ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 375 แม่เฒ่าจูฆ่าคน
ตอนที่ 375 แม่เฒ่าจูฆ่าคน
ตอนที่ 375 แม่เฒ่าจูฆ่าคน
เมื่อได้ยินแม่นางเหลียนตำหนิว่าตนผลักลูกสาวเข้าไปในกองไฟ แม่นางเฉินจึงรู้สึกไม่เป็นธรรม เนื่องด้วยในสมัยโบราณการจับคู่แต่งงานนั้นเป็นหน้าที่ของพ่อสื่อและแม่สื่อ นางเป็นคนให้กำเนิดบุตรสาว ไยจึงจะเป็นผู้ตัดสินใจไม่ได้?
แม่นางเฉินถอยหลังไปหนึ่งก้าว นางเสาะหาครอบครัวร่ำรวยให้เซียงเอ๋อ เพราะต้องการให้บุตรสาวมีอาหารกินอย่างอิ่มหนำ มันไม่ดีตรงไหนหรือ? อย่างไรเสียก็ดีกว่าอดตายทั้งสองแม่ลูก
“สะใภ้สาม เจ้ารู้หรือไม่ว่าตระกูลเฝิงมีชื่อเสียงในด้านใด?” แม่นางเหลียนเอ่ยถามพลางดึงอีกฝ่ายเข้ามาใกล้
แม่นางเฉินปัดมือแม่นางเหลียนออกด้วยความรำคาญพลางตอบอย่างไม่ใส่ใจ “แต่งกับไก่ก็ตามไก่ แต่งกับสุนัขก็ตามสุนัข* นางไม่ใช่ลูกสาวของเจ้า เจ้าก็อย่าเดือดร้อนเลย”
*แต่งกับไก่ก็ตามไก่ แต่งกับสุนัขก็ตามสุนัข ความหมายก็คือ เมื่อออกเรือนแล้วไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น จะลำบากสักแค่ไหน ก็ต้องรู้จักปรับตัวอยู่กับสามีและครอบครัวสามีให้ได้
“ตระกูลเฝิงอาศัยอยู่มณฑลใกล้เคียง พวกเขาทำกิจการหลอกลวงทั้งบุรุษและสตรี!” แม่นางเหลียนกล่าว “คนพรรค์นี้จะดูแลเซียงเอ๋อให้อยู่สุขสบายได้อย่างไร!”
หยุนลี่เต๋อตามสืบเรื่องของตระกูลเฝิงตลอดสองวันที่ผ่านมา ที่แท้แซ่เฝิงคือตระกูลมีอิทธิพลในมณฑลอันเล่อที่อยู่ใกล้เคียง แม้แต่นายอำเภอยังต้องให้ความเคารพผู้เฒ่าเฝิงอยู่สามส่วน ความจริงแล้วหยุนเซียงเอ๋อไม่ได้แต่งงานกับทายาทสายตรงของตระกูล ทว่าเป็นทายาทปลายแถวซึ่งมีหัวหน้าตระกูลชื่อเฝิงเต๋อกุ้ย
เฝิงเต๋อกุ้ยผู้นี้มีหน้าที่ทำงานช่วยเหลือตระกูลเฝิงเก็บค่าเช่า เก็บเงินดอกเบี้ย ปล่อยเงินกู้ และทำการค้าขายทุจริตอื่น ๆ นอกจากนี้เขายังเลี้ยงดูเอาใจกลุ่มอันธพาลอีกด้วย เมื่อหลายปีก่อนเฝิงเต๋อกุ้ยมีวีรกรรมทรมานลูกหนี้จนสิ้นลม ยึดครองที่ดินของเขา ทั้งยังทำร้ายร่างกายภรรยาและลูกสาววัยสิบสองปีของชายผู้โชคร้าย
ว่ากันว่าผู้แซ่เฝิงคนนี้มีรสนิยมอันน่าขยะแขยงคือเขาชื่นชอบเด็กหญิงอายุน้อยเป็นพิเศษ เขามักซื้อตัวเด็กสาวมากหน้าหลายตามารับใช้ในเรือนเพื่อมาปนเปรอตน และเมื่อแม่นางน้อยเหล่านั้นมีอายุสิบเจ็ดสิบแปด เขาก็จะขายพวกนางให้แก่หอนางโลม
จะเห็นได้ว่าเมื่อไปสอบถามชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในเมืองอันเล่อเกี่ยวกับเฝิงเต๋อกุ้ยแล้ว พวกเขาต่างขบเขี้ยวเคี้ยวฟันและสาปแช่งเดรัจฉานตนนี้ อีกทั้งอยากถลกหนังและกระดูกมาย่างบนกองเพลิง แต่ด้วยอำนาจของอีกฝ่ายจึงทำให้เหล่าชาวบ้านไม่กล้าลุกฮือขึ้นต่อต้าน
แม่นางเฉินไม่เพียงเพิกเฉยต่อคำถามของแม่นางเหลียน แต่นางยังกลอกตาอย่างรำคาญใจพร้อมพึมพำ “หน้าที่จับหนูเป็นของแมวไม่ใช่ของหมา* ทำเป็นเสแสร้งใจดี ไม่ใช่เพราะพวกเจ้าหรอกหรือที่ไม่ยอมแบ่งน้ำและอาหารให้เรา นอกจากนี้ยังบีบบังคับให้ข้าไม่เหลือทางเลือกจนต้องทำเช่นนี้!”
*หน้าที่จับหนูเป็นของแมวไม่ใช่ของหมา เปรียบเปรยถึงคนที่เข้าไปวุ่นวายกับเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับตน
แม่นางเหลียน…
“หากเจ้ารักหลานสาวจริง ก็เอาเงินไถ่ตัวนางที่ตระกูลเฝิงสิ ถึงกระนั้นใครเล่าจะไม่สรรเสริญเจ้าว่าเอาเงินทองไปไถ่ตัวลูกนกลูกกา” แม่นางเฉินแค่นเสียงแล้วเดินจากไป
แม่นางเหลียนโกรธเคืองจนแทบลืมหายใจ เมื่อกลับเข้าไปในบ้าน นางจึงผ่อนลมหายใจยาวอย่างเอือมระอา
ขณะที่กำลังรับประทานข้าวเที่ยง แม่นางเหลียนครุ่นคิดเรื่องของหลานสาวซ้ำไปมา ทว่าก็ไม่สามารถคิดหาทางแก้ไขได้จึงเอ่ยถามว่า “เราสามารถไถ่ตัวของเซียงเอ๋อได้หรือไม่?”
หยุนลี่เต๋อส่ายศีรษะ “ตระกูลเฝิงต้องการเงินห้าร้อยตำลึง”
“ห้าร้อยตำลึง? นี่มิใช่การปอกลอกหรอกหรือ?!” น้ำเสียงของแม่นางเหลียนเปลี่ยนไป “สะใภ้สามรับเงินเพียงสิบตำลึงมาจากเขา เงินไถ่ตัวไม่สัมพันธ์กับเงินที่เขาจ่ายแม้แต่น้อย!”
“คนแซ่เฝิงผู้นี้ต้องการทำให้ผู้อื่นอับอายขายหน้า” หยุนลี่เต๋อกล่าว
“ไม่มีทางอื่นแล้วจริง ๆ หรือ?”
“สะใภ้สามประทับรอยนิ้วมือลงบนหนังสือสัญญาแล้ว หากตระกูลเฝิงไม่ยอมตกลง ฟ้องร้องต่อศาลไปก็ไร้ประโยชน์” หยุนลี่เต๋อถอนหายใจ “เซียงเอ๋อ สาวน้อยผู้นี้ต้องทุกข์ใจแน่ที่มีแม่เช่นนั้น”
หลังจากที่หยุนเซียงเอ๋อถูกพาตัวไปยังตระกูลเฝิง ก็ไม่มีผู้ใดได้ยินข่าวคราวของนางอีกเลย ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่านางมีชะตากรรมอย่างไร และต้องทนทุกข์ทรมานมากแค่ไหน
หลังจากเวลาผ่านไปหลายวัน แม่นางเฉินก็ใช้ชีวิตอย่างอิสระ นางส่งซานหลางให้ไปอาศัยอยู่กับเอ้อหลาง จากนั้นนำเงินที่ได้จากการขายลูกสาวตระเวนรับประทานอาหารขึ้นชื่อเช่น ซาลาเปาเนื้อลูกใหญ่ ขนมหวาน เกี๊ยว ไก่ย่างที่เป็นอาหารขึ้นชื่อของภัตตาคารหลงชิงหนึ่งตัว หากไม่ใช่เพราะกลัวว่าเงินจะหมดเร็ว นางคงอยากสะบัดบั้นท้ายและซื้ออาหารมากมายมากินให้อิ่มแปล้ไป
นางใช้ชีวิตอย่างสำราญใจอยู่ในเมืองสองวัน หากไม่ใช่เพราะไม่มีที่พำนัก ทั้งยังคิดว่าการจ่ายเงินเพื่อเข้าพักในโรงเตี๊ยมนั้นเสียเปล่า นางก็ไม่อยากกลับไปที่เรือนของตระกูลหยุน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องปรนนิบัติแม่เฒ่าจูและตาแก่ที่นอนป่วยอยู่บนเตียง
ทันทีที่แม่นางเฉินย่างกรายเข้าไปในเรือนของตระกูลหยุน เสียงเอะอะโวยวายก็ดังออกมาทันที ยามบ่ายในวันเดียวกัน หยุนลี่เต๋อและแม่นางเหลียนกำลังหารือกันว่าจะเลือกโต๊ะเครื่องแป้งแบบใดให้ลูกสาวคนโตที่กำลังจะออกเรือน ฉับพลันมารดาของหวังเอ้อยาก็วิ่งหน้าตาตื่นมาหยุดอยู่นอกลานบ้านพลางตะโกนว่า “เจ้ารอง สะใภ้รอง รีบไปดูเถอะ แม่เฒ่าของเจ้าถือมีดทำครัวพร้อมด่าทอและโวยวายว่าจะฆ่าสะใภ้สาม!”
แม่นางเหลียนตกใจ “อะไรนะ?”
“ข้าไม่รู้เรื่องราวมากกว่านี้ ข้าและแม่ของต้าหนิวบังเอิญเดินผ่านและได้ยินเสียงทะเลาะกันในลานบ้าน แม่ของต้าหนิวจึงพยายามเข้าไปห้าม พวกเจ้าทั้งสองรีบไปดูก่อนเถิด อย่าให้เกิดเรื่องเลวร้ายขึ้นเลย”
หยุนลี่เต๋อและแม่นางเหลียนวิ่งไปยังเรือนหลังเก่าอย่างรีบร้อนทันที เมื่อมาถึงที่หน้าเรือน ทั้งสองก็เห็นว่ามีชาวบ้านมากมายมุงดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เสียงสบถด่าอันทรงพลังดังออกมาจากกลุ่มฝูงชน
“เจ้าเป็นตัวกาลกิณี! ไสหัวไปให้พ้นหน้าข้าซะ! ออกไปจากเรือนของตระกูลหยุนเดี๋ยวนี้! เจ้าจะไปตายที่ไหนก็ไป!”
“ให้ทุกคนตัดสินเอาเถิดว่าเพราะเหตุใดข้าถึงไม่แบ่งเงินให้ท่าน ข้าเป็นคนให้กำเนิดเซียงเอ๋อ ข้าเป็นแม่ เงินสินสอดของนางทั้งหมดต้องตกเป็นของข้า” เมื่อเทียบกับความดุดันของแม่เฒ่าจูแล้ว แม่นางเฉินยังถือว่าอ่อนด้อยกว่าหลายขุม
“สินสอดรึ พูดออกมาได้ไม่อายปาก” แม่เฒ่าผู้หนึ่งถ่มน้ำลายลงพื้น “เห็นได้ชัดว่าเงินก้อนนั้นได้มาจากการขายลูกสาว!”
“ข้าได้ยินมาว่าผู้แซ่เฝิงคนนั้นไม่ใช่คนดีอะไร ส่งลูกสาวในไส้เข้ารังหมาป่าชัด ๆ พวกเจ้าดูสิ อยากได้เงินจนต้องละทิ้งคุณธรรม!”
“จุ๊ ๆ ๆ หากไม่มีท่านลุงหยุน ชื่อเสียงของตระกูลหยุนคงป่นปี้ไปแล้ว…”
เดิมทีไม่มีชาวบ้านคนไหนเห็นชอบที่แม่นางเฉินขายบุตรสาวเพื่อแลกกับเงิน หนำซ้ำวันนี้ยังเกิดเรื่องน่าอายขึ้นอีก คนในหมู่บ้านจึงยิ่งวิพากษ์วิจารณ์ไปกันใหญ่ หยุนลี่เต๋อและแม่นางเหลียนจึงรีบเดินเข้าไปในลานบ้านเพื่อแยกคนทั้งสองออกจากกัน
ภาพตรงหน้าคือแม่เฒ่าจูกำลังถือมีดทำครัวพลางขบฟันและถลึงตาให้กับสะใภ้สามถูกสตรีสองคนขวางทางเอาไว้ ส่วนแม่นางเฉินนั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้น มุมปากของนางยังมีเศษขนมติดอยู่ขณะตะโกนให้ชาวบ้านเป็นคนตัดสิน
แม่สามีและลูกสะใภ้ไม่ลังเลที่จะทะเลาะเบาะแว้งกันต่อหน้าชาวบ้านเพื่อแย่งชิงเงินที่ได้จากการขายหยุนเซียงเอ๋อ หยุนลี่เต๋อรู้สึกอับอายอย่างยิ่งจึงเดินเข้าไปหาแม่เฒ่าจูพลางกล่าวเสียงทุ้ม “ท่านแม่ หยุดโวยวายได้แล้ว มีอะไรก็เข้าไปพูดคุยกันในบ้าน” จากนั้นเอื้อมมือไปประคองมารดา
“เจ้ามาทำอะไรที่นี่? ไอ้ลูกชายใจดำ มิใช่ว่าเจ้าอยากให้ข้าตายหรอกหรือ?” เมื่อแม่เฒ่าจูเห็นบุตรชาย นางก็ยิ่งบันดาลโทสะมากขึ้น จากนั้นเงื้อมีดขึ้นฟันหยุนลี่เต๋ออย่างบ้าคลั่ง
หยุนลี่เต๋อเบี่ยงตัวหลบตามสัญชาตญาณ คมมีดเฉือนผ่านผิวหนังบริเวณลำคอของเขา ฉับพลันของเหลวก็ไหลออกมา โลหิตสีแดงฉานไหลย้อยลงมาตามลำคอจนคอเสื้อเปียกชุ่ม หญิงสาวที่อยู่ด้านข้างของเขาพลันกรีดร้องออกมาด้วยความตกใจ
แม่เฒ่าจูตะลึงงันไปชั่วขณะก่อนโยนมีดในมือทิ้งไป
“ท่านแม่…” หยุนลี่เต๋อกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ จากนั้นลูบลำคอพลางก้มมองเลือดที่เปื้อนฝ่ามือ เขารู้สึกเจ็บปวดบริเวณบาดแผลไม่น้อยขณะที่สมองขาวโพลน
“กรี๊ด… นางตั้งใจฆ่าคน” หญิงสาวที่ยืนอยู่ด้านข้างรวบรวมสติได้แล้วจึงกรีดร้องด้วยความหวาดกลัว
เมื่อแม่นางเหลียนที่กำลังดึงร่างแม่นางเฉินให้ลุกยืนขึ้นได้ยินเช่นนั้น นางจึงหันกลับไปมองและพบว่าฝ่ามือและลำคอของหยุนลี่เต๋อเต็มไปด้วยเลือด จากนั้นนิ่งอึ้งอยู่ครู่หนึ่งก่อนโผเข้าหาสามีอย่างรวดเร็ว
“ท่านพี่! ท่านพี่เป็นอะไรไป?!” ใบหน้าของแม่นางเหลียนซีดเผือด นางสะอื้นไห้พลางใช้สองมือที่กำลังสั่นเทากดไปที่บาดแผลของหยุนลี่เต๋อ ขณะที่ขาอ่อนยวบไม่สามารถยืนอย่างมั่นคง หูทั้งสองข้างพลันดับลงอย่างกะทันหัน
“ฆ่าคน… แม่เฒ่าผู้นี้จะฆ่าคน!”
“เจ้ารอง! แจ้งทางการ! รีบไปแจ้งทางการเดี๋ยวนี้!”
“สะใภ้รอง สะใภ้รองหมดสติไปแล้ว!”
มีดทำครัวในมือของแม่เฒ่าจูอาบไปด้วยโลหิต ทันใดนั้นลานเรือนตระกูลหยุนก็อัดแน่นไปด้วยผู้คน แม่นางเฉินรู้สึกว่าตนอยากจะร้องไห้ ทว่าไม่มีน้ำตาไหลออกมา ลำคอของนางพลันเย็นเฉียบ ขณะเดียวกันผู้กระทำผิดก็ก้าวถอยหลังสองก้าวด้วยความตื่นกลัว นัยน์ตาของนางสั่นระริกก่อนเป็นลมล้มพับข้างต้นไม้
หยุนเยี่ยนและหยุนเชวี่ยไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องชุลมุนที่เกิดขึ้น คนหนึ่งกำลังปักลายดอกไม้ลงบนถุงเงิน ส่วนอีกคนหนึ่งกำลังอ่านตำราในห้องนอน จู่ ๆ พวกนางก็ได้ยินเสียงสุนัขเห่าหอนดังมาจากด้านนอก ตามมาด้วยเสียงตะโกนของคนผู้หนึ่ง “แย่แล้ว! เชวี่ยเอ๋อ! พ่อของเจ้าถูกย่าของเจ้าปาดคอ! รีบไปดูเถอะ!”
มือของหยุนเยี่ยนสั่นเทา ถุงเงินที่กำลังปักอยู่ตกลงบนพื้น นางรีบเปิดประตูและวิ่งออกไปอย่างรวดเร็ว “เจ้าว่าอะไรนะ?”
“พี่เยี่ยนเอ๋อ ท่านอารองหยุนถูกย่าของท่านปาดคอ!” ผู้ที่มาแจ้งข่าวร้ายคือต้าหนิว เด็กชายตัวเล็กและบ้าบิ่น เขามักท้าแข่งขันกับชีจินบนเนินเขา
“ท่านพ่อ! ท่านพ่อ!” หลังจากได้ยินดังนั้น หยุนเยี่ยนก็ออกตัววิ่งอย่างรวดเร็วขณะที่น้ำตาไหลนองหน้า
หัวใจของหยุนเชวี่ยเต้นโครมคราม นางก้าวลงจากเตียงอย่างรวดเร็ว ลืมสิ้นแม้แต่จะสวมรองเท้า จากนั้นวิ่งตามพี่สาวออกไป ใบหน้าเปื้อนยิ้มซื่อบื้อของหยุนลี่เต๋อหลั่งไหลเข้ามาในความคิดของนาง แม้ว่าเสียงลมกรรโชกจะดังอยู่ข้างใบหู ทว่าเด็กหญิงได้ยินเพียงเสียงหัวใจของตน
ลานเรือนตระกูลหยุนคราคร่ำไปด้วยผู้คน
“ท่านพ่อ… ท่านพ่อ…” หยุนเยี่ยนวิ่งเข้าไปในลานเรือนด้วยใบหน้าเปื้อนคราบน้ำตา ด้านหลังของนางมีหยุนเชวี่ยที่วิ่งตามมาไม่ห่าง
“ท่านพ่อของข้าล่ะ?!”
“ท่านพ่อของข้าเป็นอะไรไป?”
“ท่านพ่อ…”
“เขาอยู่ในห้องโถง พ่อของเจ้าไม่เป็นไรแล้ว ไม่เป็นไร” มารดาของหวังเอ้อยาตะโกนบอกขณะยืนอยู่หน้าห้องโถง
ต้องขอบคุณแม่นางเฉินผู้เกียจคร้าน เพราะตั้งแต่ครอบครัวของหยุนลี่เต๋อย้ายออกจากบ้าน นางก็ไม่เคยลับมีดเล่มนั้นอีกเลย ใบมีดทื่อจนไม่สามารถเฉือนลึกไปถึงเส้นเลือดใหญ่ที่อยู่บริเวณคอได้ แม้บาดแผลจะยาว แต่ก็ไม่ได้ลึกจนเกินไป ฉะนั้นเมื่อเห็นโลหิตไหลทะลัก ทุกคนจึงตื่นตระหนก
“ท่านพ่อ ท่านพ่อ…” เมื่อเห็นว่าหยุนลี่เต๋อไม่ได้รับบาดเจ็บมากมาย หยุนเยี่ยนจึงร้องไห้โฮทันที
“ท่านพ่อ…” หยุนเชวี่ยเดินไปนั่งลงข้างบิดาพลางกระตุกแขนเสื้อของเขา
“เด็กคนนี้ ไยถึงร้องไห้ขี้มูกโป่ง หยุดร้องได้แล้ว พ่อไม่เป็นอะไรมาก” หยุนลี่เต๋อยกฝ่ามือหยาบกร้านขึ้นปาดน้ำตาของบุตรสาว หยุนเชวี่ยสัมผัสได้ว่าใบหน้าของตนเย็นเฉียบและเลอะเทอะไปด้วยหยดน้ำตา
“ท่านทำให้ข้ากลัวแทบสิ้นสติ…” แม่นางเหลียนนั่งอยู่ด้านข้าง ขอบตาแดงก่ำ จนถึงตอนนี้ใบหน้าของนางยังคงขาวซีด ในขณะที่ขาทั้งสองยังคงอ่อนยวบจนลุกยืนไม่ไหว
โลหิตสีแดงสดยังไม่หยุดไหลออกมาจากบาดแผลหยุนลี่เต๋อ แม่นางเหลียนใช้ผ้าเช็ดหน้าที่ไม่รู้ว่าเป็นของผู้ใดกดลงไปบริเวณปากแผลของสามี ขณะที่หยุนเยี่ยนดึงผ้าเช็ดหน้าผืนใหม่ของตนออกมาและช่วยกดบาดแผลเบา ๆ
“กดแบบนี้ไม่ได้ผลหรอก พี่สาวต้องออกแรงให้มากขึ้น” หยุนเชวี่ยเหลือบมองต้าหนิวที่แจ้งข่าวเกินจริง “เชิญหมอมาหรือยัง?”
หยุนลี่เต๋อเอียงศีรษะไปด้านข้าง “พ่อไม่เป็นอะไรแล้ว อีกประเดี๋ยวก็หาย…” แผลแค่นี้ไม่นับว่าบาดเจ็บหนัก เมื่อครู่เขาเพียงตกใจจนเกินไปเท่านั้น หลังจากเวลาผ่านไปชั่วครู่ เขาก็รวบรวมสติได้จึงรับรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
แม่เฒ่าจูผู้เป็นมารดาของเขาเงื้อมีดทำครัวฟันเข้าที่คอของเขาอย่างไม่ลังเล หากไม่ใช่เพราะตอบสนองหลบหลีกอย่างรวดเร็ว ไม่แน่ว่าตอนนี้ตนคงสิ้นลมไปแล้ว เมื่อนึกถึงสายตากราดเกรี้ยวของหญิงชรา หยุนลี่เต๋อพลันรู้สึกหนาวสั่นไปทั้งตัว
จนกระทั่งตอนนี้หยุนลี่เต๋อก็ยังรู้สึกสับสนไม่หาย หากไม่ใช่เพราะความเจ็บปวดบริเวณลำคอ เขาคงคิดว่าตนเองกำลังตกอยู่ในห้วงความฝันเป็นแน่ หยุนลี่เต๋อไม่เข้าใจว่าตนกระทำผิดอันใด แม่เฒ่าจูถึงจงเกลียดจงชังถึงขั้นหันมีดเข้าหาตน
นางคือมารดาแท้ ๆ ของเขาเชียวนะ!