บราวนี่ออนไลน์ นิยายอ่านฟรีทุกวัน
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Banner Contact
Advanced
Sign in Sign up
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Banner Contact
Sign in Sign up
Prev
Next

ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 442 หลานชายคนโต

  1. Home
  2. All Mangas
  3. ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主]
  4. ตอนที่ 442 หลานชายคนโต
Prev
Next

📚 นิยาย Bookmark ไม่แจ้งเตือนใช่ไหม?
✨ สามารถดูนิยายอัปเดตล่าสุดได้ที่นี่ ✨
👉 CLICK HERE 👈

```

ตอนที่ 442 หลานชายคนโต

ตอนที่ 442 หลานชายคนโต

นักพรตเสวียนซวีไม่ได้กังวลว่าเด็กชายชาวบ้านเหล่านี้จะเชื่อถือคำบอกเล่าของเขาหรือไม่ มีเพียงคนเดียวที่ทำให้เขากังวลเล็กน้อยก็คือเด็กหยุนเชวี่ย เด็กสาวคนนี้เป็นสตรีที่ฉลาดหลักแหลม ยากจะหลอกลวงได้โดยง่าย ทั้งยังเป็นผู้นำของเด็กกลุ่มนี้อีกด้วย

แต่ดูเหมือนว่าครั้งนี้หยุนเชวี่ยจะเชื่อคำพูดของเขาอย่างง่ายดายจนน่าประหลาดใจ

“อ้า อ้อง ออน อีก อาน เอียง ใอ” สืออีกะพริบตาปริบ ริมฝีปากรวมถึงปลายลิ้นเกิดอาการชาเปลี้ยจนแข็งกระด้าง เขาพยายามเปล่งเสียงออกมาทีละคำ

ทุกคน…

เอ้อหู่รีบขยับเข้าไปใกล้ “อาจารย์ ท่านว่าอย่างไรนะ?”

นักพรตเสวียนซวี “โอ้ หลานชาย เจ้าพูดได้แล้วรึ?”

“ข้าต้องนอนอีกนานเพียงใด?” สืออีกลอกตาไปมา พยายามเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเหมือนลิ้นจุกปาก

หยุนเชวี่ย “เขาจะเคลื่อนไหวได้อีกครั้งเมื่อไรกัน?”

นักพรตเสวียนซวีกลับไม่รีบร้อน “เจ้าสามารถพูดได้แล้วมิใช่หรือ? ประเดี๋ยวก็หายเป็นปกติแล้ว หลานชาย ตอนนี้เจ้ารู้สึกอย่างไรบ้าง? หูได้ยิน ตามองเห็นชัด ร่างกายสบายดีหรือไม่?”

สืออีตอบกลับด้วยใบหน้าบึ้งตึง “ไม่”

“หลานชาย เจ้าอย่าได้ใจร้อนไป” นักพรตเสวียนซวีกล่าว “แม่นางถังมีทักษะทางการแพทย์ที่เก่งกาจ ให้นางฝังเข็มเงินเจ้าอีกสักสองสามหนก็ดีแล้ว”

เมื่อเห็นนักพรตเต๋าเอาแต่เรียกสืออีว่า ‘หลานชาย’ เอ้อหู่ยกมือเกาหัวด้วยไม่คลายสงสัย “อาจารย์ เขาเป็นลุงของท่านจริงหรือ?”

ริมฝีปากสืออีขมุบขมิบเพียงเล็กน้อย เหลือบมองนักพรตเสวียนซวีด้วยแววตาลังเล

“เจ้าก็โง่เขลาเสียนี่กระไร?! หากเขาจดจำเรื่องในอดีตได้ แล้วข้าจะรักษาเขาด้วยการฝังเข็มไว้ที่ศีรษะอีกหรือ?” นักพรตเสวียนซวีสะบัดแขนเสื้อ “นับตามความอาวุโสแล้ว เจ้าควรเรียกข้าว่าอาจารย์ด้วยซ้ำ!”

เอ้อหู่ไม่รอช้า รีบกระชับความสัมพันธ์และร้องเรียกอีกฝ่ายด้วยความเคารพทันที “ท่านอาจารย์”

นักพรตเสวียนซวีปัดฝุ่นตามร่างกายออก ปรายตามองเขาด้วยความรังเกียจอย่างหาที่เปรียบมิได้ “ข้าไม่มีศิษย์ที่ไร้จิตสำนึกเช่นนี้”

เอ้อหู่ได้แต่เผยรอยยิ้มเจื่อน ยกมือเกาศีรษะตัวเองอีกครั้ง

สภาพสืออีตอนนี้ไม่ต่างอะไรไปจากปลาเค็มตากแห้ง เขานอนนิ่งร่างแข็งทื่ออยู่บนเตียงเป็นเวลานาน กระทั่งผ่านไปเกือบสองชั่วยามจึงค่อย ๆ ฟื้นคืนสติได้ ทั้งยังใช้ความพยายามอย่างมากในการหยัดกายลุกขึ้น แต่ผู้ใดจะคาดคิดว่าเท้าของเขาเพิ่งแตะพื้นได้ไม่นาน แข้งขากลับอ่อนยวบ คุกเข่าลงตรงหน้านักพรตเสวียนซวี ขณะนั้นนักพรตเสวียนซวีหน้าซีดเผือด รีบชักเท้าหนีประหนึ่งเหยียบอยู่บนกระถางไฟ “ไม่ได้ ทำเช่นนี้ไม่ได้…”

สืออีขบกรามแน่น ดิ้นรนจะหยัดกายลุกขึ้นยืนให้ได้

นักพรตเสวียนซวีตระหนักทันทีว่าปฏิกิริยาของตนไม่สำรวมเกินไป เขายื่นมือออกไปช่วยพยุงและกล่าวเสริม “หลานชาย พวกเราล้วนเป็นครอบครัวเดียวกัน เหตุใดเจ้าจึงต้องทำความเคารพข้าเช่นนี้ด้วยเล่า? รีบลุกขึ้นเร็วเถิด”

หลังพวกเขาเดินออกมาจากอดีตวัดเคยร้าง เสวียนซวีกล่าวเตือนเด็กชายสองสามคนอย่างจริงจัง โดยบอกว่าพวกเขาอาจถูกศัตรูตามล่า ทันใดนั้นเด็ก ๆ หลายคนรู้สึกว่าตนได้รับมอบหมายภารกิจอันยิ่งใหญ่และความรับผิดชอบที่ใหญ่ยิ่ง ทุกคนต่างพยักหน้ารับคำอย่างเคร่งขรึม ปิดปากสนิทไม่พูดอะไรทั้งสิ้น

ตกมื้อค่ำ แม่นางเหลียนสังเกตท่าทีของสืออี จ้องมองอยู่พักหนึ่งจึงเอ่ยถามเขาด้วยความห่วงใย “เหตุใดมือของเจ้าจึงสั่นเทาถึงเพียงนี้?”

สืออี “หืม? ไม่เห็นสั่นเลยนี่ขอรับ?”

หยุนลี่เต๋อกล่าวเสริม “เกรงว่าเจ้าคงทำงานจนเหน็ดเหนื่อยเกินไป วันพรุ่งนี้มีตลาดใหญ่ ข้าจะไปซื้อวัวไว้สำหรับทุ่นแรงในการไถพรวนดิน คนงานในหมู่บ้านว่ากันว่าวัวตัวหนึ่งช่วยประหยัดแรงไปได้ไม่น้อย” หลายวันมานี้ เขามัวแต่วุ่นวายอยู่กับธุระที่ศาลาว่าการมณฑล สืออีจึงรับภาระงานหนักแทนเขาเป็นส่วนใหญ่ เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วจะไม่ให้รู้สึกเหนื่อยล้าอย่างไรได้

“ท่านลุง ท่านอา ข้าไม่เป็นอะไรจริง ๆ ขอรับ” สืออีก้มหน้าก้มตากินข้าวต่อไป “นอนพักสักหน่อย ประเดี๋ยววันพรุ่งนี้ก็หายดีแล้ว”

“พ่อหนุ่ม ถึงขั้นนี้แล้วยังหัวรั้นอยู่อีกรึ?” แม่นางเหลียนใช้ตะเกียบคีบอาหารลงในชามให้เขา “กินให้มากหน่อย วันพรุ่งนี้เข้าเมืองไปตลาดใหญ่ด้วยกัน ข้าว่าจะไปเลือกผ้าสักสองสามผืน ถึงเวลาทำชุดใหม่สำหรับฤดูใบไม้ผลิแล้ว”

หลังจากกินข้าวเสร็จเรียบร้อย สืออีก็หิ้วถังไม้ไปให้อาหารหมูตามปกติ อาหารหมูวันนี้เป็นรำข้าวและหญ้าที่คลุกเคล้าไว้สำหรับพวกมันโดยเฉพาะ เมื่อเดินมาถึงรางหญ้าหน้าคอก หมูสองสามตัวก็ส่งเสียงฮึดฮัดขึ้นมา กรูเข้ามาแย่งกันกินอย่างเอร็ดอร่อย

สุภาษิตกล่าวว่าม้าไร้กำลังหากปราศจากการขุน การให้อาหารหมูก็เช่นเดียวกัน สืออีทำงานอย่างขยันขันแข็ง ไม่เคยละเลยหรือหลงลืมสักครั้ง ให้อาหารพวกมันเช้าเย็นมิได้ขาด ทำให้หมูหลายสิบตัวทั้งอ้วนท้วนทั้งแข็งแรง

“กินให้มาก กินให้มากหน่อย ปีหน้าพวกเจ้าจึงจะขายได้ราคาดี…” เขาเทอาหารหมูลงในรางหญ้าจนเต็มทุกแถว พร้อมกล่าวพึมพำกับพวกมันไปพลาง

“เจ้าพูดตรงไปตรงมาเช่นนี้ พวกมันจะกล้ากินให้มากได้อย่างไร?” หยุนเชวี่ยยกมือขึ้นกอดอกขณะยืนพิงประตู “ยิ่งกินอย่างตะกละจนอ้วนท้วน ชีวิตน้อย ๆ ยิ่งถูกพรากไปเร็วเท่านั้น”

เหนือคอกหมูมีตะเกียงน้ำมันดวงหนึ่ง ส่องแสงสว่างเพียงริบหรี่เท่านั้น สืออีได้ยินเสียงอันคุ้นเคยก็รีบหันกลับมา ดวงตาคู่งามโค้งขึ้นเล็กน้อยภายใต้แสงไฟสลัวรางเหมือนผ้าเนื้อโปร่ง “เชวี่ยเอ๋อ เจ้ามาที่นี่ตั้งแต่เมื่อไรกัน?”

หยุนเชวี่ยเอียงคอ “ข้ากินอิ่มแล้ว จึงเดินวนไปมาอยู่แถวนี้”

“เจ้ายังโกรธข้าอยู่หรือไม่?” สืออีถามด้วยความระมัดระวัง หลังกลับมาจากวัด เขาเพียรเอาอกเอาใจหยุนเชวี่ยอยู่หลายครั้ง ทว่าหยุนเชวี่ยกลับไม่แยแส มองผ่านเขาไปประหนึ่งว่าเขาเป็นธาตุอากาศ

หยุนเชวี่ย “ข้าไม่ได้โกรธเจ้าเสียหน่อย”

“เจ้าโกรธ โกรธที่ข้าปิดบังเรื่องบางอย่างกับเจ้า…” สืออีหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง และแล้วก็ก้มหน้ายอมรับผิดเหมือนเจ้าหมาป่าตัวน้อยที่ทำเรื่องผิดพลาด “เจ้ารู้ความลับของข้าเข้าเสียแล้ว” เขาพอล่วงรู้นิสัยของหยุนเชวี่ยมาสักระยะแล้ว แม้ปากแข็งไม่ยอมให้อภัย ทว่าภายในใจกลับอ่อนโยนยิ่ง ดังนั้นต้องจับจุดอ่อนของนางให้ได้ ขอเพียงเขายอมอ่อนข้อ ความโกรธของนางจะลดน้อยลงไปถึงหกหรือเจ็ดส่วน

แน่นอนว่าครั้งนี้หยุนเชวี่ยก็ไม่อาจใจแข็งทำแง่งอนกับเขาได้อีกต่อไป ได้แต่ถามเขาด้วยความโกรธเคือง “เจ้าโง่เขลาหรืออย่างไร? ไม่มีหัวจิตหัวใจเอาเสียเลย ใจคอจะปล่อยให้ข้าไม่รู้ตัวตนของเจ้าไปจนตายอย่างนั้นรึ?”

สืออีกลับเลือกที่จะไม่อธิบาย และไม่โต้แย้งแต่อย่างใด เพียงจ้องมองนางด้วยรอยยิ้มภายใต้แสงไฟสลัวราง “เดิมทีข้าคิดว่าตนเองมีทรัพย์สินมากมาย สามารถนำภูเขาทองและภูเขาเงินมาตอบแทนบุญคุณของเจ้าที่ช่วยชีวิตไว้ คิดไม่ถึงว่าชีวิตกลับพลิกผันเป็นตกต่ำ ได้แต่ตอบแทนด้วยการเป็นวัวและม้าให้เจ้าต่อไป”

“ผู้ใดต้องการกัน” หยุนเชวี่ยแสร้งทำเป็นกลอกตา ทว่าหัวใจกลับสั่นระรัว เดิมทีคิดจะถามไถ่เขาอีกสักสองสามประโยค แต่สมองและใบหน้ากลับร้อนผ่าวเสียจนหลงลืมไปหมดสิ้น

วันรุ่งขึ้น

แม่นางเหลียนตื่นแต่เช้าตรู่ ดึงผ้าห่มเรียกหยุนเชวี่ยถึงห้องให้นางรีบลุกขึ้นไปล้างหน้าล้างตาและกินข้าว เพื่อที่จะเร่งรุดไปรวมตัวกับคนอื่น ๆ หยุนเชวี่ยไม่วายดึงผ้าห่มขึ้นคลุมศีรษะ ตะโกนตอบด้วยท่าทางสะลึมสะลือ “ไปเถอะ ข้าไม่ไป ข้าไม่ไป ท่านไปกับท่านป้าหวัง ท่านป้าเหลียว ท่านป้าหม่าเถิดเจ้าค่ะ”

“อากาศเริ่มอุ่นขึ้นมากแล้ว เหตุใดเจ้าถึงยังเอาแต่นอนอยู่บนเตียงอีก?” แม่นางเหลียนไม่พูดพร่ำทำเพลง ยื้อแย่งผ้าห่มไปจากลูกสาวทันที “วันนี้ท่านพ่อของเจ้าขับเกวียน ไปกันทั้งบ้านนี่แหละ สืออีและเสี่ยวส้วยเอ๋อตื่นแต่เช้าแล้ว มีเพียงเจ้าที่ยังเกียจคร้าน”

“ไปกันหมดเลยหรือ?” หยุนเชวี่ยพลิกตัวนอนหงาย หรี่ตามองอย่างเกียจคร้าน

“ทุกคนไปด้วยกันทั้งหมด ร้านอาหารปิดหนึ่งวัน” แม่นางเหลียนเร่งเร้าต่อไป “ท่านป้าสะใภ้หลี่ของเจ้าไม่ได้เข้าเมืองมาหลายปีแล้ว นางตื่นเต้นดีใจมากทีเดียว เจ้าเองก็อย่ามัวชักช้า รีบแต่งเนื้อแต่งตัวได้แล้ว!”

“อืม…” หยุนเชวี่ยพลิกตัวนอนคว่ำซุกหน้าลงกับหมอน สมองที่ยังไม่ตื่นจากห้วงภวังค์ จู่ ๆ กลับเกิดความคิดประหลาดอย่างหนึ่งขึ้นมา นางคิดว่าตามประเพณีในสมัยโบราณ หญิงสาวที่อายุเพียงสิบสี่ปีก็สามารถแต่งงานได้แล้ว ฉะนั้นการมีความรักตอนที่อายุเพิ่งจะสิบสามปี คงไม่นับว่าเป็นความแก่แดดเกินวัยหรอกกระมัง

“ยังไม่ขยับเขยื้อนอีกหรือ? เจ้าเด็กคนนี้…” แม่นางเหลียนฟาดฝ่ามือตบเข้าที่ก้นนางเบา ๆ

“ตื่นแล้ว ตื่นแล้ว…” หยุนเชวี่ยกลิ้งตัวลุกขึ้นนั่ง ครั้นหวนนึกถึงความคิดของตนเองเมื่อครู่แล้วก็รู้สึกขบขันไม่น้อย นางลากเสื้อผ้าที่พับไว้ตรงหัวเตียง พลางบ่นพึมพำ “ในเมืองมีของอร่อยมากมาย ข้าไม่ต้องกินข้าวจากที่บ้านไปก็ได้…”

“ยังห่วงเรื่องปากท้องตนเองอีก” แม่นางเหลียนอาศัยช่วงจังหวะที่หยุนเชวี่ยกำลังผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าว่าง หยิบหวีไม้จากโต๊ะเครื่องแป้งมาจัดแต่งทรงผมลูกสาวเสียใหม่ หวีผมที่ยุ่งเหยิงของนางให้เรียบ แล้วจึงใช้ริบบิ้นสีแดงสองเส้นมาถักเปียเป็นทรงที่สวยงามไม่เหมือนใคร

นับตั้งแต่หลังหมู่บ้านมีเหมืองเกลือปรากฏขึ้น ชายฉกรรจ์ในครอบครัวล้วนขึ้นเขาไปทำงาน ทำให้ความเป็นอยู่ของแต่ละครัวเรือนมีฐานะร่ำรวยขึ้นไม่น้อย เมื่อถึงช่วงเปลี่ยนผ่านฤดูที่ต้องตัดเย็บชุดใหม่ เหล่าเด็กหญิงน้อยใหญ่และบรรดาสะใภ้ในหมู่บ้านกว่าครึ่งจึงจับกลุ่มกันไปเที่ยวเล่นกันอย่างครึกครื้น

ยานพาหนะของหยุนเชวี่ยเป็นเกวียนล้อลากสำหรับใช้ขนย้ายสินค้า คนสามารถนั่งได้หกถึงเจ็ดคน แม่ของโฉ่วเหือและโฉ่วช่วนก็พาลูกชายแฝดพี่น้องมายืนรออยู่หน้าร้านอาหารตั้งแต่เช้า อยากนั่งรถไปด้วยกันกับพวกเขา

หากเป็นคนอื่น แม่นางเหลียนคงปริปากปฏิเสธสักคำ ทว่าแม้ไม่กล่าวอะไร แต่ผู้ที่มีสายตาเฉียบแหลมสามารถสังเกตเห็นอย่างชัดเจน ว่าแม่นางเหลียนไม่ชอบใจสองฝาแฝดคู่นี้เท่าไรนัก ถึงกระนั้นกลับต้อนรับอย่างเสียไม่ได้ ตั้งแต่หมายมั่นในใจว่าสืออีเป็นลูกเขย ต่อให้มองเห็นผู้ใดก็ไม่นับเป็นเขยทั้งนั้น

แม่ของโฉ่วเหือและโฉ่วช่วนย่อมเข้าใจความคิดของตระกูลหยุนดี ก่อนหน้านี้นางเคยถูกปฏิเสธทั้งทางตรงและทางอ้อมมาแล้วหลายครั้ง จนต้องถอยทัพไปตั้งหลักใหม่ ออกห่างไปได้เพียงไม่กี่วันก็กลับมาสานต่อความพยายามอย่างไม่ลดละ ยืนกรานจะเอาใบหน้าอุ่นร้อนมาแนบก้นเย็นให้จงได้

“สองวันมานี้ไม่รู้ว่าข้าเป็นอะไร ปวดเข่าเสียจนเดินในระยะไกลไม่ได้ ช่างบังเอิญเสียจริง…”

หลายคนเคยกล่าวไว้ว่าไม่ควรยื่นมือออกไปทำร้ายผู้มีใบหน้าใสซื่อ อีกอย่างนางอุตส่าห์ออกปากเช่นนี้แล้ว หากแม้แต่แม่นางเหลียนยังแล้งน้ำใจไม่ยอมช่วยเหลือ เห็นทีคงถูกชาวบ้านติฉินนินทาอย่างเลี่ยงไม่ได้ แม่นางเหลียนได้แต่ยิ้มแล้วถามไถ่ไปเรื่อยเปื่อย “แล้วเจ้าบาดเจ็บได้อย่างไรกัน?”

“โอ๊ย อย่าได้กล่าวถึงมันเลย ต้องโทษตัวข้าเองที่ประมาท เมื่อวานนี้ข้าเดินไปริมแม่น้ำหวังหาบน้ำมาใส่โอ่ง กลับเท้าพลิกลื่นล้มเสียได้” แม่ของโฉ่วเหือและโฉ่วช่วนคิดหาข้ออ้างเรื่องนี้ไว้ก่อนหน้าแล้ว ทั้งยังแสร้งก้มตัวลงนวดหัวเข่าเพื่อให้น่าเชื่อถือ

“ริมแม่น้ำค่อนข้างลื่น คราวหลังต้องระวังให้มากหน่อย” แม่นางเหลียนเก็บงำความรู้สึกไม่เก่งนัก หากต้องสนทนากับผู้ที่ตนไม่สนิทใจด้วยแล้วยิ่งกล่าวคำใดไม่ออก ทั้งยังรู้สึกกระอักกระอ่วน

แต่แม่ของโฉ่วเหือและโฉ่วช่วนกลับทำตัวประหนึ่งสนิทสนมกับแม่นางเหลียนมานานแรมปี นางเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม “วันนี้เจ้าต้องการซื้อหาสิ่งใดกัน? เครื่องประดับ? หรือเสื้อผ้า? ได้ยินข่าวว่าเจ้าจะเข้าเมืองไปเลือกซื้อของ ข้าจึงจะติดตามเจ้าไปด้วย”

แม่นางเหลียน “ข้าวที่ข้าหุงไว้เพิ่งสุกได้ไม่นาน ยังไม่ทันได้กินเลย…”

“ยังไม่ได้กินมื้อเช้าหรอกหรือ?” แม่ของโฉ่วเหือและโฉ่วช่วนรีบโบกมือ ใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม “เช่นนั้นเจ้ารีบไปกินให้เรียบร้อยเสียเถอะ พวกเราแม่ลูกรอได้…”

หยุนลี่เต๋อถือชามข้าวเดินออกมายืนอยู่หน้าประตูครัว มองออกไปด้านนอก “เหตุใดสองแฝดคู่นี้จึงมาป้วนเปี้ยนที่นี่อีกแล้ว?”

แม่นางเหลียนได้แต่เม้มริมฝีปากอย่างจนปัญญา

หยุนลี่เต๋อ “ถึงอย่างไรครอบครัวของเราก็ไม่ดองกับเด็กสองคนนั้นแน่ เจ้าน่าจะอธิบายไปตามตรงให้พวกเขาเข้าใจเสียที”

“หมายความว่าที่ข้าเคยพูดไป พวกเขายังไม่เข้าใจอีกหรือ?” แม้แต่นางเองก็รู้สึกหดหู่ไม่แพ้กัน “ไม่ว่าเรื่องใดก็มอบหมายให้ข้าไปบอกกล่าวเสียทุกสิ่ง ในฐานะที่ท่านเป็นพ่อเหตุใดจึงไม่จัดการด้วยตนเองบ้าง? บอกไปว่าลูกสาวเรามีคู่หมายแล้ว ครอบครัวของพวกเขาจะได้หยุดคิดหยุดคาดหวัง”

“ขึ้นอยู่กับคู่หมายที่ว่าต่างหาก” หยุนลี่เต๋อเชิดคางขึ้น บุ้ยใบ้ไปที่สืออีซึ่งกำลังลากเกวียนล่อออกไปนอกลานบ้าน “เรายังไม่รู้ชัดด้วยซ้ำว่าเขายินดีที่จะเป็นลูกเขยของพวกเราหรือไม่ เผื่อว่า…”

“เผื่อว่าอย่างไรล่ะ? ไม่มีการเผื่อใด ๆ ทั้งสิ้น” แม่นางเหลียนตัดบทเขา “เขาต้องยินดีแน่ เด็กคนนั้นคิดอย่างไรกับเชวี่ยเอ๋อ แม้แต่เสี่ยวส้วยเอ๋อยังมองออก มีเพียงท่านเท่านั้นแหละ ไม่รู้ว่าตอนนั้นข้ายอมแต่งกับท่านด้วยเหตุใด…”

Prev
Next

Comments for chapter "ตอนที่ 442 หลานชายคนโต"

MANGA DISCUSSION

ใส่ความเห็น

You must Register or Login to post a comment.

ฺBrowniee

YOU MAY ALSO LIKE

60965443MuDePq1r
เกรียนแบบนี้ ก็ศิษย์พี่ใหญ่นี่แหละ
2022-11-15
63ef2662UmtVckMc
Top Star ระบบปั้นเธอให้เป็นดาว
2023-09-28
61f2447eQHKxQIgL
เก็บตกนักฆ่า มาเป็นหนุ่มบ้านนา
2022-06-17
98522
ยอดหญิงลิขิตสวรรค์
2023-12-10

    © 2020 - 2023 browniee@บราวนี่ออนไลน์
    เว็บอ่านนิยาย นิยาย pdf เว็บ “browniee.online” เว็บอ่านนิยายสนุกๆ เพลิดเพลินไปกับนิยายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น นิยายวาย, นิยายจีน, นิยายรัก, แฟนตาซี, กำลังภายใน, ผจญภัย สุดยอดวิชากำลังภายใน อัพเดททุกวัน

    Sign in

    Lost your password?

    ← Back to บราวนี่ออนไลน์ นิยายอ่านฟรีทุกวัน

    Sign Up

    Register For This Site.

    Log in | Lost your password?

    ← Back to บราวนี่ออนไลน์ นิยายอ่านฟรีทุกวัน

    Lost your password?

    Please enter your username or email address. You will receive a link to create a new password via email.

    ← Back to บราวนี่ออนไลน์ นิยายอ่านฟรีทุกวัน