ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 360 เอ้อหลางกลับบ้าน
ตอนที่ 360 เอ้อหลางกลับบ้าน
ตอนที่ 360 เอ้อหลางกลับบ้าน
หยุนลี่เต๋อเกาศีรษะ “หลายวันมานี้อาการของท่านพ่อทรงตัว”
เขาไม่ได้บอกภรรยาว่าตนถูกแม่เฒ่าจูทั้งด่าด้วยคำหยาบคาย ทั้งทุบตี และกล่าวตัดพ้อจนทำให้ต้องทุกข์ใจ ซึ่งเมื่อเทียบกันแล้ว เขาสบายใจที่จะอยู่กับภรรยาผู้อ่อนโยนมากกว่า
แม้จะสามารถคาดเดาความคิดของสามีได้ แต่แม่นางเหลียนเลือกที่จะไม่ปริปากบอกเขา นางกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “หากไม่มีอะไรแล้ว พวกเราไปเรือนตระกูลเฟิงกันเถอะ”
หลังจากที่สองสามีภรรยาจากไปไม่นาน ต้าหวงก็ส่งเสียงเห่าออกไปทางนอกลานเรือนอีกครั้ง
หยุนเชวี่ยเลิกผ้าม่านขึ้นมองสำรวจ พลันนางเห็นป้าสะใภ้อู๋เดินเข้ามาใกล้รั้วบ้านอย่างรีบร้อนจึงเปิดประตูพลางโบกมือสั่งต้าหวง “ต้าหวง หยุดเห่าได้แล้ว กลับเข้าไปในเพิงเสีย”
“เจ้ารอง น้องสะใภ้รอง…” ป้าสะใภ้อู๋เดินเข้าใกล้ประตูรั้วพลางตะโกนเสียงดังก่อนผลักประตูให้เปิดออก นางเห็นต้าหวงนอนหมอบอยู่ในเพิงและมองมาที่ตนอย่างเกียจคร้าน
หยุนเชวี่ยเดินออกมาจากเรือน “ท่านป้าสะใภ้ ตอนนี้ท่านพ่อและท่านแม่ไม่อยู่บ้าน มีเรื่องอะไรหรือเจ้าคะ? อากาศข้างนอกหนาวเย็น ท่านเข้าไปนั่งข้างในบ้านเถิด”
“ไม่อยู่รึ?” ป้าสะใภ้อู๋โบกมือ “หากอย่างนั้นข้าไม่เข้าไปล่ะ อาของชีจินตายแล้ว แม่ของเขาไม่รู้จะทำอย่างไร ข้าต้องรีบไปหานางก่อน เจ้ากลับเข้าไปในบ้านเถอะ”
“อาของชีจินตายรึ?” หยุนเชวี่ยตะลึงงัน “เมื่อไรเจ้าคะ?”
“เมื่อยามบ่าย” ป้าสะใภ้อู๋ถอนหายใจ “ไม่ช้าก็เร็วเรื่องนี้จะต้องเกิดขึ้น เขาไม่ต้องทนทุกข์ทรมานอีกต่อไปแล้ว เลิกพูดถึงเรื่องน่าสลดเถิด…”
อาของชีจินป่วยหนักจนไม่สามารถข้ามผ่านฤดูหนาวอันยาวนานครั้งนี้ได้ ด้วยความช่วยเหลือของชาวบ้าน ศพของเขาจึงถูกบรรจุไว้ในโลงศพไม้อันเล็ก จัดพิธีศพอย่างเรียบง่าย ไม่มีพิธีการมากมายและไม่มีแม้แต่การบรรเลงดนตรี
ก่อนฝังศพ คนผมขาวล้วนไว้อาลัยแก่คนผมดำที่นอนอยู่ในโลงศพ แม่ม่ายเหลียวมีท่าทีสงบนิ่ง ไม่ได้แสดงอารมณ์อ่อนไหวออกมามากนัก การที่นางคอยดูแลคนป่วยเช่นอาของชีจินมาตลอดเวลาหลายปี นับว่ามีน้ำใจยิ่งแล้ว
สองวันหลังจากพิธีศพเสร็จสิ้น แม่ม่ายเหลียวเดินทางมาหาแม่นางเหลียนที่เรือน อีกฝ่ายออกปากเชิญชวนให้นางเข้าไปนั่งพักข้างในบ้าน ทว่าแม่ม่ายเหลียวปฏิเสธด้วยเหตุผลที่ว่าครอบครัวของนางเพิ่งจัดพิธีศพจึงไม่สบายใจที่จะเข้าไป
“เฮ้อ ไม่เป็นอะไรหรอก ท่านทำไปเพราะความกตัญญู” แม่นางเหลียนเดินออกไปจับแขนของอีกฝ่าย “เข้ามาเถิด มาคุยกันข้างใน”
“ไม่ล่ะ ๆ” แม่ม่ายเหลียวโบกมือปฏิเสธซ้ำแล้วซ้ำเล่า “ข้ามาเพื่อเล่าเรื่องที่เจอครั้งที่เข้าไปซื้อของในวันตรุษจีนให้เจ้าฟัง แต่สองวันก่อนข้ายุ่งเสียจนลืมเรื่องนี้ไป และเพิ่งนึกขึ้นได้เมื่อครู่ ดูความจำของข้าสิ…”
“เรื่องอะไรรึ?” แม่นางเหลียนถาม
“เมื่อไม่กี่วันก่อนข้าเข้าเมืองไปซื้อกระดาษไหว้เจ้า ข้าเห็นเด็กที่ทำงานอยู่ในร้านนั้นมีใบหน้าละม้ายคล้ายกับเอ้อหลางหลานของเจ้า” แม่ม่ายเหลียวกล่าว
“เอ้อหลาง?”
“ข้าไม่ได้สังเกตอย่างละเอียดนัก ภายในร้านมืดสลัวชวนให้ขนลุก ขณะที่ข้ากำลังจะเดินกลับไปไถ่ถามเขาสักสองสามคำ แต่พอหันกลับไปเขาก็หายไปแล้ว” แม่ม่ายเหลียวกล่าวต่อ
“ร้านขายกระดาษไหว้เจ้าร้านไหนรึ?” แม่นางเหลียนถามอีกครั้ง “เอ้อหลางหายตัวไปหลายเดือนแล้ว จนถึงตอนนี้น้องสามและสะใภ้สามก็ยังไม่คิดจะออกตามหาเขา”
“ร้านตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของเมือง มีเพียงร้านเดียวที่แขวนม่านผ้าฝ้ายสีเขียวผืนใหญ่ไว้ตรงประตู ด้านซ้ายและขวาของร้านเป็นที่โล่ง” แม่ม่ายเหลียวตอบ ขณะที่กำลังจะขอตัวกลับ นางกล่าวว่าตนเป็นตัวนำโชคร้ายจึงไม่อยากเข้าไปในเรือน
แม่นางเหลียนเล่าเรื่องทั้งหมดให้หยุนลี่เต๋อฟัง “ท่านลองไปเสาะหาดูเสีย เราจะได้ดูว่าเด็กคนนั้นใช่เอ้อหลางหรือไม่ หากเป็นเขาจริง ๆ พวกเราจะได้สบายใจเสียทีว่าเขาสามารถหาเงินเลี้ยงชีพตนเองได้”
“อืม” หยุนลี่เต๋อพยักหน้า “พรุ่งนี้ข้าจะไปดูเขาเอง”
“เช่นนั้น…” แม่นางเหลียนลังเลอยู่ครู่หนึ่ง “เราต้องบอกเรื่องนี้แก่สะใภ้สามหรือไม่?”
“เอาไว้ทีหลังเถิด หากเด็กคนนั้นไม่ใช่เขาจะทำอย่างไร?” หยุนลี่เต๋อกล่าวออก
แม่นางเหลียนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “เด็กคนนั้นจะใช่เอ้อหลางจริงหรือ?”
วันถัดมา หยุนลี่เต๋อสวมเสื้อคลุมกันหนาวบุใยฝ้าย รองเท้าผ้าฝ้าย และสวมหมวกผ้าฝ้ายใบใหญ่ ระหว่างทางกลับบ้านเขาหิ้วสุราสองไหและขนมหวานสองห่อที่ลูกสาวคนรองอยากกิน
“เป็นเอ้อหลางใช่หรือไม่?” ยังไม่ทันที่หยุนลี่เต๋อจะวางของทั้งหลายในมือลง แม่นางเหลียนก็ถามขึ้น
“ใช่” หยุนลี่เต๋อตอบ “เป็นเอ้อหลางจริง ๆ เขาทำงานอยู่ในร้านขายกระดาษไหว้เจ้าร้านนั้น เขาทำงานอย่างขยันขันแข็ง ช่างทำกระดาษไหว้เจ้าจึงเอ็นดูให้ที่พักและอาหาร ทั้งยังสอนงานฝีมือเหล่านั้นให้ด้วย”
แม่นางเหลียน “เป็นเอ้อหลางจริงด้วย เช่นนั้นก็ดีแล้ว นับว่าเป็นเรื่องดี เขาไม่ได้รับอันตรายก็เพียงพอแล้ว”
หยุนลี่เต๋อพยักหน้า “เอ้อหลางเป็นเด็กดีและซื่อสัตย์ อย่างน้อยเขาก็ยังสามารถทำงานฝีมือเพื่อหาเลี้ยงชีพ ร้านขายกระดาษไหว้เจ้าจะปิดระหว่างเทศกาลตรุษจีน เอ้อหลางบอกกับข้าว่าอยากกลับมาหาพ่อและแม่ของเขา”
“ท่านได้บอกเอ้อหลางหรือไม่ว่าท่านพ่อ…”
หยุนลี่เต๋อส่ายศีรษะ
แม่นางเหลียนถอนหายใจ
ใกล้ถึงวันตรุษจีนแล้ว อู๋ถูหู่จึงงานยุ่งจนแทบไม่มีเวลาพัก ส่วนเหล่าชาวนาต่างว่างงานเนื่องจากฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน และเทศกาลเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วงอันแสนเหน็ดเหนื่อยผ่านพ้นไปแล้ว ตอนนี้ทุกคนต่างรอคอยช่วงเวลาที่มีความสุขของครอบครัวในเทศกาลตรุษจีน
เมื่อวันสิ้นปีดำเนินมาถึง ตราบใดที่ยังดำรงชีพอยู่ ทุกครัวเรือนจะต้องเชือดหมู
หมูที่เลี้ยงไว้ตั้งแต่ฤดูใบไม้ร่วงนั้นเติบใหญ่เต็มที่แล้ว ซึ่งแต่ละตัวอ้วนท้วนสมบูรณ์ไม่น้อย พวกเขาต้องการฆ่าหมูสำหรับเทศกาลตรุษจีนเพียงหนึ่งตัว เก็บบางส่วนไว้สำหรับกินในฤดูใบไม้ผลิ และส่วนที่เหลือขายให้ร้านขายเนื้อหมูในเมือง
“ปีนี้เราจะเชือดหมูหรือไม่?” หยุนลี่เต๋อถามแม่นางเหลียน “หากเจ้าต้องการเชือด พรุ่งนี้ข้าจะไปเชิญพี่ใหญ่อู๋มาที่นี่ หลายวันมานี้เขาง่วนอยู่กับการขายหมูจนหัวหมุน”
“เรายังเหลือเนื้อไก่ป่าอยู่นี่” แม่นางเหลียนมองลอดชายคาบ้านพลางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นนางพลันคิดขึ้นได้ว่าหากไม่เชือดหมูก็คงไม่ใช่วันตรุษจีน จึงเอ่ยตอบสามี “เชือดเถอะ เชือดหมูตัวโหญ่แล้วเก็บลูกมันไว้”
หลังจากเชือดหมูแล้ว ยังไม่ทันที่หยุนลี่เต๋อจะเอ่ยอะไรออกมา แม่นางเหลียนก็ขอให้อู๋ถูหู่ตัดขาหมูแล้วมัดด้วยเชือกฟางแขวนไว้ในผนังห้องครัว “หากมีเวลาว่าง ท่านก็นำมันไปให้ท่านพ่อกับท่านแม่เถิด”
“อืม ได้!” หยุนลี่เต๋อฉีกยิ้มพร้อมถูฝ่ามือเข้าด้วยกัน
ยามบ่ายในวันเดียวกันนั้น หยุนลี่เต๋อเดินทางไปส่งขาหมูที่เพิ่งเชือดไปเมื่อเช้านี้ จากนั้นเก็บกวาดเรือนหลังเก่าทั้งข้างในและข้างนอก
ผู้เฒ่าหยุนเป็นคนขยันขันแข็งและมีร่างกายที่แข็งแรง ทว่าตอนนี้ไม่เหมือนเดิมแล้ว เขาต้องนอนอยู่บนเตียงทั้งวันไม่สามารถขยับตัวไปไหนได้ แม่เฒ่าจูไม่เคยแตะต้องงานบ้านและเคยชินกับการชี้นิ้วสั่งงานลูกสะใภ้สาม ส่วนแม่นางเฉินเป็นคนเกียจคร้าน เอาแต่กินและนอน ดังนั้นเรือนทั้งหลังจึงค่อย ๆ ทรุดโทรมลง
หิมะในลานบ้านกองเป็นพะเนินเพราะไม่ได้กวาดทำความสะอาดเป็นเวลาหลายวัน ท่อนฟืนวางกระจัดกระจายทั่วพื้น ฝาโอ่งน้ำถูกเปิดทิ้งเอาไว้จนน้ำด้านในกลายเป็นน้ำแข็ง ไม่รู้ว่าพวกเขาใช้น้ำสะอาดที่ไหนดื่มกิน
หยุนลี่เต๋อพับแขนเสื้อขึ้น เขาลงมือทำความสะอาดเรือนทั้งหลังโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง แม่เฒ่าจูนั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียงพลางด่าทอสาปแช่งแม่นางเหลียนไม่หยุด ครั้นแม่นางเหลียนไม่มาเยี่ยมพ่อสามี แม่เฒ่าก็บ่นว่าตนเองไม่อยากหายใจร่วมกับนาง อยากฆ่าให้ตายตกไปเสีย ทว่าเมื่อลูกสะใภ้มาเยี่ยมเยือน นางก็จะด่าว่าอีกฝ่ายอกตัญญู ไม่นับถือว่าตนเป็นมารดา
แม่เฒ่ายังคงไม่ยอมแพ้ นางคิดในใจว่าสาเหตุที่ตนไม่สามารถควบคุมบุตรชายคนรองให้อยู่หมัดได้เช่นเดิมเป็นเพราะแม่นางเหลียนและนังเด็กเปรตคนนั้นคอยเสี้ยมเขา ส่งผลให้ความสัมพันธ์ระหว่างมารดาและบุตรชายย่ำแย่ อีกทั้งทำให้เขาไม่เชื่อฟังนางอีกต่อไป
ฉะนั้นแม่เฒ่าจูจึงต้องการยุยงให้หยุนลี่เต๋อหย่าขาดกับแม่นางเหลียน และแต่งงานใหม่กับบุตรสาวเศรษฐีเพื่อที่นางจะได้ควบคุมลูกสะใภ้ได้ง่าย จากนั้นจึงบังคับให้บุตรชายคนรองและภรรยาคนใหม่กลับมาอาศัยอยู่ที่บ้านหลังเก่าเพื่อดูแลปรนนิบัติตนอย่างเชื่อฟัง
แม่เฒ่าจูวางแผนการเป็นอย่างดี ทว่าหยุุนลี่เต๋อเป็นคนซื่อสัตย์และกตัญญู แม่เฒ่าไม่รู้ว่าตนทำผิดพลาดในข้อใด เพราะไม่ว่าจะร้องไห้ตัดพ้อหรือโวยวายก็ไร้ประโยชน์ บุตรชายยังคงใจแข็งไม่เชื่อฟังนาง
เมื่อไม่กี่วันก่อน หลังจากที่หยุนลี่เต๋อดื่มสุราเข้าไปสองจอก เขาก็วิ่งตะโกนโหวกเหวกโวยวายมาที่เรือนหลังเก่าว่าชาตินี้ต่อให้ตาย ตนจะไม่ยอมละทิ้งภรรยาและลูก ๆ อย่างไร้ศีลธรรมเด็ดขาด แม่เฒ่าจูจึงบันดาลโทสะยกนิ้วขึ้นชี้บุตรชายพลางก่นด่าว่าเขาเป็นลูกอกตัญญู แม่ดูแลเลี้ยงดูมาทั้งชีวิตแต่กลับไม่เชื่อฟัง
หลังจากถูกบีบบังคับจนเกินทน บวกกับพิษของสุราที่เพิ่มขึ้นสามส่วน หยุนลี่เต๋อจึงเดินเข้าไปในห้องครัวแล้วถือมีดแล่เนื้อออกมายื่นให้แม่เฒ่าจูพร้อมกล่าวว่าเอาชีวิตของตนคืนไปเสีย ดวงตาของหญิงชราพลันแดงก่ำ เส้นเลือดบนหน้าผากปูดโปน ทำให้แม่เฒ่าไม่มีแรงด่าไปหลายวัน
สองวันที่ผ่านมาหลังจากที่แม่เฒ่าจูหายจากอาการอ่อนล้าแล้ว นางจึงแผลงฤทธิ์และเริ่มก่อความวุ่นวายอีกครั้ง แม้แต่แม่นางเฉินก็ยังคงพยายามยุยงเขาอย่างไม่ลดละ นางยืนอยู่ใต้ชายคามองดูหยุนลี่เต๋อเก็บกวาดลานบ้านพลางกล่าวด้วยรอยยิ้ม “พี่รอง ท่านแม่ทำเช่นนั้นลงไปก็เพื่อท่าน ไยถึงไม่เชื่อฟังท่านแม่เล่า”
หยุนลี่เต๋อไม่สนใจคำพูดของแม่นางเฉิน เขาพยายามเคลื่อนย้ายโอ่งน้ำขนาดใหญ่ที่มีน้ำแข็งอยู่ด้านในเข้าไปในครัวทีละน้อย
“แต่งงานใหม่กับคุณหนูผู้ฉลาดเฉลียวและงดงามเถิด ภรรยาของท่านมีดีอะไรกัน” แม่นางเฉินเบ้ปาก “หลังจากคลอดเสี่ยวอู่ หน้าท้องของนางก็ไม่ลดลงอีกเลย… พี่รอง ท่านมีลูกชายเพียงคนเดียว ซึ่งไม่เพียงพอที่จะดูแลท่านยามแก่เฒ่าเป็นแน่ ฉะนั้นฟังท่านแม่และปล่อยใจให้สบาย…”
ตึง! หยุนลี่เต๋อผลักโอ่งน้ำเข้าไปในห้องครัวอย่างแรงจนเกิดเสียงดังไปทั่วบริเวณ จากนั้นหันมองแม่นางเฉินด้วยสายตาเย็นชา
“พี่รอง ท่านลองคิดดูสิ แม้ลูกสาวของท่านจะมีความสามารถมากมาย แต่จะมีประโยชน์อะไร? ในเมื่อไม่ช้าก็เร็วนางต้องกลายเป็นคนของตระกูลอื่น บุตรชายน่ะประเสริฐที่สุดแล้ว ท่านดูข้าสิ อีกไม่กี่ปีซานหลางก็จะแต่งภรรยามาปรนนิบัติข้าแล้ว…” แม่นางเฉินเลิกคิ้ว ไม่รู้ว่านางเอาความมั่นใจแบบผิด ๆ มาจากที่ใด
หยุนลี่เต๋อก้มตัวลงวางพลั่วเหล็กพิงกำแพงพลางปัดเศษฝุ่นออกจากมือ จากนั้นเดินไปยังลานบ้านพลางกล่าวกับแม่นางเฉิน “อีกสองวันเอ้อหลางจะกลับมาฉลองปีใหม่ที่บ้าน เจ้าเตรียมเสื้อผ้าหนา ๆ ให้เขาด้วยล่ะ”
“อะไรนะ?” แม่นางเฉินตะลึงงัน ดูเหมือนว่าลืมเลือนบุตรชายที่ยังคงร่อนเร่อยู่ข้างนอกบ้าน อีกทั้งยังไม่ได้ยินข่าวคราวของเขามานานหลายเดือน
หยุนลี่เต๋อไม่กล่าวคำใดอีกและไม่ได้ขึ้นเรือนไปทักทายผู้เฒ่า เขาเดินออกจากลานบ้านโดยไม่หันหลังกลับมามอง
แม่นางเฉินรีบวิ่งตามหยุนลี่เต๋อไป “พี่รอง ท่านว่าอะไรนะ? ท่านเจอเอ้อหลางรึ? เขาไปอาศัยอยู่ที่ไหนตั้งนาน?”
“รอให้เอ้อหลางกลับมา เจ้าก็ถามเขาเองเถิด” หยุนลี่เต๋อกล่าว
“ไชโย!” แม่นางเฉินตบต้นขาพลางโห่ร้อง “เอ้อหลาง เอ้อหลางของข้าจะกลับมาแล้ว!” นางแสดงออกราวกับความกังวลตลอดหลายเดือนที่เอ้อหลางหายตัวไปได้คลายลง
วันสิ้นปี
เสี่ยวส้วยเอ๋อเดินทางมาเล่นกับหยุนเชวี่ยที่เรือน ขณะที่กำลังพูดคุยกันอยู่นั้น นางก็เล่าว่าระหว่างเดินทางตนเห็นเอ้อหลางกลับมาแล้ว ยามบ่ายในวันเดียวกันเอ้อหลางก็หยุดยืนอยู่ที่หน้าประตูเรือนพลางตะโกนเรียก “ท่านลุงรองขอรับ ลุงรอง ป้าสะใภ้รอง”
ต้าหวงถูกเลี้ยงอยู่อย่างดีมาเป็นเวลาระยะหนึ่ง รูปร่างของมันจึงไม่ผอมแห้งต่างจากเมื่อก่อน มันเฝ้าดูทุกคนที่เดินผ่านหน้าเรือนอย่างระมัดระวัง ตราบใดที่ผู้มาเยือนไม่ใช่แม่นางเฉินและไม่มีคำสั่งจากคนในครอบครัว ต้าหวงก็จะนอนอยู่ที่หน้าประตูและเฝ้ามองผู้คนอย่างเงียบ ๆ
“เอ้อหลาง กลับมาเมื่อไรรึ” แม่นางเหลียนเดินออกมาจากเรือนพลางกล่าวทักทายอย่างอบอุ่น “เข้ามาเร็ว ดูสิ ไม่ได้เจอหน้ากันตั้งหลายเดือน เพียงพริบตาเดียวเจ้าก็โตเป็นหนุ่มแล้ว”
เอ้อหลางกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ป้าสะใภ้รอง ลุงรองของข้าอยู่ที่บ้านหรือไม่ขอรับ?”
“อยู่สิ เขาไปตักน้ำที่แม่น้ำ ประเดี๋ยวก็กลับมาแล้ว” แม่นางเหลียนกล่าวพลางฉีกยิ้มกว้าง “เจ้าเข้าไปนั่งรอข้างในก่อน เชวี่ยเอ๋อ เชวี่ยเอ๋อ… เด็กคนนี้ไปไหนกัน เสี่ยวอู่ รินชาร้อน ๆ ให้พี่เอ้อหลางของเจ้าดื่มที”