล่าวเย้ยหยันยั่วยุโทสะที่ออกจากปากนางเฉิน ถึงแม้แม่นางจ้าวคุ้นชินกับมันเสียแล้ว ทว่าเป็นไปไม่ได้ที่ภายในใจของนางจะไม่เก็บเอามาเป็นความแค้น เพียงแต่ตอนนี้นางไม่มีหนทางจะแก้แค้นใด ๆ ทั้งสิ้น นางต้องการเพียงให้ตนเองหลุดพ้นห้วงมหาสมุทรแห่งความทุกข์ยากได้โดยเร็วที่สุด
นางล้างเมล็ดข้าวจนสะอาด ก่อไฟตั้งเตาเพื่อนึ่งข้าวเหนียว จากนั้นจึงไปยังเรือนของหยุนลี่เต๋อเพื่อขอยืมครกหิน เมื่อได้มาแล้วจึงวางไว้ตรงกลางลาน ก่อนทำการโขลกตำข้าวให้ละเอียด
ท้องฟ้าช่วงฤดูหนาวมืดเร็วกว่าปกติ ยังไม่ทันที่ขนมเข่งในครกหินจะถูกโขลกอย่างละเอียดดี ท้องฟ้าก็เริ่มมืดค่ำลงทุกขณะ นางเฉินออกมาสั่งให้แม่นางจ้าวก่อไฟปรุงอาหารอีกครั้ง นางจึงร้องเรียกหาหยุนเยว่และหยุนหรงเพื่อขอความช่วยเหลือ หยุนหรงเดินออกมาจากห้องพร้อมบ่นพึมพำด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “ให้ข้าได้พักผ่อนครู่เดียวไม่ได้หรือ? ดูมือของข้าสิ เริ่มบวมเป็นรอยด้านอีกแล้ว…”
“เหตุใดเจ้าจึงอยู่คนเดียวเล่า? พี่สาวของเจ้ามัวหลบอยู่ที่ใดเสีย? รีบไปอุ่นโจ๊กก่อน ว่างแล้วค่อยเก็บไม้ฟืนมาเพิ่ม”
“ข้าจะรู้ได้อย่างไร ตลอดทั้งวันข้าไม่เห็นแม้แต่เงาของนางด้วยซ้ำ” หยุนหรงเดินเข้าไปในครัวอย่างไม่เต็มใจ “ทำงานตลอดทั้งวัน มีแต่งานไม่รู้จักจบสิ้น!”