หลี่เป่าน้องสาวคนเล็ก - บทที่ 67 หมั้นหมาย
หลังศึกจบลงงานของบรรดาหมอกลับยิ่งยุ่งมากขึ้น
โชคดีที่คนจากทางการ และหมอที่ได้ขอความช่วยเหลือ
จากเมืองข้างเคียงมาถึงแล้ว ทำให้การดูแลช่วยเหลือ
ผู้บาดเจ็บทำได้เร็วกว่าเดิม
ไม่กี่วันหลังจากนั้นทุกอย่างก็เข้าสู่สภาวะปกติ ด้วย
การจัดการที่ดีของเจ้าเมืองคนใหม่ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่าง
เรียบร้อย ไม่เกิดความชุลมุนวุ่นวาย
เมื่อผู้บาดเจ็บได้รับการรักษาจนเกือบครบ หมอ
จำเป็นอย่างหลี่ซื่อและเนี่ยนเจินก็ได้กลับไปพักที่บ้านของ
ตัวเอง
“น้องสี่ สงครามสงบลงแล้ว เหตุใดถึงมานั่งทำหน้า
เศร้าอยู่ตรงนี้เล่า?”
หลี่เอ้อพี่ชายคนรองที่กลับมาจากการช่วยจัดการ
กองทัพ เห็นน้องชายคนที่สี่นั่งเท้าคางอยู่บนโต๊ะในสวนก็
อดไม่ได้ที่จะเอ่ยถาม
“สงครามมีแต่ความสูญเสีย เหตุใดคนเราต้องทำ
สงครามกันด้วยขอรับ”
“เพราะความไม่รู้จักพออย่างไรเล่าแคว้นเราอุดม
สมบูรณ์ ใครๆ ต่างก็สนใจและอยากได้ไปครอบครองกัน
ทั้งนั้น”
“แต่ข้าว่าสงครามครั้งนี้มันดูแปลกๆ นะขอรับ เรื่อง
โรคระบาดที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ก็เหมือนกัน”
“ข้าก็คิดเช่นนั้น ตอนนี้กำลังส่งคนจากโรงน้ำชาของ
น้องเล็กไปสืบข่าวอยู่ ไม่นานน่าจะได้เรื่อง”
“ทำไมไม่ใช้ทหารในกองล่ะขอรับ เหตุใดถึงต้องใช้คน
ของน้องเล็กเล่าขอรับ?”
“ข้ากลัวว่าคนร้ายจะไหวตัวทัน เลยสืบแบบลับๆ
ก่อน”
หลี่ซื่อพยักหน้ารับ เขาเป็นหมอ เชี่ยวขาญด้าน
การแพทย์ไม่เข้าใจเรื่องการทหาร ดังนั้นสิ่งที่หลี่เอ้อพี่ชาย
คนรองทำย่อมเป็นเรื่องที่ผ่านการพิจารณามาอย่างดีแล้ว
แน่นอน
“ว่าแต่ หญิงสาวที่อยู่กับเจ้าผู้นั้นเป็นใครกัน”
“หมายถึงเนี่ยนเจินหรือขอรับ”
“โอ้ว เรียกสนิทสนมขนาดนี้ดูท่าว่าครอบครัวของเรา
จะมีข่าวดีอีกแล้วใช่หรือไม่กันนะ”
“ข่าวดีอะไรกัน ข่าวร้ายน่ะสิขอรับ คู่หมายนางเพิ่ง
เสียชีวิตในสนามรบ”
“หืม เป็นเช่นนั้นหรอกหรือ ในฐานะคนรู้จัก เจ้าก็
น่าจะไปเยี่ยมเยียนนางบ้าง ไว้ข้าจะบอกพี่สะใภ้เจ้าไว้ก็
แล้วกัน”
“ต้องรบกวนพี่รองแล้วขอรับ”
ใจจริงหลี่ซื่อเองก็อยากไปเยี่ยมเนี่ยนเจินอยู่
เหมือนกัน แต่ติดที่เขาเป็นบุรุษ แม้จะเป็นเพียงสหาย การ
ไปหานางที่บ้านขณะที่คู่หมายของนางเพิ่งเสียชีวิตเกรงว่า
จะดูไม่งามสักเท่าไหร่นัก อาจทำให้ผู้อื่นเข้าใจผิดและติฉิน
นินทาเอาได้ หากมีพี่สะใภ้รองเป็นคนพาไปจะทำให้เรื่อง
ทุกอย่างง่ายขึ้น
วันรุ่งขึ้นซูซินจึงพาหลี่ซื่อน้องสามีไปที่บ้านของเนี่ยน
เจิน ระหว่างที่อยู่ในค่ายทหารทั้งคู่ได้พูดคุยเรื่อง
สัพเพเหระและทำให้รู้ว่าบ้านของเนี่ยนเจินเปิดร้านขาย
สมุนไพรอยู่ในเมือง
ร้านขายสมุนไพรในเมืองทังโจวมีไม่มากนัก หลี่ซื่อ
เองก็คุ้นเคยกับเมืองแห่งนี้มาตั้งแต่เกิด ทำให้เขาสามารถรู้
ในทันทีว่าบ้านของนางไปทางใด
ขณะที่พวกเขากำลังมุ่งหน้าไปที่บ้านของเนี่ยนเจินก็
สะดุดตาเข้ากับกลุ่มคนที่กำลังมุงดูเรื่องสนุก
“พวกเขาทำอะไรกันน่ะ”
ซูซินเอ่ยถามขึ้นด้วยความอยากรู้ แม้ภารกิจวันนี้จะ
เป็นการพาน้องสามีไปเยี่ยมสหาย แต่หยุดชมดูเรื่องที่ผ่าน
มาหน่อยคงไม่เสียหายหรอกกระมัง
หลี่ซื่อเองไม่ได้ห้ามปรามพี่สะใภ้ของเขา เขาเองก็
อยากรู้เช่นกัน ไม่ว่าอย่างไรบ้านของเนี่ยนเจินก็ไม่หายไป
หรอก แต่เรื่องตรงหน้าต่างหากที่อาจจะหายไป เมื่อทั้ง
สองคนมีความคิดเห็นตรงกัน พวกเขาก็ไม่รอช้า แทรกตัว
เข้าในกลุ่มคนทันที
“ยังมีหน้ามาที่นี่อีกรึ นางตัวกาลกินี”
“ข้าไม่ใช่คนทำให้อาฮุยเป็นแบบนี้เสียหน่อย ข้าแค่
อยากเข้าไปช่วยเขาในค่ายก็เท่านั้นเองนะเจ้าคะ”
“เฮอะ หมอดูเคยเตือนข้าแล้วแต่ข้าไม่ยอมเชื่อ เจ้า
มันเป็นสตรีที่มีดวงพิฆาตสามี ข้าไม่น่าให้ลูกชายหมั้น
หมายกับเจ้าเลยจริงๆ ออกไปให้พ้นบ้านข้าเดี๋ยวนี้”
“ท่านป้า ข้าขอส่งอาฮุยเป็นครั้งสุดท้าย แล้วข้าจะ
รีบออกไปทันที”
ผลั่ก!!
เนี่ยนเจินถูกผลักอย่างแรงจนล้มลงกับพื้น น้ำตาของ
นางไหลอาบแก้ม วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่จะทำพิธีให้คู่หมาย
ของนาง ทำให้นางตัดสินใจมาส่งเขา แต่กลับถูกมารดาของ
คู่หมายขัดขวาง
“สตรีคนนี้มีดวงกินสามี หากใครได้นางไปเป็น
ลูกสะใภ้จะเสียใจไปทั้งชาติแน่ๆ ตอนเด็กหมั้นหมายกับ
เสี่ยวซุนลูกชายคนโตบ้านสกุลเนี่ย ก็ตกน้ำเสียชีวิต ตอนนี้
หมั้นหมายกับลูกชายของข้าไม่ถึงครึ่งปีเขาก็เสียชีวิตอีก
เฮอะ”
เนี่ยนเจินไม่คิดว่านี่คือความผิดของตัวเอง แต่นางก็
เลือกที่จะเงียบ คนที่เสียใจที่สุดย่อมต้องเป็นพ่อแม่ หาก
พวกเขาสบายใจที่คิดว่าทุกอย่างเกิดขึ้นเพราะนาง นางก็
ยินดีแบ่งเบาความทุกข์ใจที่เกิดขึ้น
หลี่ซื่อทนไม่ไหวคิดจะเข้าไปช่วยแก้ต่างให้สหาย แต่
กลับถูกซูซินขวางเอาไว้ นางเดินเข้าไปพยุงเนี่ยนเจินขึ้น
ก่อนจะเอ่ยว่า
“สงครามมีใครบ้างไม่สูญเสีย ท่านป้าบอกว่าแม่นาง
ผู้นี้มีดวงร้ายทำให้บุตรชายของท่านตาย ข้าขอถามหน่อย
ว่าหากนางไม่เข้าไปท่านแน่ใจได้อย่างไรว่าบุตรชายของ
ท่านจะรอด หากนางไม่เข้าไปช่วยผู้บาดเจ็บจะเกิดอะไร
ขึ้น?”
หลังจบคำของซูซินชาวบ้านหลายคนต่างก็พยักหน้า
เห็นด้วยก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า
“บุตรชายข้าเล่าว่าเขารอดมาได้เพราะมีหมอหญิงมา
ช่วยเขาไว้”
“ใช่ๆ บุตรชายข้าก็เหมือนกัน ตอนแรกข้าคิดไว้ว่า
หากบุตรชายข้าหายดีจะพาไปขอบคุณแม่นางที่บ้านอยู่
เลย”
“โอ้ว นี่มันเทพธิดาต่างหากเล่า”
จากคนที่โดนหาว่าเป็นตัวโชคร้ายกลับกลายเป็น
เทพธิดาภายในคำพูดเดียวของซูซิน หลี่ซื่อที่ได้เห็นก็อ้า
ปากค้างพูดอะไรไม่ออก มิน่าล่ะพี่สะใภ้ถึงห้ามเขาไว้ หาก
เป็นเขาที่เป็นคนออกตัวแล้วล่ะก็ แทนที่จะทำช่วยพูดให้
เนี่ยนเจินดูดีขึ้น อาจจะดูแย่ลงเสียมากกว่า
หญิงวัยกลางคนที่เพิ่งเสียบุตรชายไป เมื่อไม่มีที่ให้
โทษก็รู้สึกไม่ยินยอม เพราะนางอยากให้บุตรชายไปเป็น
ทหารทั้งๆ ที่เขาไม่ชอบ แต่นางยอมรับไม่ได้หรอกว่านาง
ต้องเสียบุตรชายไปเพราะตัวเอง ดังนั้นนางจึงเอ่ยขึ้นว่า
“หากพวกเจ้าคิดว่าสตรีผู้นี้ไม่ใช่ตัวโชคร้ายจริง มีใคร
กล้ารับนางไปเป็นสะใภ้หรือไม่!?!”
ทุกคนที่ได้ยินเช่นนั้นต่างมองหน้ากัน แม้พวกเขาจะ
รู้สึกว่าที่บุตรชายบ้านนี้ตายไม่ใช่ความผิดของเนี่ยนเจิน แต่
เรื่องที่คู่หมายของเนี่ยนเจินเสียชีวิตไปแล้วสองคนนั้นเป็น
เรื่องจริง ดังนั้นพวกเขาจึงไม่มีใครกล้าเสี่ยงรับนางไปเป็น
สะใภ้
เนี่ยนเจินไม่ได้รู้สึกผิดหวังกับปฏิกิริยาของเหล่า
ชาวบ้าน คู่หมายของนางเพิ่งตาย หากมีคนยินดีรับนางไป
เป็นสะใภ้ถึงจะแปลก
ซูซินเองก็ไม่ได้เอ่ยสิ่งใดออกมา นางเองก็รู้สึกถูก
ชะตากับเด็กสาวผู้นี้อยู่เหมือนกัน แต่การรับสะใภ้เข้าบ้าน
ไม่ใช่เรื่องเล็ก ตอนนี้คนที่ยังไม่มีคู่หมายในบ้านตระกูลหลี่
มีอยู่สองคน คือหลี่ซาน และหลี่ซื่อ
เมื่อพูดถึงหลี่ซานจะว่าไม่มีคู่หมายก็ไม่ถูก ถึงไม่มีคู่
หมายแต่มีคนที่หมายตาเอาไว้แล้ว ทำให้ตอนนี้คนที่ยังไม่มี
คู่หมายจริงๆ มีเพียงหลี่ซื่อ ซึ่งนางไม่รู้ว่าอีกฝ่ายคิดอย่างไร
กับแม่นางน้อยผู้นี้
หลี่ซื่อเองก็ไม่เอ่ยสิ่งใดออกมา ทำได้เพียงมองซูซินที่
พาเนี่ยนเจินกลับบ้าน ท่ามกลางสายตาสงสารของ
ชาวบ้านผู้กำลังมุงดู หญิงวัยกลางคนผู้นั้นเมื่อเห็นว่าไม่มี
ใครยอมรับหญิงสาวเป็นสะใภ้ก็หัวเราะได้ใจ
“หึ ใครจะไปอยากได้ตัวซวยอย่างเจ้าเป็นสะใภ้กัน ”
หญิงวัยกลางคนยืนบ่นพึมพำอยู่หน้าบ้านก่อนจะ
เดินเข้าบ้านด้วยอารมณ์ขุ่นมัว
—————-
หลายวันผ่านไป…
เสียงดนตรีกึกก้องฟังแล้วคึกคักดังไปทั่วถนนในเมือง
ทังโจว ผู้คนต่างมุงดูว่าเกิดอะไรขึ้น
“นี่มันขบวนอะไรกันน่ะ”
“ดูเหมือนจะเป็นขบวนสินสอดนะ”
“ขบวนสินสอดอะไรจะยาวขนาดนี้ ไม่ใช่จะไปขอ
บุตรสาวเจ้าเมืองหรือเนี่ย”
“บ้าเรอะ บุตรสาวเจ้าเมืองยังไม่สองขวบเลย”
ชาวบ้านต่างคาดเดากันไปต่างๆ นานา จนขบวน
สินสอดหยุดลงที่หน้าร้านขายยาของบ้านของเนี่ยนเจิน
บิดามารดาของนางออกจากบ้านมาด้วยความงุนงง ก่อน
จะเอ่ยถามว่า
“พวกท่านมาผิดบ้านหรือไม่ขอรับ”
“บุตรสาวของท่านมีนามว่าเนี่ยนเจินใช่หรือไม่เล่า?”
“ข…ขอรับ”
“เช่นนั้นก็ไม่ผิดหรอก เรายกสินสอดมาสู่ขอเนี่ยน
เจินให้บุตรชายคนที่สี่ ของเรา”
“ห๊ะ ส…สู่ขอ!?!”
สองเสียงเอ่ยขึ้นพร้อมกันอย่างตกตะลึง ไม่กี่วันก่อน
บุตรสาวของพวกเขาเพิ่งถูกคนบ้านคู่หมายด่าว่า
เสียๆหายๆ ทำให้ไม่มีใครกล้าทาบทามบุตรสาวของพวก
เขา ถึงมีก็มีแต่พวกไม่ได้เรื่องจนพวกเขาต้องไล่ตะเพิด
ออกไป
ใครจะไปคิดว่าจู่ๆ จะมีคนยกสินสอดขบวนยาว
เหยียดมาสู่ขอบุตรสาวเช่นนี้
“จะไม่เชิญพวกเราเข้าข้างในหน่อยหรือ?”
หลี่หลินผู้เป็นมารดาเอ่ยเย้าหยอกด้วยสีหน้ายิ้มๆ
ทำให้อีกฝ่ายละล่ำละลัก รีบพาแขกเข้าไปคุยในบ้าน เนี่ยน
เจินที่รู้ว่าใครมาสู่ขอตนเองก็ตกตะลึงนางเคยคิดว่าหลี่ซื่อ
เป็นเพียงหมอชาวบ้านธรรมดา ไม่คิดว่าเขาจะเป็น
น้องชายของคหบดีอันดับหนึ่ง
ก่อนหน้านี้หลี่ซื่อเองก็ชอบหมกตัวอยู่กับบ้านเพื่อ
ค้นคว้าหาวิธีรักษามารดา ทำให้คนทั่วไปไม่ค่อยได้พบเห็น
หน้าค่าตาของเขา คนส่วนใหญ่จะรู้จักเขาในนามหมอหลี่
นอกจากจะตกใจในฐานะของอีกฝ่ายแล้ว สิ่งที่นาง
ตกตะลึงไม่น้อยกว่านั้นคือเขากำลังมาสู่ขอนาง คนที่ใครๆ
ต่างก็ไม่กล้ามาทาบทาม
“พวกท่านไม่กลัวว่าข้าคือตัวโชคร้ายหรือเจ้าคะ”
“ถ้ากลัวพวกเราจะมาอยู่ที่นี่หรือแม่หนู”
เนี่ยนเจินที่ได้ยินเช่นนั้นก็ยิ้มออกมา ทำให้หน้าตา
ของนางน่ามองจนหลี่หลินพยักหน้ากับตัวเอง สะใภ้คนนี้ก็
น่ารักดีเหมือนกันนะ นางได้แต่คิดในใจ และพูดคุย
รายละเอียดการหมั้นหมาย ท่ามกลางความเขินอายของคู่
หมายคู่ใหม่อย่างหลี่ซื่อกับเนี่ยนเจิน
หลี่ซานที่รู้ข่าวว่าน้องชายคนที่สี่ได้หมั้นหมายกับ
สาวในเมืองทังโจวก็รู้สึกตาร้อนผ่าว มุ่งหน้าเข้าไปกอดขา
อ๋องสามขอหมั้นหมายกับบุตรสาวของเขา แต่ยังไม่ทันจะ
เอ่ยสิ่งใดออกไปก็ถูกเข้าใจผิดว่าหลี่ซานชอบบุรุษ จนถูก
เตะโด่งออกจากจวน กว่าจะอธิบายให้เข้าใจได้ ต้องใช้ทั้ง
แรงกายแอบปีนเข้าไป และใช้ทั้งแรงวาจาเอ่ยอธิบาย
สุดท้ายเพราะความใจร้อนทำให้อ๋องสามขอดู
พฤติกรรมของเขาไปอีกสักระยะหนึ่ง…