ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 356 ความเคียดแค้นของเดรัจฉาน
ตอนที่ 356 ความเคียดแค้นของเดรัจฉาน
ตอนที่ 356 ความเคียดแค้นของเดรัจฉาน
แม่นางเฉินเดินกะโผลกกะเผลกกลับเรือนพร้อมสบถด่าตลอดไปทาง “โอ๊ย เจ็บจะตายแล้ว! เจ้าเดรัจฉานตัวนี้ช่างก้าวร้าวนัก พี่สะใภ้รอง หมาตัวนี้เป็นหมาของท่าน อาศัยอยู่ในบ้านของท่าน ท่านต้องมีคำอธิบายให้กับข้า!”
“หากท่านไม่ปาหินใส่มันก่อน มันจะกัดท่านหรือ?” หยุนเชวี่ยกล่าว “ท่านรังแกหมาตัวนั้นก่อน แต่กลับไม่ต้องการให้มันตอบโต้หรือ? ไร้สาระเสียจริง”
“มันเป็นแค่เดรัจฉาน ไยข้าจะทุบตีมันไม่ได้ หากข้าจะฆ่ามันจริงแล้วเจ้าจะทำไม?” แม่นางเฉินขบกรามแน่นพลางสูดหายใจเข้าลึก
“หึ หึ” หยุนเชวี่ยหัวเราะเยาะ “มันเป็นเดรัจฉาน ท่านจึงคิดว่าพูดด้วยเหตุผลไปก็ไร้ประโยชน์สินะ”
“หากอย่างนั้นข้าก็จะฆ่ามันเสีย!” แม่นางเฉินกล่าวด้วยน้ำเสียงเคียดแค้น
หยุนเชวี่ยเอ่ยตอบ “เช่นอย่างนั้นท่านคงต้องระวังตัวให้ดี เพราะเดรัจฉานล้วนมีแต่ความโกรธแค้นชิงชัง”
แม่นางเฉินสบถต่ออีกสองสามประโยค ฉับพลันนางก็สังเกตเห็นถึงความแปลกประหลาดจึงตะโกนอย่างเดือดดาล “เจ้าเด็กคนนี้ เจ้าด่าใครว่าเดรัจฉาน?!”
หยุนเชวี่ยเงยหน้ามองอีกฝ่ายด้วยแววตาไร้เดียงสา “ข้าพูดว่าเดรัจฉานล้วนเต็มไปด้วยความโกรธแค้นชิงชัง อาสะใภ้สามโมโหอะไรหรือเจ้าคะ?”
แม่นางเฉินอึ้งงันจนกล่าวไม่ออก
หยุนลี่เต๋อเดินนำทุกคนอย่างรีบร้อน แม่นางเหลียนเอื้อมมือไปโอบไหล่หยุนเชวี่ยเอาไว้พลางส่ายศีรษะเบา ๆ จากนั้นสองแม่ลูกพลันเร่งฝีเท้าให้เร็วยิ่งขึ้น ส่วนแม่นางเฉินยังคงเดินไปพลาง ก่นด่าไปพลาง
แสงตะเกียงในเรือนตระกูลหยุนสว่างไสว
หยุนลี่เต๋อเปิดประตูอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ลมเย็นพัดโชยเข้าไปในบ้านก่อนตะโกนอย่างร้อนรน “ท่านพ่อ!”
ผู้เฒ่าหยุนนอนนิ่งอยู่บนเตียง เมื่อได้ยินเสียงบุตรชาย เขาจึงหันหน้าไปมองและพยายามส่งเสียง “อะ… อ่า…” ออกมาสองคำ
“ท่านพ่อ…” หยุนลี่เต๋อนั่งลงข้างเตียงพลางจับมือเหี่ยวย่นของบิดาเอาไว้ก่อนถอนหายใจอย่างโล่งอก “ท่านฟื้นแล้ว”
ผู้เฒ่าหยุนสลบไสลไม่ได้สติไปสองวันเต็ม ทุกวันนี้เขากินได้เพียงน้ำข้าวต้มเพื่อประทังชีวิต ร่างกายจึงซูบผอมราวกับต้นไม้เหี่ยวเฉา หากเขาหมดสติไปอีกเกรงว่าคงจะใช้เวลานานกว่าเดิมในการฟื้นคืนสติ
“อ่า…” ผู้เฒ่าหยุนจ้องมองบุตรชายก่อนหลุบตาลง ดวงตาขุ่นมัวของเขาเอ่อล้นไปด้วยน้ำตา
หยุนลี่เต๋อก้มตัวลงประคองบิดาให้ลุกขึ้นนั่ง และช่วยให้เขาเอนตัวพิงหัวเตียง จากนั้นพับผ้าห่มแล้ววางหนุนไว้ด้านหลังผู้เฒ่าหยุนพลางเอ่ยคำเบา “ท่านพ่อ ตอนนี้ท่านรู้สึกดีขึ้นหรือยังขอรับ? หิวข้าวหรือไม่?”
“อะ…” ผู้เฒ่าหยุนพยักหน้าก่อนส่ายศีรษะอีกครั้ง เขายกนิ้วขึ้นชี้ไปยังชามที่วางอยู่บนโต๊ะ ในนั้นยังเหลือโจ๊กที่ยังกินไม่หมดอยู่ครึ่งหนึ่ง
“พ่อของเจ้าอายุมากแล้ว เขาไม่สามารถกินอาหารรสจัดจ้านได้เหมือนเจ้าหรอก” แม่เฒ่าจูที่นั่งขัดสมาธิอยู่ปลายเตียงแค่นเสียงอย่างไม่สบอารมณ์ “ถามออกมาได้อย่างไร”
หยุนลี่เต๋อไม่ตอบโต้ ทว่าหัวใจของเขาพลันเต้นแรงขึ้นด้วยความน้อยใจ ชายชราผู้นี้คือบิดาบังเกิดเกล้าของตน เขากินไม่ได้นอนไม่หลับตลอดสองวันที่ผ่านมา แล้วหญิงชรากล่าวกับเขาเช่นนี้ได้อย่างไร?
“อะ… อ่า…” ผู้เฒ่าหยุนโบกมือปรามแม่เฒ่าจู นางจึงเบ้ปากพร้อมกลอกตาอย่างไม่พอใจ
“ท่านพ่อ” หยุนลี่เต๋อยกเก้าอี้มานั่งข้างเตียง “พรุ่งนี้ข้าจะเชิญหลี่หลางจงมาตรวจร่างกายของท่านให้ละเอียด โรคนี้ต้องใช้เวลารักษาและพักฟื้น ท่านพ่อทำจิตใจให้สงบเถิด ท่านจะต้องหายเป็นปกติแน่นอน”
ผู้เฒ่าหยุนไม่สามารถเอ่ยออกมาเป็นประโยค เขาจึงทำได้เพียงส่งเสียง “อ่า… อ่า…”
“ท่านพ่อเป็นอะไรไป?” หยุนลี่เต๋อเอ่ยอย่างร้อนรนใจ “เจ็บปวดตรงไหนหรือขอรับ?”
“อะ… อ่า…”
หยุนลี่เต๋อรีบขยับตัวเข้าใกล้บิดาทันที “ท่านพ่ออย่ารีบร้อน ท่านอยากบอกอะไรหรือ?”
“อ่า… อา…” ผู้เฒ่าหยุนชี้ตนเองก่อนชี้นิ้วไปที่ถ้วยยาที่วางอยู่บนหัวเตียงพลางโบกมือ
“ท่านปู่บอกว่าไม่อยากกินยา… ไม่ต้องเชิญหลี่หลางจงมา?” หยุนเชวี่ยคาดเดา
ยังไม่ทันที่นางจะพูดจบ แม่เฒ่าจูก็แสดงท่าทีราวกับถูกเหยียบหางก่อนอ้าปากก่นด่าด้วยความโมโห “เจ้าเด็กเมื่อวานซืน เจ้าพูดว่าอย่างไรนะ? อยากฆ่าปู่ของเจ้าให้ตายอย่างนั้นหรือ? เจ้ารอง ข้าบอกแล้วว่านังเด็กคนนี้ร้ายกาจกว่าผู้ใด นางกล้าดีอย่างไรมาทำร้ายพ่อของเจ้า…”
หยุนเชวี่ยจ้องมองแม่เฒ่าจูด้วยสายตาเย็นชาก่อนเดินไปที่เตียงแล้วโน้มตัวลงกล่าวกับผู้เฒ่าหยุน “ท่านปู่ หากข้าพูดถูก ท่านจงพยักหน้า หากข้าพูดผิด ท่านจงส่ายหน้านะเจ้าคะ”
ผู้เฒ่าหยุนพยักหน้า
“เหตุใดท่านถึงไม่อยากเชิญหลี่หลางจงเล่า? กลัวเปลืองเงินหรือ?” หยุนเชวี่ยเอ่ยถาม
ผู้เฒ่าหยุนพยักหน้าอีกครั้ง
หยุนเชวี่ยมองหยุนลี่เต๋อด้วยสีหน้าเรียบเฉยท่ามกลางเสียงด่าทอของแม่เฒ่าจู เขาเม้มปากแน่นพลางเอ่ยเสียงทุ้มว่า “ท่านแม่ เลิกโวยวายได้แล้วขอรับ หลี่หลางจงบอกว่าท่านพ่อป่วยหนักจึงต้องพักผ่อนให้เพียงพอ”
แม่เฒ่าจูตกตะลึงเล็กน้อย ลูกชายคนรองของนางเป็นคนซื่อบื้อและซื่อตรง ตั้งแต่เล็กจนโตเขาไม่กล้าโต้เถียงแม้แต่คำเดียว แต่ตอนนี้เขากลับพูดกับนางด้วยน้ำเสียงเช่นนี้หรือ?
ไม่!
นางต้องกำราบบุตรชายให้อยู่หมัด มิฉะนั้นภายหลังเขาคงไม่เชื่อฟังอีก!
ฉะนั้นแม่เฒ่าจูจึงเริ่มทำการแสดงเพื่อตบตา นางร้องไห้คร่ำครวญพลางตบหน้าขาพร้อมกล่าวตัดพ้อ “ข้าไร้ประโยชน์สิ้นดี เลี้ยงลูกให้เติบใหญ่เป็นคนอกตัญญู และตอนนี้มันก็จ้องจะสูบเลือดเนื้อของข้าไปอีก ข้าไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อไปแล้ว! ตาแก่เอ๋ย พวกเราสองคนตายไปด้วยกันเถอะ อย่างไรเสียระหว่างทางไปยมโลกเราก็ยังมีกันและกัน…” จากนั้นนางจึงโผเข้าไปกอดขาของผู้เฒ่าหยุนพลางทุบตีเขาอยู่หลายครั้ง
“พวกเราตายไปด้วยกันเถิด…”
“พวกเราตายไปด้วยกันเถิด…”
“พวกเราตายไปด้วยกันเถิด…”
ชายชราหมดสติไปถึงสองวัน ร่างกายของผู้เฒ่าหยุนจึงอ่อนเพลียยิ่งนัก แก้มอันซูบตอบของเขาเต็มไปด้วยรอยยับยู่ยี่ เบ้าตาจมลึก หน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงอย่างรวดเร็ว ในขณะที่ริมฝีปากแห้งแตกอ้าพะงาบ
“ท่านพ่อ ท่านเป็นอะไรไป?” แม่นางเหลียนตกใจกับปฏิกิริยาของผู้เฒ่าหยุน “ท่านพี่ รีบนวดมือให้ท่านพ่อเร็วเข้า!”
“ท่านพ่อ! ท่านพ่อ!” หยุนลี่เต๋อรีบยื่นนิ้วไปใต่จมูกของบิดาเพื่อตรวจสอบลมหายใจ จากนั้นใช้ปลายนิ้วบีบนวดมือของผู้เฒ่าหยุนอย่างแรง ใบหน้าของเขาดำคล้ำขึ้น คิ้วหนาขมวดเป็นปม หยุนลี่เต๋อบันดาลโทสะตะโกนตำหนิแม่เฒ่าจูทันที “หยุดโวยวายได้แล้ว!”
น้ำเสียงของเขาน่าหวั่นเกรงยิ่งนัก
แม่เฒ่าจูสะดุ้งตกใจพลางหายใจเข้าหนึ่งเฮือก เสียงร่ำไห้พลันเงียบลง
รอบข้างเงียบสงัดจนสามารถได้ยินเสียงเข็มตกกระทบพื้น หลังจากเวลาผ่านไปครู่ใหญ่ ดวงตาของผู้เฒ่าหยุนเบิกโพลงพร้อมสูดหายใจเข้าลึก และผ่อนลมออกอย่างช้า ๆ อยู่หลายครั้ง ในที่สุดเขาก็รวบรวมสติได้ก่อนหันมองหยุนลี่เต๋อด้วยแววตาอ่อนล้ากว่าก่อนหน้านี้
“ท่านพ่อ หลี่หลางจงกำชับว่าคนป่วยเช่นท่านต้องทำใจให้สบาย” หยุนลี่เต๋อลูบหน้าอกของผู้เฒ่าหยุนก่อนผ่อนลมหายใจเข้าออกพร้อมกับเขา “เยี่ยนเอ๋อ รินน้ำอุ่นให้ปู่ของเจ้าที”
ผู้เฒ่าหยุนกะพริบตา
หยุนเยี่ยนรับคำพลางหยิบกาน้ำบนโต๊ะเข้าไปในครัว เมื่อเห็นหม้อและเตาถ่านอันเย็นเยียบ นางจึงถอนหายใจอย่างจนปัญญาก่อนจุดไฟแล้วตักน้ำที่เหลืออยู่ก้นถังใส่ลงในหม้อ จากนั้นนำไปต้มจนเดือด
“ท่านพ่อ รู้สึกดีขึ้นบ้างหรือไม่ขอรับ?” หยุนลี่เต๋อเอ่ยถามพลางลูบหน้าอกบิดาอย่างอ่อนโยน
ชายชราพยักหน้าเล็กน้อย
“ท่านพ่อ ข้าให้เสี่ยวอู่เขียนจดหมายส่งไปหาพี่ใหญ่ อีกไม่กี่วันเขาคงเขียนตอบกลับมา ท่านอย่ากังวลไปเลย” หยุนลี่เต๋อกล่าวออก
เมื่อกล่าวถึงหยุนลี่จง ดวงตาอันหม่นหมองของผู้เฒ่าหยุนก็ดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาเล็กน้อย เขาเอื้อมมือไปคว้าข้อมือของหยุนลี่เต๋อพลางส่งเสียง “อา… อา” ทว่าไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่าผู้เฒ่าต้องการอะไร
หยุนลี่เต๋อหันมองหยุนเชวี่ย
หยุนเชวี่ยกล่าว “ในจดหมายได้ถามว่าทุกอย่างที่นั่นกำลังไปได้สวยหรือไม่ ฝากบอกท่านลุงใหญ่ด้วยว่าท่านปู่คิดถึงเขายิ่งนัก ขอให้ท่านลุงดูแลสุขภาพให้ดี และอย่าลืมเขียนจดหมายตอบกลับมาด้วย”
ชายชราพยักหน้าอีกครั้ง หยดน้ำร้อนอุ่นพลันเอ่อล้นออกมาจากดวงตาอันขุ่นมัวของเขา
หยุนลี่เต๋อถอนหายใจขณะที่รู้สึกจุกในอกอย่างบอกไม่ถูก
เจ้าสามเอาแต่พูดว่าบิดาลำเอียงรักเพียงแต่ลูกชายคนโต แม้หยุนลี่เต๋อจะเห็นด้วยและรู้ดีอยู่แก่ใจ แต่แล้วอย่างไรเล่า?
บุตรชายเดินทางไกลหลายพันลี้ คนเป็นพ่อย่อมห่วงใยเป็นธรรมดา แต่เขากลับตกอยู่ในสภาพเช่นนี้จึงไม่สามารถไหว้วานตระกูลเฟิงให้เขียนจดหมายส่งให้บุตรชายได้ น่าเศร้าใจไม่น้อย
“ท่านพ่อ” หยุนลี่เต๋อลังเลอยู่ครู่ถึงก่อนเอ่ยถามต่อ “เพราะเหตุใดท่านจึงล้มป่วยอีกครั้งเล่า?”
เมื่อได้ยินคำถามนี้ น้ำตาก็ไหลพรากออกมาจากขอบตาอันร้อนผ่าว ผู้เฒ่าหยุนส่งเสียงร้องไห้อย่างเศร้าโศกขณะที่น้ำลายไหลออกมาตามมุมปาก
หลังจากได้ยินเสียงร้องไห้ของสามี แม่เฒ่าจูที่เงียบไปครู่หนึ่งก็เงยหน้าขึ้นพลางตบต้นขาและกล่าวตัดพ้อ ทว่าครั้งนี้นางไม่กล้าโวยวายเสียงดังจึงได้แต่พึมพำออกมา “ชีวิตช่างขมขื่น ชีวิตช่างขมขื่นนัก…”
หยุนลี่เต๋อดึงแขนเสื้อของตนเช็ดน้ำตาและน้ำลายบนใบหน้าของผู้เฒ่าหยุนพร้อมกระซิบถาม “ท่านพ่อ น้องสามเป็นต้นเหตุใช่หรือไม่?”
ผู้เฒ่าหยุนไม่ตอบ เอาแต่ร่ำไห้อย่างน่าเวทนา บัดนี้ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความทุกข์ใจ ไม่เหลือเค้าของชายชราผู้แสนดื้อรั้นและทะนงตนในอดีตแม้แต่น้อย
“ท่านพ่อ เป็นน้องสามใช่หรือไม่ เพราะตั้งแต่วันที่ท่านพ่อล้มป่วย ข้าก็ไม่เห็นเขาอีกเลย” หยุนลี่เต๋อถามย้ำ “ลิ้นชักข้างเตียงถูกงัดออกเช่นกัน แต่ไม่พบสิ่งของที่อยู่ในนั้น เขาได้ขโมยไปหรือไม่?”
ผู้เฒ่าหยุนมองหยุนลี่เต๋อด้วยแววตาเศร้าหมองอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดเขาก็เงยหน้าขึ้นพร้อมน้ำตาที่แห้งเหือด
หยุนลี่เต๋อสูดหายใจเข้าลึกพร้อมกำหมัดแน่น จากนั้นใช้กำปั้นทุบลงไปที่ต้นขาของตนอย่างแรง
ทันทีที่เห็นผู้เฒ่าหยุนพยักหน้าตอบ แม่นางจูที่สะกดกลั้นความคับข้องใจไว้เพียงผู้เดียวก็ยิ่งร้องไห้คร่ำครวญ นางโผเข้าไปกอดแขนหยุนลี่เต๋อพร้อมขอร้องบุตรชาย “เจ้ารอง เจ้าต้องช่วยพ่อกับแม่นะ เจ้าสามใจดำผิดมนุษย์! เขาขโมยเงินที่พ่อของเจ้าและข้าที่เก็บสะสมเอาไว้…”
“ขโมย?” แม่นางเหลียนรู้สึกประหลาดใจ “เขาขโมยเงินไปเท่าไรเจ้าคะ?”
“หนึ่งร้อยตำลึง! หนึ่งร้อยตำลึง! เจ้าเดรัจฉานตัวนั้นมันเอาไปทั้งหมด!” แม่เฒ่าจูโอดครวญ “นั่นเป็นเงินที่ข้าและพ่อของเจ้าเก็บออมมาทั้งชีวิต มันทำให้พ่อแม่ทุกข์ใจ! สวรรค์ต้องลงทัณฑ์มันแน่!”
“ไยก่อนหน้านี้ท่านถึงไม่บอกพวกเราเล่า” แม่นางเหลียนไต่ถาม “หากท่านบอกกล่าวให้เร็วกว่านี้ ไม่แน่ว่าพวกเราอาจนำตัวน้องสามกลับมาได้”
แม่เฒ่าจูชะงักไปชั่วครู่ ก่อนหน้านี้หยุนลี่เซียวขโมยเงินและหลบหนีไป หลังจากที่เขาออกไปไม่นานแม่นางเหลียนก็มาถึงที่บ้าน นางจึงตื่นตระหนกและลนลาน ด้วยคิดว่าเงินทั้งหมดหายไปแล้วต่อจากนี้คงไม่มีเงินจ่ายค่ารักษาให้หลี่หลางจงเป็นแน่ นางจึงมีความคิดที่จะเอาใจครอบครัวของเจ้ารองเพื่อพึ่งพาพวกเขาในภายภาคหน้า ฉะนั้นเมื่อมีเรื่องให้ขุ่นเคืองใจ แม่เฒ่าจูก็เลือกที่จะเก็บความคับข้องใจไว้และด่าทอบุตรชายคนรองให้น้อยลง
“ข้ากลัวว่าเรื่องราวจะลุกลามใหญ่โต กลัวว่าเจ้าสามจะถูกบั่นคอ กลัวว่าตาแก่จะกล่าวโทษว่าเป็นความผิดของข้า เจ้าเดรัจฉานตนนั้นรนหาที่ตาย! หญิงชราไร้ประโยชน์เช่นข้าจะทำอะไรได้! ฮือ ๆ ๆ” แม่เฒ่าจูใช้มารยาเดิมอีกครั้ง
“ท่านแม่” หยุนลี่เต๋อลูบแผ่นหลังของมารดาเบา ๆ “ท่านพ่อไม่ชอบเสียงดัง ท่านอย่าร้องไห้ไปเลย”
“เจ้ารอง เจ้าต้องทวงคืนความยุติธรรมให้พ่อของเจ้า…”
“ข้าจะตามตัวน้องสามกลับมาให้ได้… ท่านแม่ ท่านหยุดร้องไห้ได้แล้ว หากยังร้องไห้อยู่ ท่านพ่อจะพาลทุกข์ใจไปด้วย”
“เจ้ารอง…”
หยุนลี่เต๋อประคองมารดาให้นั่งลงบนเตียง หญิงชราสะอื้นไห้ขณะที่น้ำตาคลอเบ้า การร้องไห้บีบน้ำตาและกล่าวตัดพ้อเพื่อให้ตนเองดูน่าสงสารกลายเป็นลูกไม้เดิม ๆ ของนางไปเสียแล้ว