ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 408 เผยเหล่าอู่ประสบเคราะห์
ตอนที่ 408 เผยเหล่าอู่ประสบเคราะห์
ตอนที่ 408 เผยเหล่าอู่ประสบเคราะห์
หมู่บ้านไป๋ซีมีขนาดไม่ใหญ่มาก เมื่อเกิดปัญหาขึ้นกับบ้านใด บ้านใกล้เรือนเคียงก็จะตะเบ็งเสียงเรียกให้รู้โดยทั่วกัน ไม่นานก็จะแพร่สะพัดไปทั่วทั้งหมู่บ้าน
ขณะที่หลี่ชื่อเหอกำลังจะเอนกายพักผ่อน นางได้ยินเสียงตะโกนจากข้างนอกแล้วให้ตื่นตระหนกจนต้องลุกขึ้นนั่งอีกครั้ง “เจ้า…บ้านตระกูลเผยไฟไหม้งั้นรึ?”
“ไม่เกี่ยวอะไรกับพวกเราเสียหน่อย” เสี่ยวส้วยเอ๋อเป่าไฟตะเกียงให้ดับลง ก่อนจะปีนขึ้นเตียงและมุดอยู่ใต้ผ้าห่ม
หลี่ชื่อเหอลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงค่อย ๆ เอนกายลงนอนตาม
เดิมทีนางเป็นคนนอนไวอยู่แล้ว ตลอดทั้งคืนเมื่อได้ยินเสียงเอะอะโวยวายจากด้านนอกก็ได้แต่พลิกตัวไปมา จนกระทั่งฟ้าสางจึงรู้สึกง่วงงุนเล็กน้อย หลับตาลงได้เพียงครู่เดียว ไก่ซึ่งอยู่ในลานบ้านก็เริ่มโก่งคอขัน
“เสี่ยวส้วยเอ๋อ ตื่นได้แล้ว” หลี่ชื่อเหอเอื้อมมือไปปลุกลูกสาวที่นอนอยู่ด้านข้าง
เช้าตรู่เช่นนี้เป็นช่วงเวลายุ่งเหยิง ต้องรีบเตรียมอาหารให้พร้อมสรรพก่อนถึงเวลามื้อเช้า ประมาณครึ่งชั่วยามหลังจากนั้น บรรดาคนงานบนเขาจึงจะทยอยลงมาแบ่งเป็นสามถึงห้ากลุ่ม
สองแม่ลูกเก็บข้าวของและเดินทางออกจากบ้านไป ขณะทำงานไม่อาจคาดเดาได้ว่าเกิดจากการพักผ่อนที่ไม่เต็มอิ่มหรือไม่ ดวงตาของหลี่ชื่อเหอกระตุกตลอดเวลา ซ้ำยังกระตุกแรงเสียจนนางตกใจ มีลางสังหรณ์ว่าอาจเกิดเรื่องร้ายแรงขึ้น
“เสี่ยวส้วยเอ๋อ เหตุใดเปลือกตาแม่ถึงได้กระตุกแรงเช่นนี้?” หลี่ชื่อเหอถามขณะใช้มือปั้นซาลาเปา ตายังกระตุกไม่หยุดหย่อนจนต้องฝืนกะพริบตาแรง ๆ สองสามหน
เสี่ยวส้วยเอ๋อที่กำลังต้มโจ๊กอยู่อีกมุมหนึ่งรีบเดินเข้าไปหา “ข้าขอดูหน่อย กระตุกข้างใดรึ?”
“ตาข้างซ้าย”
“ตาซ้ายกระตุกทั้งที” เสี่ยวส้วยเอ๋อยกยิ้มพร้อมยื่นนิ้วออกไปลูบเปลือกตาของผู้เป็นแม่ “เป็นลางบอกว่าต้องมีเรื่องดีงามเกิดขึ้นเป็นแน่”
เมื่อได้ยินนางกล่าวเช่นนี้ ความกังวลของหลี่ชื่อเหอจึงผ่อนคลายลงเล็กน้อย
ไม่นานเสียงก็ดังขึ้นจากเรือนทางด้านหลังร้าน แม่นางเหลียนตื่นแล้วเช่นกัน นางยกชามบะหมี่ที่เตรียมไว้จากบ้านเดินเข้ามาพร้อมกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ป่านนี้คนงานบนเขาคงได้รับเงินค่าแรงแล้ว เห็นทีพวกเราคงต้องห่อซาลาเปาเพิ่มอีกสักสองสามลูก”
“ได้” หลี่ชื่อเหอตอบรับ “เช่นนั้นเกรงว่าตัวไส้คงไม่เพียงพอกับแป้งน่ะสิ”
“รอให้พี่รองตื่นก่อน แล้วค่อยฝากให้เขาไปซื้อของในเมืองเพิ่มเติม” แม่นางเหลียนยกเก้าอี้มาวางก่อนจะนั่งลง หันไปมองอีกฝ่าย “เรื่องวุ่นวายเมื่อคืนที่ผ่านมา เจ้ารู้หรือไม่?”
หลี่ชื่อเหอชะงักมือเล็กน้อย “เรื่องอะไรรึ?” แม้ถามกลับเช่นนั้น ทว่าในใจของนางพอจะคาดเดาออกว่าเมื่อคืนนี้เกิดเรื่องวุ่นวายใดขึ้น คงไม่พ้นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับบ้านตระกูลเผยเป็นแน่แท้
“เรื่องใหญ่เกิดขึ้นกับบ้านตระกูลเผย!” เป็นดังคาด แม่นางเหลียนยืนยันว่าการคาดคะเนของนางนั้นถูกต้อง “พี่รองและชาวบ้านคนอื่น ๆ กรูกันเข้าไปช่วยดับไฟและช่วยคนออกมาให้วุ่น เรื่องเกิดเมื่อช่วงประมาณกลางดึกค่อนคืน เพิ่งจะนอนหลับไปไม่ถึงสองชั่วยามเอง”
“ว่าอย่างไรนะ!?” หลี่ชื่อเหอตื่นตระหนกทันที “ข้าได้ยินเสียงคนตะโกนตลอดทั้งคืน ที่ว่าเรื่องใหญ่เพราะเสียหายหนักอย่างนั้นหรือ?”
แม่นางเหลียนพยักหน้า
“ไม่มีคนตายเพราะเหตุนี้ใช่หรือไม่?” หลี่ชื่อเหอถามอีกครั้ง
เสี่ยวส้วยเอ๋อทำเสียงฮึดฮัดในลำคอทันที กล่าวโดยไม่เงยหน้า “ต่อให้มีคนตายก็ไม่ใช่เรื่องของเรา”
“ยังไม่เลวร้ายถึงขั้นนั้นหรอก” แม่นางเหลียนกล่าว “แต่เผยเล่าอู่ประสบอุบัติเหตุจนพิการไปแล้วครึ่งร่าง ห้องครัวและห้องทางปีกตะวันตกทั้งสองห้องถูกเพลิงเผาจนวอดวาย ไม่มีอะไรหลงเหลือ”
สาเหตุของการเกิดเพลิงไหม้และผลสรุปทั้งหมด ตัวแม่นางเหลียนก็ได้ยินมาจากคำบอกเล่าของหยุนลี่เต๋ออีกต่อหนึ่ง
เด็กมือซนเผยต้าเป่าฉวยโอกาสตอนที่พวกผู้ใหญ่เข้านอนพักผ่อนแต่หัวค่ำ เข้าไปในห้องครัวเพื่อจุดไฟเล่น แต่สุดท้ายไฟนั้นกลับลามเผาหญ้าแห้งและกองฟืนที่วางอยู่ข้างเตาไฟอย่างไม่มีทีท่าว่าจะดับได้เอง เมื่อเห็นไฟยิ่งลุกโชนมากขึ้นเขายิ่งหวาดกลัวจนต้องหันหลังวิ่งหนีไป
ภายในห้องครัวมีอาหาร ถังน้ำมัน ฟืนที่ผ่าแล้ว และฟางข้าวที่เป็นเชื้อไฟชั้นดี ไม่นานนักควันสีดำทะมึนจึงลอยออกมานอกตัวบ้าน เผยเล่าซื่อและแม่นางลวี่ซึ่งอาศัยอยู่ในห้องฝั่งปีกตะวันตกของเรือนถูกควันหนาทึบรบกวน จนตื่นขึ้นก่อนใครในบ้าน ถึงตอนนั้นเปลวไฟก็ลุกโชนอยู่บนคานหลังคาเสียแล้ว
ทุกคนในบ้านตระกูลต่างตื่นตกใจสุดขีด ขณะเดียวกันแม่นางเฝิงนึกขึ้นได้ว่าต้าเป่าหายตัวไป ไม่ว่าจะตะโกนเรียกอย่างไรก็ไม่ได้ยินลูกชายส่งเสียงตอบกลับมา
ทุกคนในบ้านคิดว่าเขาอาจติดอยู่ในครัว ไม่แน่ว่าอาจจะได้รับอันตรายบางอย่าง ตอนนั้นแม่เฒ่าเผยร้อนใจมาก ได้แต่กลอกตาไปมาด้วยหยิบจับสิ่งใดไม่ถูก ผ่านสักระยะ เผยเล่าอู่ไม่มีเวลาครุ่นคิดอีก เขารีบพุ่งตัวเข้าไปในห้องครัวท่ามกลางเปลวไฟที่โหมกระหน่ำ
ตอนนั้นไฟไหม้ลามไปถึงห้องฝั่งตะวันตกที่อยู่ติดกัน เผยเล่าอู่วิ่งเข้าไปในห้องครัว ถูกรมควันเสียจนลืมตาไม่ขึ้น ยังไม่ทันได้เพ่งสายตามองสิ่งใดกลับได้ยินเสียงดัง “แกร๊ก” จากบริเวณเหนือศีรษะ คานหลังคาที่ถูกเปลวไฟเผาไหม้แตกร้าว ร่วงลงมาทับร่างของเขาจนล้มลงไปกองกับพื้น
โชคดีที่ชาวบ้านอีกหลายครัวเรือนยังไม่ทันหลับสนิท ทันทีที่ได้ยินเสียงตะโกนขอความช่วยเหลือแล้วจึงเร่งรุดมาช่วยเหลือได้ทันเวลา ชายฉกรรจ์สามคนสี่คนใช้ผ้าห่มที่เปียกชุ่มด้วยน้ำคลุมร่างกายตนเองเอาไว้ ช่วยกันหามเผยเล่าอู่ที่สำลักควันหมดสติไปออกมา พบว่าเนื้อหนังถูกไฟไหม้เป็นบาดแผลร้ายแรง
แม้เขายังมีลมหายใจ ทว่าสภาพของขาในตอนนี้เหลืออยู่เพียงแค่ครึ่งชีวิตเท่านั้น
ต่อมาทุกคนก็พบว่าเผยต้าเป่าหลบอยู่ในคอกหมูหลังบ้าน แม่นางเฝิงที่ใบหน้าเต็มไปด้วยความโกรธเคืองและร้อนใจรีบปรี่เข้าไปตบหน้าเด็กมือซนคนนี้จนหน้าหัน ร้องไห้ด้วยความคับข้องใจ ตำหนิว่าเหตุใดเขาจึงเพิกเฉยต่อเสียงเรียกของคนอื่น ๆ ในบ้าน
เผยต้าเป่าเงยหน้าแผดเสียงร้องไห้สะอึกสะอื้น รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจไม่น้อย และยอมสารภาพด้วยความขลาดกลัว เขารู้ว่าตนเองก่อเรื่องใหญ่เข้าแล้วจึงกลัวว่าจะถูกทุบตี ได้แต่หลบซ่อนไม่ส่งเสียง แม่นางเฝิงรู้เข้ายิ่งโกรธเสียจนอยากฆ่าลูกไม่รักดีของตนให้ตายคามือ
เผยเล่าซื่อรีบวิ่งไปตามตัวหลี่หลางจงให้มารักษากลางดึก หลี่หลางจงเห็นสภาพเผยเล่าอู่ที่นอนหายใจรวยรินอยู่บนเตียงแล้วก็ได้แต่ส่ายหน้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า บอกว่าอาการบาดเจ็บครั้งนี้สาหัสเกินไป ไม่อาจทนดูต่อไปได้ และกำชับให้คนตระกูลเผยรีบพาเขาไปพบหมอในตัวเมือง
เผยเล่าซื่อจึงเดินเท้าเข้าไปยังตัวเมืองตลอดทั้งคืน ไม่อาจล่วงรู้ว่าเขาสามารถเชิญหมอมารักษาน้องชายตนเองได้หรือไม่
“ต้าเป่า เด็กคนนี้…” แม่นางเหลียนส่ายหน้า “เขาถูกเลี้ยงอย่างประคบประหงมโดยมีแม่และย่าของเขาคอยให้ท้ายเสียจนเคยตัว ยังไม่ทันเติบใหญ่กลับก่อเรื่องวินาศสันตะโรถึงเพียงนี้…”
“ครั้งก่อนที่เขาขโมยไก่จากบ้านของข้า หากแม่ของเขาทุบตีสั่งสอนเขาให้หลาบจำเสียบ้าง เขาอาจกลายเป็นคนซื่อสัตย์และไม่กล้าก่อเรื่องพิเรนทร์จนเกิดเรื่องเช่นนี้” เมื่อเสี่ยวส้วยเอ๋อได้ยินเรื่องราวทั้งหมด นางจึงออกความเห็นด้วยสีหน้าเรียบเฉยไร้ซึ่งอารมณ์สงสาร “ผู้ใดใช้ให้เขาถูกเลี้ยงมาโดยไม่ได้รับการอบรมสั่งสอนเล่า”
“เฮ้อ…” หลี่ชื่อเหอได้แต่ถอนหายใจ
ยามฟ้าสาง ชายฉกรรจ์หลายคนที่ลางานกลับมาที่บ้านเมื่อวานนี้ก็เดินทางกลับขึ้นเขา ขณะเดินผ่านร้านตระกูลหยุน ได้กลิ่นหอมของซาลาเปาร้อน ๆ โชยมาแตะจมูกก็หยุดเดินพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย หนึ่งในพวกเขาซื้อซาลาเปาไว้สองลูก
“ยังเช้าตรู่อยู่เลย กินโจ๊กให้อิ่มเสียก่อนแล้วค่อยขึ้นไปก็ยังไม่สาย” แม่นางเหลียนกล่าวเชิญชวน
“ได้”
พวกเขาพากันเดินเข้าไปนั่งในร้าน ต่างคนต่างถูฝ่ามือและเริ่มพูดคุยกันถึงเรื่องที่เกิดขึ้น
“ขอข้าพูดหน่อยเถอะ ชีวิตของชายผู้นี้… เมื่อวานเผยเล่าอู่ยังกำชับกับข้าว่าให้รอก่อน จะได้ขึ้นเขาไปพร้อมกัน วันนี้กลับมาตกอยู่ในสภาพครึ่งเป็นครึ่งตายเสียแล้ว” ชายคนหนึ่งถอนหายใจ “หากเขาไม่กลับมาที่บ้านเสีย คงไม่ประสบเคราะห์กรรมเช่นนี้”
“ครู่นี้ข้าเดินผ่านหน้าบ้านของเขา ได้ยินเสียงภรรยาและแม่ของเขายังร้องไห้ไม่หยุดหย่อน บ้านเรือนทั้งหลังก็มาวอดวาย เสาหลักของครอบครัวแม้ไม่ตาย แปดในสิบก็กลายเป็นคนพิการ วันข้างหน้า… จุ๊จุ๊ คงยากลำบากไม่น้อย…”
“เจ้าลูกเหลือขอของเขาน่ะตัวดี หากเป็นลูกชายของข้า ข้าจะหักขาของเขาทิ้งไปเสีย…”
เสี่ยวส้วยเอ๋อเดินเข้ามาพร้อมกับชามโจ๊กในมือ ชายฉกรรจ์คนหนึ่งกล่าวอย่างไม่ทันระวังปาก “สาวน้อย ท่านพ่อของเจ้ามีสภาพเช่นนี้ไปเสียแล้ว เจ้าจะไม่ไยดีเขาหน่อยหรือ?”
“เขาไม่ใช่พ่อของข้าตั้งแต่ไหนแต่ไรมาแล้ว” ใบหน้าของเสี่ยวส้วยเอ๋อเฉยเมย นางวางชามลงบนโต๊ะแล้วเบือนหน้าจากไปทันที
“กว่าสองแม่ลูกจะมีชีวิตที่ดีเช่นนี้ไม่ง่ายเลย เหตุใดเจ้าจึงคะนองปากไม่ทันคิดถึงจิตใจนางไปเสียได้?” ชายผู้มีท่าทางตรงไปตรงมาอีกคนถลึงตาใส่เขาทั้งที่ปากยังคงเคี้ยวอาหารอยู่
“ข้าเพียงหยอกล้อนางเล่นเท่านั้นเอง…”
“ไม่มีผู้ใดต้องการเล่นกับเจ้าหรอก…”
“พูดให้น้อยลงหน่อยเถอะ มา ๆ รีบกินตอนที่ยังร้อน ๆ กินเสร็จยังต้องเดินกลับขึ้นไปบนเขาถึงสองลี้…”
เมื่อท้องฟ้าเริ่มสว่างแจ้ง
หยุนลี่เต๋อตื่นแล้ว หลังจากกินข้าวเสร็จก็ขับเกวียนล่อเข้าเมืองเพื่อซื้อเนื้อสัตว์เพิ่มเติม ส่วนหยุนเชวี่ยก็ร้องขอติดรถไปด้วยเพื่อไปเยี่ยมเยียนพี่สาวของตน แม่นางเหลียนจึงรีบหยิบตะกร้าไข่ไก่ที่สะสมไว้เป็นเวลาหนึ่งเดือนเต็มออกมาจากห้องครัว ฝากหยุนเชวี่ยนำไปมอบให้หยุนเยี่ยนอีกทีหนึ่ง
สองพ่อลูกตระกูลหยุนเพิ่งจากไปได้ไม่นาน เสี่ยวส้วยเอ๋อยังยืนอยู่หน้าประตูร้านอาหาร เห็นเผยเล่าซื่อแบกกล่องยาขนาดใหญ่เดินตรงมาจากระยะไกล ด้านหลังของเขามีชายวัยกลางคนเดินติดตามอย่างรีบร้อนเข้าไปในหมู่บ้าน