ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 377 จำคุก
ตอนที่ 377 จำคุก
ตอนที่ 377 จำคุก
แม่เฒ่าจูถูกเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวไปยังศาลาว่าการ ชาวบ้านต่างวิพากษ์เรื่องที่เกิดขึ้นอย่างหนัก บ้างกล่าวว่านางปากร้ายเกินไปจึงสมควรได้ผลกรรมเช่นนี้ บ้างกล่าวว่าเหมาะสมแล้ว แม่เฒ่าจะได้หลาบจำ และบ้างก็บอกว่ามันคือเรื่องถูกต้องแล้วหากหญิงชราถูกตัดสินโทษให้ขังคุก
คนที่มีความสุขที่สุดคงหนีไม่พ้นแม่นางเฉิน หลังจากที่แม่เฒ่าจูถูกควบคุมตัวออกไปแล้ว นางก็เข้าไปค้นหาขาหมูที่เหลืออยู่ในห้องครัว จากนั้นลงมือทำขาหมูตุ๋นและน้ำแกงกระดูกหมูก่อนกินอาหารทั้งหมดเพียงผู้เดียว
นางหวังให้แม่สามีอยู่ในคุกตลอดไป ไม่ต้องกลับมาอีกเรือนหลังนี้จะได้ตกเป็นของตนแต่เพียงผู้เดียว แม่นางเฉินแทะกินกระดูก มือทั้งสองมันเยิ้ม ขณะที่ในใจสาปแช่งแม่เฒ่าจูให้ท่านนายอำเภอสั่งโบยหลังของนางหลายสิบทีจนแขนเหี่ยวย่นไม่สามารถใช้งานได้อีก
หลังจากกลับมาถึงบ้าน แม่นางเหลียนนั่งไม่ติดและเดินวนซ้ายขวาด้วยความกระวนกระวาย กระทั่งตกดึก หยุนลี่เต๋อก็ยังไม่กลับมา นางจึงร้อนใจและกังวลจนไม่อาจนอนหลับ
นางกระสับกระส่ายทั้งคืนจนถึงเวลาฟ้าสาง นางจึงไปยังห้องนอนห้องเล็กเพื่ออธิบายให้หยุนเยี่ยนฟัง ทั้งยังกำชับว่า ‘ดูแลบ้านให้ดี’ จากนั้นเดินทางเข้าเมืองไปอย่างรวดเร็ว หยุนเชวี่ยได้ยินเสียงฝีเท้าอย่างมารดา นางจึงตื่นขึ้นมาแต่งกายอย่างเร่งรีบ ซึ่งกว่าจะไล่ตามได้ทัน แม่นางเหลียนก็เดินไปไกลกว่าหนึ่งลี้แล้ว
“ท่านแม่… ท่านแม่… รอข้าด้วย ข้าจะไปกับท่าน” อากาศยามเช้าตรู่หนาวเหน็บยิ่งนัก บรรยากาศภายในหมู่บ้านชนบทเล็ก ๆ ช่างเงียบสงัด ทุกพื้นที่ถูกปกคลุมไปด้วยไอหมอกหนา หยุนเชวี่ยวิ่งฝ่าความเย็นโดยไม่สวมหมวกขนสัตว์ทำให้ใบหูของนางแดงระเรื่อ
“ไยเจ้าถึงตามมา เจ้าช่วยอะไรไม่ได้หรอก กลับไปเสีย” เมื่อได้ยินเสียงตะโกนเรียก แม่นางเหลียนจึงหันกลับไปโบกมือ “แม่จะเข้าไปในเมือง บางทีพ่อของเจ้าอาจกำลังเดินทางกลับแล้วก็เป็นได้”
“ข้าไม่วางใจให้ท่านแม่ไปคนเดียวเจ้าค่ะ” ในที่สุดก็เดินตามทันแม่นางเหลียน หยุนเชวี่ยจึงหอบหายใจอย่างหนัก
แม่นางเหลียนเกรงว่าจะเกิดเรื่องไม่ดีกับหยุนลี่เต๋อ นางจึงไม่กล่าวให้มากความ จากนั้นสองแม่ลูกรีบเร่งฝีเท้าเดินเข้าไปในเมือง ปกติแล้วมักใช้เวลาเดินทางจากหมู่บ้านเข้าไปในเมืองประมาณสองชั่วก้านธูป ทว่าวันนี้พวกนางใช้เวลาเพียงหนึ่งชั่วก้านธูปเท่านั้น เมื่อเดินทางมาถึงในเมือง พระอาทิตย์ก็โผล่พ้นขอบฟ้าทอแสงสีทองพอดี
“ประตูทางเข้าศาลาว่าการอยู่ที่ไหนกัน!” แม่นางเหลียนกังวลใจยิ่งนัก นางต้องการสอบถามชาวบ้านที่อาศัยอยู่ละแวกนั้น ทว่ายามนี้อย่าว่าแต่คนเดินเพ่นพ่านเลย แม้แต่ร้านค้าข้างทางก็ยังไม่มีร้านไหนตั้งแผง
“ข้ารู้ ตามข้ามาเจ้าค่ะ” หยุนเชวี่ยเดินมุ่งหน้าไปทางทิศใต้ของเมือง
สองแม่ลูกไม่รีรอ รีบเร่งฝีเท้าไปยังประตูของศาลาว่าการทันที เมื่อมาถึงพวกนางก็เห็นหยุนลี่เต๋อเดินประคองแม่เฒ่าจูออกมาจากที่ว่าการสำนักงานบริหาร
“พี่รอง…” แม่นางเหลียนส่งเสียงเรียกทันควัน
“พวกเจ้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร” เมื่อเห็นภรรยาและลูกสาว สีหน้ากังวลใจของหยุนลี่เต๋อก็ค่อย ๆ ผ่อนคลายลง
“ท่านพี่กับท่านแม่ไม่ได้กลับบ้านทั้งคืน ไหนเลยข้าจะอยู่เฉยได้” แม่นางเหลียนคว้าแขนของหยุนลี่เต๋อขึ้นมองสำรวจว่าเขาบาดเจ็บที่ใดหรือไม่ จากนั้นหันไปกล่าวกับแม่เฒ่าจู “ท่านแม่”
แม่เฒ่าจูไม่โต้ตอบ สีหน้าเหม่อลอย ผมเผ้ากระเซิง ริมฝีปากแห้งผาก พวงแก้มที่เคยมีเลือดฝาดกลับซูบตอบราวกับว่านางชราลงภายในชั่วข้ามคืน
“ท่านแม่นี่…” แม่นางเหลียนมองสำรวจแม่เฒ่าจูอย่างพินิจพลางครุ่นคิดว่านางคงเพิ่งถูกลงโทษ
“ไปหาอาหารเช้าอุ่น ๆ กินกันก่อนเถิด พวกเจ้าสองแม่ลูก… นำเงินติดตัวมาด้วยหรือไม่?” จู่ ๆ หยุนลี่เต๋อที่ประคองแม่เฒ่าจูก็กล่าวเรื่องที่ทุกคนไม่คาดคิดออกมา
“เอามาสิ” แม่นางเหลียนรีบพยักหน้า “ไปกันเถอะ ด้านหน้ามีร้านขายเกี๊ยวอยู่ร้านหนึ่งเพิ่งตั้งแผง”
ทั้งสี่คนสั่งเกี๊ยวน้ำคนละชาม หยุนลี่เต๋อดันชามเกี๊ยวน้ำไปตรงหน้าแม่เฒ่าจู “ท่านแม่ กินก่อนเถิด กินหมดแล้วเราค่อยกลับบ้าน”
แม่เฒ่าจูเงยหน้ามองบุตรชายด้วยสายตาเย็นชา จากนั้นหยิบช้อนขึ้นมาตักเกี๊ยวเข้าปากอย่างรวดเร็ว หลังจากกินหมดชาม ใบหน้าของแม่เฒ่าพลันระบายสีเลือดฝาดขึ้นมาทันที
“ท่านไม่มีเงินติดตัวซักเหรียญเลยหรือ แล้วเมื่อคืนท่านนอนที่ไหนกัน?” แม่นางเหลียนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเจ็บปวดใจ พลางตักเกี๊ยวในชามของตนใส่ลงไปในชามของหยุนลี่เต๋อ
“ข้าเป็นบุรุษ นอนที่ไหนไม่สำคัญ อย่าตักเกี๊ยวให้ข้าหมดสิ เจ้ารีบกินเถิดประเดี๋ยวจะเย็นชืดเสียรสชาติหมด” หยุนลี่เต๋อเผยรอยยิ้ม ขณะนี้เขาดูอ่อนเพลียยิ่งนัก
แม่นางเหลียนเหลือบมองแม่เฒ่าจูที่เผยสีหน้าไม่น่าดูอีกครั้ง ทว่าไม่ได้เอ่ยคำใดออกมา
เมื่อรับประทานอาหารเช้าเสร็จ พวกเขาจึงเดินทางกลับหมู่บ้าน หลังจากออกเดินทางได้ประมาณเจ็ดแปดลี้ ฉับพลันขาทั้งสองข้าของแม่เฒ่าจูก็อ่อนแรงลง นางนั่งลงข้างทางไม่ขยับเขยื้อน หยุนลี่เต๋อไม่มีทางเลือกจึงเกลี้ยกล่อมและแบกมารดาไว้บนหลัง
แม่เฒ่าจูมีรูปร่างสูงโปร่งและไม่เคยทำงานหนัก นอกจากด่าทอผู้คนแล้ว นางก็ไม่มีกิจกรรมอื่นใดอีก ทำให้หญิงชรามีรูปร่างสมส่วนและมีน้ำหนักประมาณหนึ่งร้อยสองหรือหนึ่งร้อยสามจิน แม่นางเหลียนจึงรู้สึกเป็นห่วงหยุนลี่เต๋อตลอดการเดินทางกลับ
กว่าจะถึงทางเข้าหมู่บ้านช่างลำบากยากเข็ญยิ่งนัก แม่เฒ่าจูเริ่มแผลงฤทธิ์อีกครั้ง นางทุบตีไหล่ของหยุนลี่เต๋อพลางร่ำไห้โวยวายว่าตนเองถูกใส่ร้ายป้ายสี ไม่ว่าใครจะเกลี้ยกล่อมอย่างไรก็ไร้ประโยชน์
“ท่านแม่ เรามาถึงแล้ว ท่านกลับไปพักผ่อนก่อนเถิด เหน็ดเหนื่อยมาทั้งคืนแล้ว…” แม่นางเหลียนกล่าวโน้มน้าว
“ข้าถูกใส่ความ! ไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย! ข้ามิได้ฆ่าคนหรือวางเพลิงบ้านผู้ใด แม้แต่ท่านเจ้าเมืองก็ไม่รับฟังข้า ข้าถูกใส่ร้าย มีคนต้องการทำร้ายข้าจริง ๆ” แม่เฒ่าจูกระทืบเท้าพลางโอดครวญ
ในเวลานี้ทุกครัวเรือนในหมู่บ้านเพิ่งรับประทานอาหารเช้าเสร็จ ผู้คนเริ่มลงมือทำงานตามหน้าที่ของตนเอง ชายฉกรรจ์สองคนที่ถือมีดพร้ากำลังเดินทางไปตัดฟืนได้ยินเสียงโวยวายจึงหันมองด้วยความสงสัย
“สวรรค์มีตา! คนแก่อย่างข้าไม่ได้ทำผิดมโนธรรม ย่อมไม่กลัวผีสางเคาะประตู! มีคนปองร้ายข้า ต้องการให้ข้าตายมันจึงพยายามทำร้ายข้า!” แม่เฒ่าจูแผดเสียงให้ดังขึ้น
แม่นางเหลียนพลันตระหนักได้ว่าแม่เฒ่าจูต้องการให้ชาวบ้านทุกคนรับรู้ว่าตนไม่ได้ถูกจำคุกหรือโดนไม้ทุบตีแต่อย่างใด ทั้งลูกชายที่ได้รับบาดเจ็บยังต้องอุ้มตนกลับมาอย่างเชื่อฟัง นอกจากนี้แม่เฒ่าจูต้องการป่าวประกาศว่าตนถูกใส่ร้ายและประโยค ‘มีคนปองร้าย ต้องการฆ่านางให้ตาย’ นั้นชัดเจนว่าหมายถึงลูกสะใภ้ของตน
“ข้าขอตัวกลับก่อน ท่านไปส่งท่านแม่เถอะ” แม่นางเหลียนกล่าว
ทันทีที่แม่นางเหลียนเดินจากไป แม่เฒ่าจูก็พลิกลิ้นอีกครั้ง “นางไม่ฆ่าข้าให้ตายหรอก! นางต้องใช้วิธีชั่วร้ายทรมานข้าเป็นแน่ ชีวิตของหญิงชราผู้นี้ช่างอาภัพ…”
เดิมทีหยุนลี่เต๋อที่เพิ่งได้รับบาดเจ็บไม่สบอารมณ์อยู่แล้ว กอปรกับอดนอนทั้งคืนตอนนี้เขาจึงทั้งง่วงงุนและอ่อนเพลีย ต่อให้ใจดีเพียงใดก็ไม่สามารถดับเพลิงโทสะที่กำลังโหมกระหน่ำได้ หยุนลี่เต๋อวางตัวแม่เฒ่าจูลงจากนั้นเดินกลับเรือนของตนโดยไม่พูดจา
แม่เฒ่าจูตะลึงงันก่อนกระทืบเท้าพร้อมโวยวาย “เจ้ารอง! เจ้ารองหยุดเดี๋ยวนี้นะ!”
หยุนลี่เต๋อเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น
“เจ้ารอง! หากเจ้าก้าวเท้าออกไปอีกครั้ง ข้าจะทำเหมือนว่าเจ้าไม่เคยเกิดมาบนโลกนี้!”
หยุนลี่เต๋อทำทีเป็นหูทวนลม
“เจ้ารอง! เจ้าจะต้องถูกสวรรค์ลงโทษ ลูกอกตัญญูไม่ยอมทำตามความต้องการของแม่! ข้าไม่อยากมีชีวิตอยู่อีกแล้ว ข้าขอฆ่าตัวตายเสียดีกว่า!” แม่เฒ่าจูพยายามใช้ศีรษะของตนโขกเข้ากับลำต้นของต้นไม้ใหญ่ตรงทางเข้าหมู่บ้าน
หยุนลี่เต๋อขบกรามแน่น ในใจรู้สึกสิ้นหวังและเศร้าโศกเกินกว่าจะอธิบายได้ เขารู้ดีว่าแม่เฒ่าจูไม่กล้า ‘โขกศีรษะฆ่าตัวตาย’ คนที่เห็นแก่ตัวเช่นนั้นจะ ‘โขกศีรษะฆ่าตัวตาย’ ได้อย่างไร นางกำลังข่มขู่เขาดังเช่นที่ผ่านมาต่างหาก
เมื่อเห็นว่าหยุนลี่เต๋อใจแข็งไม่ยอมหันกลับมาและไม่ยอมเชื่อฟังอีกต่อไป แม่เฒ่าจูจึงทรุดตัวลงนั่งกับพื้น หลังจากด่าทอและทุบอกตนเองอย่างขัดใจอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อเห็นว่าอู๋ถูหู่และภรรยากำลังเดินมาจากที่ไกล ๆ นางจึงกลอกตาและเดินจากไปทันที
“หญิงเฒ่าผู้นี้ เมื่อครู่ยังด่าทออยู่เลย พอคนเดินพลุกพล่านเยอะขึ้นก็เผ่นกลับเสียแล้ว” มารดาของต้าหวังเป็นคนจู้จี้จุกจิก นางจึงเดินเข้าไปหาหญิงเฒ่าพลางตะโกนบอกอู๋ถูหู่อย่างจงใจว่า “ท่านช่วยไปส่งนางที่บ้านหน่อยสิ หากอยู่นานกว่านี้นางจะแข็งตายเอาได้ ส่วนข้าจะไปที่บ้านเจ้ารองเพื่อแจ้งข่าวแก่เขา”