ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 354 จับโจรได้แล้ว
ตอนที่ 354 จับโจรได้แล้ว
ตอนที่ 354 จับโจรได้แล้ว
ผู้แซ่เฉินนางนี้มักพูดจาแฝงกลลวง ใบหน้าของนางหนาประมาณสองฉื่อ หากผู้ใดใจดีหยิบยื่นความช่วยเหลือเพียงหนึ่งครั้ง นางก็จะไม่ถือตนว่าเป็นคนนอกและคอยเอาเปรียบคนผู้นั้นเสมอ
เมื่ออาหารทั้งหลายถูกยกมาจัดวางไว้บนโต๊ะ ขณะที่ทุกคนยังไม่ทันขยับเขยื้อน แม่นางเฉินก็ใช้ตะเกียบคีบอาหารในจานก่อนผู้ใด
แม่ม่ายเหลียวเป็นคนหูตาไว นางจึงเอื้อมมือไปตบมือของแม่นางเฉินทันที
“ท่านทำอะไร?” แม่นางเฉินเบ้ปากอย่างไม่สบอารมณ์ ขณะที่จับจ้องเนื้อชิ้นใหญ่อย่างไม่วางตา หลังจากพูดจบนางก็เอื้อมมือไปหยิบผักสดในตะกร้า
“ข้าต้องเป็นคนถามต่างหากว่าเจ้าจะทำอะไร?” แม่ม่ายเหลียวรีบยกตะกร้าผักขึ้นพร้อมขมวดคิ้วและกล่าวว่า “ใครอนุญาตให้เจ้านั่งร่วมวงด้วย ตอนทำงานไม่เห็นแม้แต่เงา แต่ตอนกินข้าวกลับมาเร็วกว่าผู้ใด”
“นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญหรอกหรือ” แม่นางเฉินนั่งนิ่งไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อยก่อนกล่าวอย่างไม่สะทกสะท้าน “อีกอย่างข้าไม่ได้ว่างงานเช่นพวกท่านเสียหน่อย ข้าต้องทำงานบ้าน ทำอาหาร และปรนนิบัติผู้เฒ่าทั้งสอง ยุ่งเสียจนไม่มีเวลาพัก ข้าจึงไม่สามารถมาช่วยงานที่นี่ได้อย่างไรล่ะ เรื่องที่ข้าพูดไปเป็นจริงหรือไม่พี่สะใภ้รอง?”
แม่นางเหลียน…
“เจ้าบังเอิญว่างงานตอนกินข้าวตลอดเลยรึ?” แม่ม่ายเหลียวปรายตามองแม่นางเฉินด้วยสายตาเย้ยหยัน
“ฮี่ ฮี่ ข้าเพิ่งทำงานบ้านเสร็จน่ะ…” แม่นางเฉินแสยะยิ้ม “ข้าว่าสะใภ้เหลียวเช่นท่านอย่าถามมากเลย อากาศข้างนอกหนาว ประเดี๋ยวอาหารก็เย็นชืดหรอก รีบกินตอนที่มันยังอุ่นร้อนดีกว่า”
“หึ…” แม่ม่ายเหลียวแค่นเสียงพลางกล่าวอย่างขุ่นเคือง “สะใภ้สาม หนังหน้าของเจ้าหนาเพียงนี้แต่ก็ยังอยากกินอาหารตอนที่มันยังร้อน ๆ หรือ? วันนี้เจ้าจะไม่ได้กินอาหารที่นี่แม้แต่คำเดียว รีบออกไปเสียแล้วอย่าเสนอหน้ามาให้ทุกคนเห็นอีก”
แม่นางเหลียนที่ยืนอยู่ด้านข้างรู้สึกกระอักกระอ่วนใจไม่น้อย
แม่นางเฉินคือน้องสะใภ้ของนาง ผู้คนมากมายกล่าวเตือนแม่นางเหลียนว่าอย่าช่วยเหลือสตรีผู้นี้ เพราะนางอาจแว้งกัดตนในภายหลัง ทว่าเมื่อคิดทบทวนดูแล้วนางเพียงแค่เป็นคนโลภมากไร้พิษภัย ดังนั้นจึงไม่มีเหตุผลอันใดที่ต้องก่นด่านาง
“น้องสะใภ้สาม เจ้ากลับไปก่อนเถิด ทุกคนที่อยู่ที่นี่ล้วนมาช่วยงานทั้งนั้น” แม่นางเหลียนกระซิบพลางกระตุกชายเสื้อของแม่นางเฉินเบา ๆ
“พี่สะใภ้รอง ท่านยังไม่รู้หรือ” แม่นางเฉินเริ่มคร่ำครวญอย่างน่าสังเวชทันที “พี่ใหญ่และเมียหลอกเอาเงินของท่านพ่อและท่านแม่ไปจนหมด ตอนนี้ครอบครัวของเราไม่เหลือเงินแม้แต่แดงเดียว ส่วนผู้เฒ่าทั้งสองไม่มีเงินซื้อข้าว จนจะอดตายอยู่แล้ว…”
“น้องสะใภ้สาม อย่าพูดจาเหลวไหล” แม่นางเหลียนกล่าวตัดบทขณะเหลือบมองหยุนลี่เต๋อที่นั่งกินข้าวอยู่อีกฝั่งหนึ่ง
เรื่องอัปยศของตระกูลไม่ควรแพร่งพราย ผู้อื่นจะติเตียนลับหลังอย่างไรก็ต้องปล่อยเขาไป แม้แต่ฟ้าถล่มโลกสลายก็ยังห้ามมนุษย์ให้หยุดนินทาไม่ได้ ทว่าการที่คนในตระกูลเอาเรื่องน่าอดสูเหล่านั้นมาเปิดเผยเสียเองช่างน่าขันนัก
“ข้าไม่ได้พูดจาเหลวไหล พี่สะใภ้รองไม่สังเกตหรือว่าตอนนี้ตระกูลของเราไม่มีเงินแม้แต่จะจ่ายค่ารักษาท่านพ่อ พวกเขาหลอกเอาเงินหลายร้อยตำลึงไปโดยไม่ถามความเห็นข้ากับพี่สามสักคำ! นั่น…” แม่นางเฉินเผยท่าทีขมขื่น “ข้าคิดว่าหากพี่ใหญ่จะทอดทิ้งเราไป เขาก็คงไม่สามารถมีชีวิตที่ดีและมีเงินมากมายเพียงนี้ได้ แต่ทุกอย่างกลับพลิกผัน…”
ทุกคนที่อยู่ ณ ตรงนั้นต่างได้ยินเรื่องน่าอาย หยุนลี่เต๋อวางตะเกียบลงอย่างเงียบ ๆ โดยไม่เอ่ยคำใด คิ้วกระบี่เข้มขมวดมุ่น ใบหน้าดำคล้ำยิ่งกว่าเดิม หากไม่ใช่เพราะว่าตอนนี้กำลังอารมณ์ดี เขาคงระเบิดอารมณ์ออกมานานแล้ว
“สะใภ้สาม!” ยิ่งแม่นางเฉินพูดมากเท่าไหร่ แม่นางเหลียนก็ยิ่งตื่นตระหนก นางเอื้อมไปคว้าตะเกียบในมือของอีกฝ่ายด้วยท่าทีลนลาน “เจ้าอย่าทำให้ทุกคนเสียเวลาไปมากกว่านี้เลย หากเจ้าหิวก็ไปกินที่บ้านของข้าเถิด”
หลังจากพูดจบ แม่นางเหลียนก็ดึงแม่นางเฉินให้ลุกยืนขึ้นก่อนดันแผ่นหลังของนางออกไปด้านนอก “รีบไปเถิด เยี่ยนเอ๋อ เชวี่ยเอ๋อ และเสี่ยวอู่อยู่ที่บ้าน”
“ข้าไม่อยากเจอหน้าลูกสาวคนรองของท่าน ข้าไม่ไป… ข้าไม่ไป” แม่นางเฉินเบี่ยงตัวหลบแล้วนั่งลงบนเก้าอีกอย่างแรงอีกครั้งจนทำให้เกิดเสียง ‘เอี๊ยดอ๊าด’
แม่นางเฉินรู้สึกเกรงกลัวหยุนเชวี่ย เนื่องจากเด็กสาวผู้นั้นคงไม่ยอมอ่อนข้อให้ตนกินอาหารที่บ้านและเอาเปรียบครอบครัวของนางเป็นแน่
แม่ม่ายเหลียวหันมองหยุนลี่เต๋อแล้วเหลือบมองแม่นางเหลียนพลางยื่นตะกร้าผักในมือให้นางก่อนหันไปขยิบตาให้สตรีอีกนางหนึ่ง ทันใดนั้นทั้งสองก็เดินตรงไปฉุดมือของแม่นางเฉินให้ลุกยืนขึ้น
“เกิดอะไรขึ้น? ข้ามีเรื่องจะเล่าให้ฟัง นี่มันอะไรกัน!”
“ไป ๆ ๆ ไม่มีผู้ใดอยากสนทนากับเจ้าหรอก”
“พวกเจ้าอยากฟังเรื่องที่ข้ากำลังจะเล่ามิใช่หรือ ไม่มีผู้ใดรู้ชัดไปกว่าข้าอีกแล้ว…”
“ทุกคนต่างมีงานให้ทำ ไม่มีผู้ใดว่างทำเรื่องไร้สาระกับเจ้าหรอก ถึงเวลาแล้วที่เจ้าจะต้องออกไปเสียที!”
แม้แม่ม่ายเหลียวจะมีรูปร่างผ่ายผอม ทว่ากลับมีพละกำลังมากมายไม่แพ้บุรุษ นางจับแขนของแม่นางเฉินแน่นก่อนเหวี่ยงร่างของอีกฝ่ายออกไปด้านนอกเรือน จากนั้นปิดประตูอย่างแรงจนเกิดเสียง “ปัง” พลางปัดมือเบา ๆ พร้อมกล่าวว่า “ข้าไม่สามารถสนทนากับคนหน้าหนาเช่นนางได้”
“สะใภ้สามผู้นี้ทำให้ข้ากลัวจนขวัญหนีดีฝ่อจึงไม่สามารถต่อกรกับนางได้” แม่นางเหลียนวางตะกร้าผักลงบนโต๊ะพลางถอนหายใจ “ช่างน่าขันนัก รีบกินข้าวกันเถิด”
“คนหน้าด้านเช่นนาง แม้จะทำดีด้วยเท่าไร นางก็มักปฏิบัติตนหยาบคายกับเจ้าเสมอ” แม่ม่ายเหลียวกล่าว “ครั้งหน้าหากนางยังไร้มารยาทเช่นนี้อีก ข้าจะให้เจ้ารองจัดการนางให้เข็ดหลาบ”
แม่นางเหลียนยิ้มเจื่อน “พวกเขาเป็นครอบครัวเดียวกัน แล้วจะทำเช่นนั้นได้อย่างไร” ในชนบทหากพี่สะใภ้และน้องสะใภ้วิวาทกันนับเป็นเรื่องปกติ หากชายฉกรรจ์ผู้เป็นพี่เขยเบาะแว้งกับน้องสะใภ้จะกลายเป็นเรื่องชวนปวดหัวทันที
แม่นางเหลียนเกลียดชังตนเองที่ไม่กล้าต่อล้อต่อเถียงกับแม่นางเฉิน ตนจึงปรามอีกฝ่ายให้อยู่หมัดไม่ได้
แม่นางเฉินถูกขับไล่ออกมาจากเรือนตระกูลอู๋ นางยืนอยู่หน้าประตูรั้วพลางสบถด่าสองสามประโยค เมื่อรู้ตัวว่าไม่มีผู้ใดสนใจ นางจึงสะบัดบั้นท้ายเดินจากไปพร้อมบ่นพึมพำตลอดทางไปยังบ้านหลังใหม่ของหยุนลี่เต๋อ
วันนี้ทั้งสามพี่น้องทำบะหมี่เป็นอาหารกลางวัน พวกเขากินบะหมี่ไก่กะหล่ำปลีดองอย่างเอร็ดอร่อย เส้นบะหมี่เหนียวนุ่ม ผักดองช่วยให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่า เนื้อไก่ส่งกลิ่นหอมทั่วบริเวณชวนน้ำลายสอ และน้ำแกงอุ่น ๆ ร้อน ๆ คลายหนาว
หลังจากกินไปได้สองคำ ทั้งสามพี่น้องก็ได้ยินเสียงคนผู้หนึ่งเปิดประตูลาน
“ท่านแม่กลับมาแล้วหรือเจ้าคะ?”
หลังจากสิ้นเสียงของหยุนเยี่ยน ประตูเรือนก็ถูกเปิดออก ร่างอ้วนท้วมร่างหนึ่งพลันพุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็วก่อนมองไปบนโต๊ะ “โอ้กินบะหมี่กับเนื้อสินะ จุ๊ ๆ มีแต่ของดี ๆ ทั้งนั้น”
“ท่านมาได้อย่างไร?” หยุนเชวี่ยเอ่ยถามอย่างไม่สบอารมณ์ก่อนหันไปสะกิดให้เสี่ยวอู่รีบกินบะหมี่
“ระวังคำพูดหน่อย ข้าเป็นอาสะใภ้สามของเจ้านะ” แม่นางเฉินยกเก้าอี้ไปนั่งข้างโต๊ะรับประทานอาหาร “พวกเราเป็นครอบครัวเดียวกัน ไหนเลยจะตัดขาดได้ ตั้งแต่เจ้าย้ายออกมาอยู่ที่เรือนหลังใหม่ ข้าก็ยังไม่มีโอกาสมาเยี่ยมเยียนเลย”
เมื่อพูดจบ นางก็กวาดสายตาไปรอบห้องโถงก่อนหยุดอยู่ที่ชามบะหมี่ของหยุนเยี่ยนพลางแสยะยิ้ม “กลิ่นหอมน่ากินนัก เยี่ยนเอ๋อไปตักบะหมี่ให้อาสะใภ้สามหน่อยสิ เด็กคนนี้ เหตุใดสายตาเจ้าจึงเปลี่ยนไปไม่เหมือนแต่ก่อน?”
“อาสะใภ้สาม บะหมี่ในหม้อหมดเกลี้ยงแล้วเจ้าค่ะ” หยุนเยี่ยนกล่าวคำเบาพร้อมถือชาวของตนเองแน่น
“อะไรหมดเกลี้ยง เหตุใดเจ้าถึงเป็นคนโป้ปดเล่า?” แม่นางเฉินไม่เชื่อจึงเร่งเร้า “รีบไปตักบะหมี่เสีย อาสะใภ้สามยังหิวอยู่”
“หมดแล้วจริง ๆ เจ้าค่ะ” หยุนเยี่ยนตอบ “ข้าเกรงว่าหากกินบะหมี่ไม่หมดจะเสียของ ดังนั้นข้าจึงทำเส้นบะหมี่ไม่มากนัก หากอาสะใภ้สามไม่เชื่อ ท่านลองไปดูในหม้อก็ได้ ไม่เหลือแม้แต่น้ำแกง”
แม่นางเฉินหลงเชื่อจึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย “จริงหรือ?”
หยุนเยี่ยน “จริงเจ้าค่ะ”
แม่นางเฉินไม่พูดพร่ำทำเพลง รีบวิ่งเข้าไปในห้องครัวแล้วเปิดฝาหม้อออกดู ทันใดนั้นหัวใจของแม่นางเฉินพลันเย็นเยือกคล้ายหยุดเต้นชั่วขณะก่อนเท้าเอวพลางกล่าวออก “ไหนเลยจะมีผู้ใดเหมือนครอบครัวของเจ้า ไม่แบ่งให้ข้ากินแม้แต่คำเดียว ขี้งกเสียจริง…”
“ทำมากไปก็กินไม่หมด” หยุนเชวี่ยกล่าวเสียงดังพลางยกชามบะหมี่ขึ้นแล้วเดินไปหยุดอยู่ตรงกรอบประตู จากนั้นคีบบะหมี่คำใหญ่เข้าปาก
“แม่หนู เจ้าไม่เคยคิดว่าอาสะใภ้สามเป็นครอบครัวเดียวกับเจ้าเลยหรือ” แม่นางเฉินเดินค้นหาอาหารในห้องครัวหนึ่งรอบ ก่อนฉกฉวยขนมวอโถวที่แห้งกรอบและเย็นชืดสองชิ้นใส่ไว้ในสาบเสื้ออย่างรวดเร็ว
“อาสะใภ้สาม สายตาของข้าดีเยี่ยมนัก ข้าเห็นว่าท่านขโมยขนมของข้าไป” หยุนเชวี่ยกล่าวเตือนอีกฝ่าย
แม่นางเฉินทำหูทวนลม “ขโมยอะไรกัน ข้าเพียงหยิบขนมมาเพียงสองอัน ไยยิ่งหาเงินได้มากขึ้น เจ้าก็ยิ่งขี้เหนียวกว่าย่าของเจ้าเสียอีก หืม? เจ้าเก็บไข่ไก่ไว้ที่ใดหรือ? เหตุใดข้าจึงไม่หาไม่เจอ?”
“ข้าบอกไม่ได้ว่าเก็บมันไว้ที่ใด” หยุนเชวี่ยเอ่ยตอบเสียงเรียบ “อาสะใภ้สามรีบกลับไปเถิด หากท่านมาที่บ้านของข้าโดยไม่ได้รับอนุญาตอีก ข้าจะไม่เกรงใจแล้วนะเจ้าคะ”
“ข้าเพิ่งมาถึง เจ้าก็ขับไล่ไสส่งแล้วรึ… ข้ายังไม่ได้กินข้าวแม้แต่เม็ดเดียว” แม่นางเฉินเปิดตู้เพื่อค้นหาอีกครั้งและพบกับตะกร้าที่วางอยู่ข้างบนตู้ ขณะที่กำลังจะเอื้อมมือไปหยิบ หยุนเชวี่ยก็หยิบฟืนที่วางอยู่ข้างเตาถ่านขึ้นมาฟาดไปที่บั้นท้ายของแม่นางเฉินเบา ๆ เสียก่อน
“โอ๊ย…” แม่นางเฉินกระโดดเอามือกุมบั้นท้ายพร้อมร้องโอดโอย
“โจร! โจร!” หยุนเชวี่ยตะโกนเสียงดังพลางยกท่อนฟืนขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ขึ้น จากนั้นฟาดไปที่ต้นขาอันอวบอัดของแม่นางเฉิน
“อะไรกัน! เจ้าจะทำอะไร?!” แม่นางเฉินกระโดดหลบไปด้านหลัง “เจ้าเสียสติไปแล้วรึ!”
“โจร! จับโจร!” หยุนเชวี่ยเหวี่ยงท่อนฟืนกลางอากาศจนเกิดเสียงดังพลางเดินไล่นางให้ออกจากห้องครัวทีละก้าว หยุนเยี่ยนเดินออกมาจากห้องโถงด้วยสีหน้าตกตะลึง ไม่รู้ว่าต้องจัดการอย่างไรดี ทันใดนั้นนางก็เหลือบไปเห็นเสี่ยวอู่คว้าไม้คานแล้วพุ่งเข้าไปหาแม่นางเฉิน
“นังเด็กเปรต แม้แต่อาสะใภ้ เจ้ายังทุบตีได้ลงคอ!”
“ท่านฉวยโอกาสในตอนที่ท่านพ่อและท่านแม่ไม่อยู่ที่บ้านมารังแกพวกข้า หากไม่ตีท่านแล้วจะให้ข้าตีผู้ใด?” หยุนเชวี่ยกำท่อนฟืนในมือแน่นขณะที่เสี่ยวอู่ถลึงตาใส่แม่นางเฉินอย่างโมโห “ท่านเชื่อหรือไม่ว่าข้าจะตีท่านจนน่องลาย หากยังไม่รีบไปให้พ้นจากเรือนของข้า?”
เสี่ยวอู่พยักหน้าพลางก้าวเข้าไปหาแม่นางเฉินทีละก้าว ขณะยื่นไม้คานไปข้างหน้าหยุนเชวี่ย
“พวกเจ้าสองคนอกตัญญู ไร้ศีลธรรม!” แม่นางเฉินโมโหจนแทบเสียสติ นางถ่มน้ำลายลงบนพื้นก่อนกล่าวว่า “ถุย ย่าของเจ้าพูดถูก พวกเจ้ามันกินบนเรือนขี้รดบนหลังคา อกตัญญูไม่มีผู้ใดเทียบเทียม!”
หยุนเชวี่ยคร้านต่อปากต่อคำกับแม่นางเฉิน นางจึงส่งสายตาเพื่อเป็นสัญญาณให้เสี่ยวอู่ สองพี่น้องเดินเข้าไปหาอีกฝ่ายโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง จากนั้นกวัดแกว่งอาวุธในมืออย่างบ้าคลั่ง จนกระทั่งแม่นางเฉินวิ่งออกจากเรือนจึงหยุดมือ
“ป่าเถื่อน! เจ้าเด็กเปรตเหล่านั้นรังแกข้า!” แม่นางเฉินร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวด ไม่ได้กินข้าวไม่พอ มิหนำซ้ำยังโดนทุบตีจนเกิดบาดแผล ทว่าโชคดีที่กล้ามเนื้อและกระดูกไม่ได้รับบาดเจ็บไปด้วย
“ถ้าจะหอนก็ไปหอนที่อื่น ไป ๆ ๆ!” หยุนเชวี่ยยืนเท้าเอวพร้อมโบกมือไล่
เสี่ยวอู่ที่ยืนอยู่ด้านข้างขบกรามแน่น ในขณะที่ดวงตาดำขลับคู่นั้นจ้องเขม็งไปยังแม่นางเฉิน
“โอ๊ย พวกเจ้าไร้ศีลธรรม รังแกผู้ไม่มีทางสู้… พี่รอง เจ้าสั่งสอนลูกประสาอะไร กล้าทุบตีแม้แต่ข้าผู้เป็นอาสะใภ้ พวกเขาทั้งสองคนร้ายกาจยิ่งนัก…” แม่นางเฉินกุมฝ่ามือของตนเองพลางตะโกนเสียงดังไปรอบหมู่บ้าน
“พวกเจ้าทั้งสองได้รับบาดเจ็บหรือไม่?” หยุนเยี่ยนรีบลากหยุนเชวี่ยและเสี่ยวอู่เข้ามาในลานบ้าน “รีบเข้าไปก่อนเถอะ เข้าไปในเรือนแล้วปิดประตูลงกลอนให้แน่นหนา ข้าต้องออกไปสังเกตการณ์ก่อน”