ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 341 เลี้ยงหมู
ตอนที่ 341 เลี้ยงหมู
ตอนที่ 341 เลี้ยงหมู
เมื่อนึกถึงบรรยากาศมืดมิดในชวนขนลุกของวัดร้างกลางภูเขา หยุนเชวี่ยพลันรู้สึกเศร้าและเห็นใจสืออีที่ต้องผ่านค่ำคืนอันเหน็บหนาวเพียงลำพัง
“ที่นั่นมีร่มเงาให้หลบอาศัย เขาคงไม่หนาวนักหรอก” หยุนลี่เต๋อกล่าวออก “แต่อย่างไรเสียก็ยังลำบากอยู่ดี ต้องชื่นชมพ่อหนุ่มน้อยที่มีร่างกายแข็งแรง ทั้งยังกล้าหาญอีกด้วย”
“ไม่มีญาติมิตร แล้วยังอาศัยอยู่ต่างถิ่นเพียงลำพัง เขาช่างน่าสงสารเหลือเกิน” แม่นางเหลียนพ่นลมหายใจด้วยความสงสาร “หากไม่มีใครในครอบครัวรอดชีวิตจริง เขาควรจะหางานทำเพื่อหาเงินให้เร็วที่สุด”
“ข้าเห็นด้วย” หยุนลี่เต๋อกล่าวเสริม “แต่หน้าตาของเขาหล่อเหลา ผิวพรรณเกลี้ยงเกลา ทั้งยังมีจิตวิญญาณอันแข็งแกร่ง ต่างจากลูกของชาวบ้านธรรมดา ข้าเกรงว่าเขาคงไม่เคยทำงานที่ต้องใช้แรงงานมาก่อนเป็นแน่”
“เฮ้อ…” แม่นางเหลียนถอนหายใจพลางเผยสีหน้าเห็นอกเห็นใจ “เมื่อก่อนไม่ต้องกังวลเรื่องอาหารและเสื้อผ้า แต่จู่ ๆ ชีวิตกลับพลิกผันต้องมาตกระกำลำบาก เขาจะทนได้สักกี่น้ำกัน”
ไม่รู้ว่าความเห็นอกเห็นใจสามารถแพร่เชื้อได้หรือไม่ เพราะหลังจากฟังสิ่งที่มารดากล่าวแล้ว หยุนเชวี่ยพลันรู้สึกกังวลใจเช่นกัน นางจึงวางตำราในมือก่อนล้มตัวนอนลงบนเตียงพลางถอนหายใจอย่างหดหู่
“มีอะไรรึ?” แม่นางเหลียนเอ่ยถาม
“อ้อ ไม่มีอะไรเจ้าค่ะ” หยุนเชวี่ยพึมพำอย่างเหม่อลอย “ฝนกำลังจะตกแล้ว หลังคาบ้านของเสี่ยวส้วยเอ๋อเพิ่งซ่อมแซมเสร็จ ข้าสงสารนางจับใจ” หากฝนตกหนัก หลังคาผุพังของวัดร้างจะถล่มลงมาหรือไม่? แล้วคนผู้นั้นจะรู้หรือไม่ว่าข้าเก็บฟืนไปให้?
เมื่อกล่าวถึงเสี่ยวส้วยเอ๋อ แม่นางเหลียนก็อดถอนหายใจไม่ได้ “เด็กน้อยคนนั้นและแม่ของนางก็น่าสงสารเช่นกัน เผยเล่าอู่ใจดำยิ่งนัก เขาทนเห็นลูกสาวในไส้ต้องหิวโหยท่ามกลางอากาศหนาวเย็นได้อย่างไร แม้แต่เอ่ยปากถามไถ่สักคำก็ไม่มี หากไม่ใช่เพราะเหล่าชาวบ้านคอยช่วยเหลือ สองแม่ลูกคู่นั้นคงอดตายนานแล้ว ไยโลกนี้ถึงมีคนจิตใจโหดเหี้ยมเช่นเขา…”
เมื่อหยุนเยี่ยนที่กำลังยกชามน้ำแกงเนื้อแกะร้อน ๆ ชามใหญ่เข้ามาในห้องโถงได้ยินดังนั้น นางจึงเอ่ยว่า “ตอนนี้เสี่ยวส้วยเอ๋อทำงานหาเงินได้แล้ว ทั้งยังกตัญญูต่อแม่อย่างไม่มีผู้ใดเทียบได้ ไม่แน่ว่าในภายภาคหน้าพ่อของนางอาจคิดเสียใจภายหลัง…”
“ต่อให้คิดเสียใจก็ไร้ประโยชน์ ไม่ใช่ตนเองหรือที่ทอดทิ้งลูกสาวตั้งแต่แรก อย่าให้ข้าได้ยินเขากล่าวโทษนางว่าอกตัญญูแล้วกัน” แม่นางเหลียนกล่าวด้วยน้ำเสียงขุ่นเคือง “เสี่ยวส้วยเอ๋อต้องดิ้นรนเพื่อความเป็นอยู่ของตนเอง หากนิ่งเฉยไม่ขวนขวาย นางคงตายไปแล้วกระมัง”
“ท่านแม่” ฉับพลันหยุนเชวี่ยที่นอนอยู่บนเตียงก็ยันกายขึ้นนั่งขัดสมาธิพลางเอ่ยถามด้วยสีหน้าจริงจัง “บ้านเราวางแผนว่าจะเลี้ยงหมูเพิ่มอีกสองสามตัวใช่หรือไม่เจ้าคะ?”
“ใช่แล้ว” แม่นางเหลียนพยักหน้า “แม่วางแผนไว้ว่าจะขยายคอกหมูให้กว้างขวางกว่านี้อีกสักหน่อยและซื้อหมูเพิ่มในช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิ เจ้ากำลังคิดอะไรอยู่หรือ?”
“ถ้าเช่นนั้นเหตุใดเราถึงไม่ใช้พื้นที่หลังบ้านก่อสร้างคอกหมูเล่าขึ้นใหม่ เลี้ยงสักสามสิบสี่สิบตัว หมูหนึ่งตัวขายได้เงินสองตำลึง หนึ่งปีมานี้พวกมันทำเงินให้เราเกือบร้อยตำลึงแล้วนะเจ้าคะ” หยุนเชวี่ยอธิบาย
“สามสิบสี่สิบตัวรึ?” แม่นางเหลียนอุทาน “เช่นนั้นแม่จะเทอาหารให้ทั่วถึงได้อย่างไร ลุงอู๋ของเจ้ามีหมูน้อยกว่ายี่สิบตัว แต่ป้าสะใภ้ก็ยังบ่นอยู่ทุกวี่วันว่าเหนื่อยจนสายตัวแทบขาด และอีกอย่างครอบครัวของเรายังต้องทำสวนอีกประมาณสิบไร่”
แม่นางเหลียนยังยืนกระต่ายขาเดียวว่าต้องการเลี้ยงหมูเพียงสองสามตัว หากมากกว่านี้นางไม่เห็นด้วย นอกเหนือกว่านั้นคุณภาพชีวิตของคนในครอบครัวดีขึ้นแล้ว ไยจึงต้องทำงานหนักเพื่อหาเงินอีก?
“หากท่านแม่ไม่ว่าง เราก็จ้างคนงานระยะยาวสิเจ้าคะ” หยุนเชวี่ยเอื้อมมือไปจับมือของมารดา “จ้างคนงานที่มีนิสัยขยันขันแข็งและตั้งใจทำงาน ทางที่ดีคนผู้นั้นควรเป็นคนเร่ร่อน โดยมีค่าตอบแทนเป็นที่พักอาศัยและอาหารทุกมื้อ พวกเราจำเป็นต้องหารายได้จากการเลี้ยงหมูให้มากกว่านี้ ท่านพ่อจะได้ไม่ต้องออกไปทำงานหนักท่ามกลางลมหนาวและแสงแดดร้อนระอุอีกต่อไป ท่านแม่คิดเห็นว่าอย่างไรเจ้าคะ”
แม่นางเหลียนครุ่นคิด
หยุนเชวี่ยกะพริบตาปริบ ๆ “ท่านแม่ ท่านลองคิดดูเถิด ตอนนี้ฐานะของพวกเราดีขึ้นแล้ว แต่ก็ไม่อาจนิ่งเฉย เราต้องสร้างรายได้ให้หมุนเวียนเข้ามาตลอดเวลา เงินก่อให้เกิดเงินนะเจ้าคะ”
“เจ้ากำลังจะพูดว่าให้แม่จ้างพ่อหนุ่มน้อยที่อาศัยอยู่ในวัดร้างหรือ?” แม่นางเหลียนเอ่ยถามหลังจากครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่
หยุนเชวี่ย… ‘ข้าไร้ไหวพริบหรือ? เหตุใดมารดาผู้ไร้เดียงสารู้เจตนาที่แท้จริงของข้าภายในพริบตาเดียว?’ นางเกาศีรษะพร้อมกล่าวอย่างชั่งใจ “ไม่จำเป็นต้องเป็นเขา ตราบใดที่มีคนขยันและยินดีทำงานนี้ก็เพียงพอแล้ว…”
“พ่อเห็นดีด้วยกับเจ้า” ยังไม่ทันที่แม่นางเหลียนจะตอบ หยุนลี่เต๋อก็พยักหน้าพร้อมโพล่งขึ้นเสียก่อน “การเลี้ยงหมูต้องอาศัยความสามารถและความชำนาญ หากเลี้ยงดูอย่างดี ผลตอบแทนก็มากมายไปด้วย”
“ท่านพ่อพูดถูก หากอยากร่ำรวยต้องสร้างช่องทางทำกินก่อน ดังนั้นเราต้องเลี้ยงหมูหลาย ๆ ตัวเพื่อสร้างรายได้” หยุนเชวี่ยตบต้นขาพร้อมพยักหน้าหงึกหงัก “ท่านพ่อมีวิสัยทัศน์กว้างไกล มิสู้วันพรุ่งนี้เราไปสร้างคอกหมูกันดีหรือไม่เจ้าคะ?”
“พรุ่งนี้รึ?” แม้แต่หยุนลี่เต๋อก็ตกตะลึงเช่นกัน
“ใช่เจ้าค่ะ ฉวยโอกาสตอนที่ดินยังร่วนสร้างคอกหมูและสร้างห้องเก็บฟืนเพิ่มอีกห้องหนึ่ง เราต้องเก็บฟืนที่จะใช้ในฤดูหนาวให้ดี หากกองไว้ด้านนอกห้องดังเดิม ข้าเกรงว่าจะโดนน้ำฝนสาดซัดจนใช้งานไม่ได้ ครั้นจะเก็บไว้ในห้องครัวก็มีที่ว่างไม่เพียงพอ” หยุนเชวี่ยเปิดหน้าต่างออกหนึ่งบานแล้วชี้ไปยังด้านนอกบ้าน “อย่างไรเสียลานบ้านของเราก็กว้างขวาง หากต่อเติมห้องครัวให้มีพื้นที่มากกว่านี้ก็คงเพียงพอต่อการเก็บของกระจุกกระจิก”
“ดี ๆ” หยุนลี่เต๋อกล่าวชื่นชม “แต่สังเกตจากท้องฟ้าของวันนี้แล้ว พรุ่งนี้คงครึ้มฟ้าครึ้มฝนเช่นเดิม”
หยุนเชวี่ยชะงักไปเล็กน้อย “เอ่อ เช่นนั้นรอวันที่ท้องฟ้าแจ่มใสเถิด เมื่อถึงวันมะรืนอากาศคงปลอดโปร่งกระมัง เรื่องนี้ยิ่งเร็วก็ยิ่งดี พรุ่งนี้ข้าจะไปหารือที่เรือนของผู้เฒ่าหวัง”
“แม่นางน้อยผู้นี้ เหตุใดจึงหมกมุ่นนัก แม่นางเหลียนหันมองหยุนลี่เต๋ออย่างสับสน “เราจำเป็นต้องเลี้ยงหมูจริงหรือ?”
“มันเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด” หยุนลี่เต๋อกล่าวตอบ เขาเข้าใจในเจตนาของหยุนเชวี่ยแจ่มแจ้งกว่าแม่นางเหลียน นอกจากนี้คำว่า ‘เงินก่อให้เกิดเงิน’ ยิ่งทำให้เขาตัดสินใจได้ง่ายขึ้น
ค่ำคืนนี้มีพายุฝนฟ้าคะนองและฟ้าผ่าสลับสับเปลี่ยนกันไป หยุนเชวี่ยถูกเสียงฟ้าร้องปลุกให้ตื่นตั้งแต่กลางดึกและไม่อาจข่มตาให้หลับได้อีก นางจึงนอนมองเพดานอยู่บนเตียงจนถึงเวลารุ่งสาง
วันรุ่งขึ้นท้องฟ้าแจ่มใส อากาศปลอดโปร่ง ทว่าเส้นทางในหมู่บ้านกลับเต็มไปด้วยโคลน หลังจากกินอาหารเช้าเสร็จเรียบร้อยแล้ว หยุนเชวี่ยก็ยืนกรานที่จะไปยังเรือนของหวังหลี่เจิ้งเพื่อบอกว่าครอบครัวของตนกำลังจะสร้างคอกหมูใหม่
หยุนลี่เต๋อและแม่นางเหลียนไม่อาจเอาชนะบุตรสาวได้ พวกเขาจึงตกลงเดินทางไปกับนางพร้อมนำไก่ป่าสองตัวติดมือไปด้วย หลังจากเดินทางถึงเรือนของหวังหลี่เจิ้ง พวกเขาก็อธิบายจุดประสงค์ในการมาเยี่ยมครั้งนี้ ขณะที่ผู้เฒ่าโบกมือเห็นด้วยทันควัน
“นับว่าเป็นเรื่องดี ครอบครัวของพวกเจ้าขยันหมั่นเพียรยิ่งนัก พวกเจ้าจะสร้างคอกหมูเมื่อใดเล่า?”
“ภายในสองวันนี้ขอรับ เมื่อใดที่ท้องฟ้าแจ่มใส พวกเราจะลงมือสร้างทันที” หยุนลี่เต๋อกล่าวออก
“ดี ๆ ๆ” หวังหลี่เจิ้งพยักหน้าพร้อมกำชับหลายประโยค แต่ทันใดนั้นเขาก็เอ่ยถามว่า “เสี่ยวอู่ของเจ้ากำลังจะเข้าเรียนที่สำนักเรียนใช่หรือไม่?”
“เจ้าค่ะ เขาต้องได้ร่ำเรียนแน่นอน” หยุนเชวี่ยตอบ “ครอบครัวของข้าเห็นพ้องต้องกันว่าช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิปีหน้าจะส่งเขาไปร่ำเรียนตำรา”
“สือยวินบอกว่าเสี่ยวอู่เป็นเด็กฉลาดซึ่งนับว่าเป็นเรื่องดี” หวังหลี่เจิ้งลูบเคราของตน “หากตั้งใจร่ำเรียนอย่างขะมักเขม้น ไม่แน่ว่าหมู่บ้านของเราอาจมีขุนนางเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งคน!”
“ครอบครัวข้าน้อมรับคำอวยพรจากท่านผู้เฒ่า!” หยุนเชวี่ยฉีกยิ้มกว้างพลางประสานมือเข้าด้วยกัน
“แม่หนูคนนี้ช่างประจบยิ่งนัก” หวังหลี่เจิ้งใช้ไม้เท้ายันกายให้ลุกยืนขึ้นก่อนกวักมือเรียกหยุนเชวี่ย “มาทางนี้”
หยุนเชวี่ยเดินตามเขาอย่างว่าง่าย นางเลิกม่านขึ้นก่อนเดินเข้าไปในห้องด้านใน ห้องนี้คือห้องเก็บตำราซึ่งมีพื้นที่ไม่กี่ฉื่อ ภายในห้องมีเพียงชั้นวางตำราและโต๊ะเขียนอักษรเท่านั้น
หยุนเชวี่ย “ที่นี่คือ?”
“ข้าอายุมากแล้ว หูตาฝ้าฟางจึงไม่ได้อ่านตำราเหล่านี้อีกต่อไป” หวังหลี่เจิ้งชี้ไปยังชั้นวาง “เอาตำราเหล่านี้กลับไปด้วยเถิด”
“นี่…” หยุนเชวี่ยเดินเข้าไปหยิบตำราแล้วกางออกเพื่อดูด้านใน หน้ากระดาษเป็นสีเหลืองซีด แต่ละหน้าเต็มไปด้วยตัวอักษรขนาดเล็กมากมาย
“มันคือตำราที่ตาแก่เช่นข้าอ่านมาครึ่งค่อนชีวิตแล้ว” หวังหลี่เจิ้งเหยียดยิ้ม “มีทั้งสี่ตำราห้าคัมภีร์* บันทึกเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ และบันทึกเรื่องซับซ้อนต่าง ๆ มากมาย”
*สี่ตำราห้าคัมภีร์ เป็นหนังสือเกี่ยวกับแนวคิดของขงจื๊อ
“ทั้งหมดนี้มาจากน้ำพักน้ำแรงของท่าน”
“มาจากน้ำพักน้ำแรงอะไรกัน ตาแก่คนนี้จะลงโลงเมื่อไรก็ไม่รู้ เก็บเอาไว้ก็เสียดายเปล่า” หวังหลี่เจิ้งโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ “รับไปเถิด ๆ ข้าคร้านจะเก็บรักษามันแล้ว!”
แม้จะทำทีราวกับไม่ใส่ใจ ทว่าหวังหลี่เจิ้งก็เดินไปยังโต๊ะเขียนอักษรก่อนลูบหน้าปกตำราอย่างระมัดระวังพลางถอนหายใจ “แต่เจ้าต้องกำชับให้เสี่ยวอู่ดูแลรักษามันอย่างดี”
หวังหลี่เจิ้งมีตำราทั้งหมดประมาณสามตะกร้า ก่อนเดินทางกลับ หยุนเชวี่ยกล่าวขอบคุณเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในขณะที่ชายชราหรี่ตาพลางลูบเคราพร้อมกล่าวด้วยรอยยิ้ม “กล่าวขอบคุณจะมีประโยชน์อันใด มิสู้ตั้งใจสอบจอหงวนแล้วเอาตำแหน่งขุนนางมาให้ข้าภูมิใจเสียดีกว่า”
“ตำรามากมาย ข้าไม่แปลกใจเลยว่าเหตุใดเขาจึงเป็นผู้รอบรู้” ระหว่างทางกลับ หยุนลี่เต๋ออาสาแบกตะกร้าทั้งสองใบด้วยตนเอง
“เดินช้าลงหน่อยเถิด” แม่นางเหลียนกล่าว “ข้าเพิ่งเห็นว่าในตำราเหล่านี้มีตัวอักษรมากมาย แม้แต่เงินก็ไม่สามารถซื้อได้”
เนื่องด้วยฝนตกตลอดทั้งคืน อากาศในวันนี้จึงแจ่มใส แสงแดดสีทองส่องลอดหน้าต่างกระทบลงบนเตียงหลังใหญ่ หยุนเชวี่ยหยิบตำราเหล่านั้นออกจากตะกร้าก่อนจัดวางบนชั้นวางตำรา
“ท่านพ่อ” หยุนเชวี่ยกล่าว “ท่านต้องสร้างชั้นวางตำราเพิ่มอีกอีกอันหนึ่งเจ้าค่ะ มิฉะนั้นเราจะไม่มีที่ว่างให้เก็บตำราเหล่านี้ ครั้นจะเก็บไว้ในกล่องก็กลัวความชื้น”
“ได้สิ” หยุนลี่เต๋อตอบ “เจ้าลองบอกพ่อมาซิว่าอยากได้แบบใด”
“อย่างน้อยต้องมีประมาณสามสี่ชั้น พรุ่งนี้ข้าจะซื้อผงยาฆ่าแมลงเพื่อป้องกันไม่ให้มอดกันกินตำราเหล่านี้” ขณะที่กำลังจัดวางอยู่นั้น หยุนเชวี่ยกางตำราเล่มหนึ่งออกและกวาดสายตาอ่านอย่างรวดเร็ว นางพบว่าหวังหลี่เจิ้งเป็นชายชราที่น่าทึ่ง ด้วยมุมมองและความคิดเห็นบางอย่างค่อนข้างซับซ้อนและน่าสนใจ
เสี่ยวอู่กลับมาถึงบ้านในยามเที่ยง เมื่อเข้ามาในห้อง เขาก็ต้องตกใจกับกองตำราที่วางเรียงรายจนเต็มเตียงนอน เด็กชายเดินไปข้างหน้าสองสามก้าวก่อนลูบปกตำราอย่างแผ่วเบาพลางส่งสายตางุนงงให้กับหยุนเชวี่ย
“ประหลาดใจหรือไม่? ไม่ประหลาดใจสักนิดเลยหรือ?” หยุนเชวี่ยโบกคัมภีร์ภูเขาและท้องทะเล*ที่อยู่ในมือขณะนั่งยิ้มอยู่ในกองตำราหลากหลายประเภท
*คัมภีร์ภูเขาและท้องทะเล บันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับแม่น้ำ ทะเล ภูเขา พืชพันธุ์และสัตว์นานาชนิด รวมไปถึงตำนานเทพต่างๆ
เสี่ยวอู่พยักหน้า แทบจะอดใจรอไม่ไหวที่จะเตะรองเท้าลงและปีนขึ้นเตียง
“มันคือตำราที่ผู้เฒ่าหวังมอบให้เจ้า” หยุนเชวี่ยชี้นิ้วไปยังกองตำราด้านหน้า “ดูสิ ตำราแต่ละเล่มถูกเก็บรักษาไว้อย่างดี ข้าเกรงว่าเนื้อหาในตำราเหล่านี้จะละเอียดกว่าที่สำนักเรียนสอนเจ้าเสียอีก”
เสี่ยวอู่ก้มหน้าสำรวจตำราโดยไม่สนใจพี่สาว
“หืม? ยังมีตำราเหลืออยู่อีกหรือ?” ขณะที่กำลังแยกประเภทของตำราอยู่นั้น หยุนเชวี่ยก็พบว่าผู้เฒ่าหลี่ไม่เพียงมอบตำราที่เกี่ยวกับบทกวี ปรัชญา บันทึกเกี่ยวกับเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเรื่องประวัติศาสตร์เท่านั้น แต่ยังมีตำราที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ในยุคแรกซึ่งนับว่าเป็นอภิปรัชญา
ยกตัวอย่างเช่น ‘สุ่ยจู้จิง*’ ‘บันทึกรวบรวมการเกษตรจีนโบราณ’ รวมไปถึง ‘คัมภีร์อี้จิง*’ ‘บทกวีจินโขว*’ ‘ฉีเหมินตุ้นเจี่ย*’ นอกจากนี้ยังมีคำอธิบายประกอบของอภิปรัชญาวิชาลึกลับเช่นกัน ซึ่งตำราเหล่านี้ล้วนบันทึกเรื่องราวที่ผู้เฒ่าหวังสนใจ
*สุ่ยจู้จิง คือหนังสือที่บันทึกเกี่ยวกับ ภูมิศาสตร์กายภาพ ภูมิศาสตร์มนุษย์ และตำนานต่าง ๆ
*คัมภีร์อี้จิงคือหนังสือที่ใช้สำหรับพยากรณ์อนาคต
*บทกวีจินโขวคือหนังสือที่ใช้สำหรับพยากรณ์อนาคตเช่นเดียวกับคัมภีร์อี้จิง
*ฉีเหมินตุ้นเจี่ย จัดเป็นหนึ่งในสุดยอดวิชาลึกลับของจีนโบราณทั้ง 3 (三式) ที่มีการพูดถึงอยู่เป็นประจำ ด้วยความแปลกประหลาดและหาศึกษาได้ยากมาก รวมทั้งการปรากฏอยู่ภายในประวัติศาสตร์และนิยายหลายครั้ง
เสี่ยวอู่อ่านตำราเหล่านั้นอยู่ครู่หนึ่งก่อนกระโดดลงจากเตียงแล้วสวมรองเท้า
“จะไปไหน?” หยุนเชวี่ยเอ่ยถาม
“ไปเรือนผู้เฒ่าหลี่” เสี่ยวอู่ผลักประตูออก “กล่าวขอบคุณ”
เมื่อแม่นางเหลียนที่กำลังจุดไฟทำอาหารอยู่ในห้องครัวได้ยินดังนั้นจึงส่งเสียงหัวเราะ “ไม่ก็พูดคุยเรื่องร่ำเรียนตำรากับเขาเสีย อย่าอยู่นานจนรบกวนเวลากินอาหารเย็นของผู้เฒ่า รีบไปรีบกลับล่ะ”
เสี่ยวอู่รีบเดินทางไปยังบ้านของหวังหลี่เจิ้งทันที จนกระทั่งถึงเวลากินอาหารเย็น เขาก็ยังไม่กลับมา หลังจากนั่งรออยู่ครู่ใหญ่ แม่นางเหลียนจึงกล่าวออกอย่างร้อนรน “เหตุใดยังไม่กลับมาอีก ข้ากำชับนักหนาว่าให้รีบไปรีบกลับและอย่ารบกวนเวลากินข้าวของผู้เฒ่า เชวี่ยเอ๋อ เจ้าวิ่งไปเรียกเสี่ยวอู่ให้กลับบ้านที”