หลี่เป่าน้องสาวคนเล็ก - บทที่ 21 ร้องเรียน(2)
ตระกูลหลี่ถูกนำตัวเข้ามารออยู่ด้านในศาลกลาง
เมือง เนื่องจากใต้เท้าอูถูกปลดจากตำแหน่งและอยู่
ระหว่างรอผู้รักษาการแทนคนใหม่ ทำให้ผู้ทำหน้าที่ใต้เท้า
ประจำศาลในวันนี้คือเจ้าเมืองทังโจว ทำให้ต้องใช้เวลา
พอสมควรกว่าจะเริ่มต้นพิจารณาคดีร้องเรียนได้
เป่าเปามองไปรอบๆ ด้วยความสนใจ แต่ไม่ได้
ตื่นเต้นมากเหมือนคนอื่นๆชีวิตก่อนเป่าเปาเคยทำงาน
ร่วมกับทางการบ้าง แต่ส่วนใหญ่จะทำงานในฐานะเงาที่
คอยคุ้มกันผู้อื่น เพราะนั่นคือส่วนหนึ่งของการฝึกฝน
เช่นกัน
ปกติแล้วเมื่อมีการเปิดศาลไต่สวนเรื่องราวต่างๆ จะ
มีการเปิดประตูเพื่อแสดงความโปร่งใสให้ประชาชน
ภายนอกได้รับรู้ ครั้งนี้ก็เช่นกันประตูถูกเปิดกว้างออกเผย
ให้เห็นผู้ร้องทุกข์นั่งอยู่ด้วยกันห้าชีวิต
“นั่นพวกเขาร้องเรียนเรื่องอะไรกันน่ะ”
“เห็นว่าถูกคนตระกูลตู้ทำร้ายนะ”
“ตระกูลตู้อีกแล้วรึ เฮ้อ แค่ดูก็รู้แล้วว่าคนพวกนี้
ร้องเรียนไม่สำเร็จหรอก”
“นั่นน่ะสิถึงชนะคดีได้ก็คงใช้ชีวิตอยู่ได้ไม่ยาวหรอก
น่าสงสารจริงๆ”
เสียงซุบซิบของชาวบ้าน ทำให้สองสามีภรรยาเริ่ม
ยืนไม่ติด ตอนที่พวกเขาตัดสินใจมาร้องเรียนเพราะโกรธ
เแค้นที่บุตรชายถูกทำร้าย ทั้งยังมีคำพูดของเป่าเปา ทำให้
พวกเขาตัดสินใจมาอยู่ที่นี่ แต่เมื่อคิดตามคำพูดของผู้อื่น
พวกเขาก็เริ่มกังวลใจขึ้นมาทันที แม้จะชนะคดีความได้จริง
แล้วต่อไปจะใช้ชีวิตประจำวันอย่างราบรื่นได้อีกหรือ
ยังไม่ทันที่พวกเขาจะเปลี่ยนใจ เจ้าเมืองทังโจวก็ได้
เดินทางมาถึงภายในศาล ก่อนจะนั่งลงตำแหน่งสูงสุดและ
เอ่ยขึ้นว่า
“พวกเจ้าที่นั่งอยู่คือใคร มาร้องเรียนด้วยเรื่องอันใด”
เสียงทรงพลังทำให้ผู้คนที่ได้ยินรู้สึกหวั่นเกรง มีเพียง
เป่าเปาที่ไม่ได้รับผลกระทบ นางมองไปที่ท่านพ่อและท่าน
แม่ที่ยืนตัวเกร็งอยู่ด้านข้างก่อนจะยกมือขึ้นทำความเคารพ
แล้วเอ่ยขึ้นว่า
“คารวะท่านเจ้าเมือง ข้าน้อยหลี่เป่าลูกสาวคนเล็ก
ของตระกูลหลี่ วันนี้ข้าต้องการมาร้องขอความเป็นธรรมให้
พี่ชายที่ถูกคนชั่วทำร้ายเจ้าค่ะ”
“…….”
“อืมหลี่เป่า เจ้าจงเล่าเรื่องราวทั้งหมดออกมา”
เป่าเปาเอ่ยเล่าเรื่องราวทั้งหมดอย่างไม่ติดขัด นางไม่
ลืมที่จะเอ่ยเรื่องความขัดแย้งกันของครอบครัวตัวเองกับ
ตระกูลตู้จนเจ้าเมืองทังโจวหลี่ตามองเด็กหญิงตัวน้อยที่อยู่
กลางลานด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย ปกแล้วแม้แต่
ผู้ใหญ่ยังรู้สึกเกรงกลัวเสียงของเขา แต่เด็กหญิงตัวน้อยผู้นี้
กลับไม่เกรงกลัว ทั้งยังพูดจาฉะฉานราวกับผู้ใหญ่คนหนึ่ง
อีกด้วย แต่เขาก็ตีสีหน้านิ่งขรึมทำหน้าที่ของตัวเองต่อไป
“เจ้ารู้ใช่หรือไม่ หากเจ้าไม่พยานหรือหลักฐานที่
เพียงพอ พวกเจ้าอาจจะถูกขับเข้าไปอยู่ในคุก”
“หากข้าไม่มั่นใจข้าจะไม่ยืนอยู่ที่นี่เจ้าค่ะ”
“งั้นเจ้ามีพยานหรือหลักฐานหรือไม่?”
เป่าเปาเอ่ยถึงข้อสันนิษฐานที่เป็นไปได้ รวมถึงผู้ที่น่า
สงสัย
“เรียนใต้เท้า ก่อนจะถามหาพยานกับหลักฐาน เรา
ควรเชิญผู้ต้องสงสัยมาสอบถามก่อนดีหรือไม่เจ้าคะ?”
เจ้าเมืองทังโจวชะงักไปนิดหนึ่ง ก่อนจะกระแอม
ออกมาแล้วสั่งให้ทหารไปตามตัวตู้เหิงผู้ถูกกล่าวหามาให้
ปากคำ เขายกชาขึ้นจิบระหว่างรอคนไปนำตัวตู้เหิงมา
จังหวะนั้นก็แอบเหลียวมองเด็กหญิงตัวน้อยที่ยืนสงบนิ่งอยู่
กลางศาล
ไม่เพียงแค่เจ้าเมืองทังโจวที่รู้สึกประหลาดใจ แม้แต่
ชาวบ้านทั่วไปและคนในครอบครัวของนางเองก็รู้สึก
ประหลาดใจไม่แพ้กัน ถึงแม้เป่าเปาจะเป็นเด็กช่างเจรจา
แต่ไม่คิดว่านางจะมีความสามารถในการสื่อสารได้ดีขนาด
นี้ ไม่มีแม้แต่ความตื่นเต้นหรือตื่นกลัว ทำให้ผู้คนใน
ครอบครัวรู้สึกผิดที่ให้ลูกสาวคนเล็กเป็นคนออกหน้า
ต่อมาเมื่อตู้เหิงเข้ามา คนที่คอยตอบคำถามจึงเป็น
บิดาและมารดาของนางแทน
“กล้าดีอย่างไรมากล่าวหาข้า ไอ้พวกไม่รู้จักเจียมตัว
หลังจบเรื่องนี้ข้าจะแจ้งขังพวกเจ้าทั้งครอบครัวเลย”
ตู้เหิงเอ่ยขึ้นด้วยความโมโห เขากำลังเสี่ยงดวงอยู่ใน
บ่อนแต่กลับถูกคนเหล่านี้มารบกวน เหล่าบ่าวรับใช้ก็รู้สึก
ไม่พอใจเช่นกันที่ถูกขัดขวางเวลาพักผ่อนของพวกเขา
นานๆ ทีจะมีโอกาสเช่นนี้สักครั้งหนึ่ง
“อยู่ในศาลอย่าปากกล้าให้มากนัก”
เจ้าเมืองทังโจวเอ่ยเตือน บุรุษผู้มาใหม่คนนี้เป็นถึง
บุตรชายของคหบดีใหญ่ในเมืองทังโจว ตัวของเขาเองก็ไม่
อยากมีปัญหากับคนเหล่านี้มากนัก
“ขออภัยขอรับ”
“ในเมื่อผู้ที่เจ้ากล่าวหาได้มาถึงแล้ว เช่นนั้นก็เอ่ยถึง
พยานหรือหลักฐานมาได้แล้วกระมัง”
“ข้าน้อยไม่มีขอรับ”
หลี่ชุนผู้เป็นพ่อเอ่ยขึ้นอย่างซื่อตรง จนเป่าเปาที่
กำลังจะเอ่ยปากตอบถึงกับอ้าปากค้าง เจ้าเมืองทังโจวเมื่อ
ได้ยินคำตอบก็รู้สึกไม่พอใจ
“นี่พวกเจ้ากำลังล้อเล่นกับข้าอย่างนั้นหรือ!?!”
เป็นหลี่ซานลูกชายคนที่สามที่ตั้งสติได้ก่อน เอ่ยขึ้น
ว่า
“ท่านพ่อหมายความว่า พยานไม่ได้อยู่ในพวกเรา แต่
เป็นพวกชาวบ้านที่เป็นพยานให้ได้ขอรับ”
“เจ้าหมายความว่าอย่างไร??”
“เมื่อเช้านี้ใครๆ ก็คนเห็นกลุ่มบ่าวรับใช้ในตระกูลตู้
กว่าสิบคน ออกจากเมือง แล้วกลับมาสังสรรค์กันในยามอู่
ทั้งยังมีคนได้ยินด้วยว่าพวกเขาออกไปจัดการคนที่หมู่บ้าน
ซินหัวอีกด้วย”
ชาวบ้านที่ได้ยินต่างก็หันไปพูดคุยกันเสียงดัง
“ใช่ๆ เมื่อเช้าข้าก็เห็น”
“ข้าก็เห็นเหมือนกัน เหมือนจะได้ยินว่าพวกเขาจะ
ออกไปฆ่าคนด้วย ข้านี่ขนลุกซู่เลย”
“ใช่ๆ เห็นว่าจะฆ่าไม่ให้เหลือซากเลยด้วยนะ”
ยิ่งพูดยิ่งเลวร้าย สีหน้าเหล่าบ่าวรับใช้ที่ถูกกล่าวหา
ถึงกับหน้าดำคล้ำ จนมีบ่าวรับใช้คนหนึ่งตะโกนเข้าไปใน
กลุ่มชาวบ้านว่า
“พวกเราแค่จะไปสั้งสอนคน ใครมันบอกว่าจะไปฆ่า
คนกัน”
“อาปา หุบปาก”
“นี่ไงๆ คนร้ายรับสารภาพแล้ว”
หลี่ซานลูกชายคนที่สามรับเอ่ยขึ้น แต่ตู้เหิงก็ไม่มี
ท่าทีสะทบสะท้านทั้งยังเอ่ยตอบกลับไปว่า
“บ่าวรับใช้ข้าแค่บอกว่าไปสั่งสอนคน ไม่ได้บอกว่า
จะไปทำร้ายพี่ชายพวกเจ้าเสียหน่อย ตรงไหนกันที่บอกว่า
คนร้ายเป็นพวกเรา?”
“ไม่ใช่เจ้าแล้วจะเป็นใคร??”
“พี่ชายพวกเจ้าอาจจะเป็นคนชั่วร้ายจนมีแต่คน
อยากดักทำร้ายก็เป็นได้”
“ไม่มีทาง ต้องเป็นพวกแกแน่ๆ!!”
คำพูดยียวนของตู้เหิงทำให้หลี่เอ้อลูกชายคนรอง
และหลี่ซานลูกชายคนที่สามรู้สึกหัวเสียเป็นอย่างมาก คิด
จะเข้าไปซัดหน้าตู้เหิงสักทีหนึ่ง แต่ถูกเป่าเปาดึงมือเอาไว้
หากพี่ชายทั้งสองก่อเรื่องตอนนี้ นอกจากจะไม่เป็น
ผลดีต่อพวกเราแล้ว ยังเกิดผลร้ายตามมาอีกด้วย ดังนั้น
นางจึงต้องห้ามทั้งสองเอาไว้ให้ได้
ก่อนที่เรื่องจะบานปลาย เจ้าเมืองทังโจวเอาไม้เคาะ
ที่โต๊ะทีหนึ่งเพื่อสยบความวุ่นวาย
“หยุดเดี๋ยวนี้ หากข้าไม่ถาม ไม่อนุญาตให้ใครพูดขึ้น
อีก ไม่งั้นข้าจะสั่งโบยก่อนให้พูด!!”
ผู้คนที่กำลังโต้เถียงกันถึงกับเงียบลงโดยไม่ได้นัด
หมาย แม้เจ้าเมืองทังโจวจะเป็นคนใจดี แต่เขาก็เป็นคน
เฉียบขาด พูดจริงทำจริงเสมอ
ก่อนหน้าจะมาเป็นเจ้าเมืองที่นี่ เขาเคยดูแลเมือง
ชายแดนที่เป็นเขตของเหล่าทหารมาก่อน ทำให้ความน่า
เกรงกลัวติดตัวมาตั้งแต่ตอนนั้น
เมื่อทุกคนอยู่ในความสงบ เจ้าเมืองทังโจวก็เริ่มเอ่ย
ถามต่อไปว่า
“เมื่อเช้าพวกเจ้าออกไปที่ไหนกันมา?”
บ่าวรับใช้ผู้หนึ่งที่ดูเหมือนจะเป็นผู้นำกลุ่ม ก้าว
ออกมาเอ่ยตอบอย่างไม่ติดขัดว่า
“พวกเราเพียงออกไปทำธุระให้นายน้อยที่นอกเมือง
เท่านั้นขอรับ”
“พวกเจ้าบอกได้หรือไม่ว่าธุระนั้นคืออะไร”
“เรียนใต้เท้า พวกเราเพียงจะไปเอาของจากนอก
เมืองมาให้นายน้อย แต่คนนัดกลับไม่มาตามนัด พวกเราก็
เลยกลับเข้ามาในเมืองทันทีขอรับ”
“เหตุใดพวกเจ้าต้องไปกันเยอะเช่นนี้”
“ของที่ไปรับมีน้ำหนักมาก เลยต้องใช้แรงคนหลาย
คน พวกเราเลยต้องไปกันเยอะเช่นนี้ขอรับ”
แม้ฟังดูแปลกๆอยู่บ้าง แต่ก็ไม่มีจุดไหนที่สามารถ
โต้แย้งได้ ทำให้เจ้าเมืองทังโจวหันกลับมาถามตระกูลหลี่
แทนว่า
“พวกเจ้าได้ยินทุกอย่างแล้วใช่หรือไม่ มีอะไรจะ
โต้แย้งอีก”
สองสามีภรรยาหันมองหน้ากัน เป็นหลี่หลิงผู้เป็นแม่
ที่เอ่ยขึ้นว่า
“พวกเจ้าไปรอเอาของที่ไหนกัน และของสิ่งนั้นเป็น
อะไร ใต้เท้าข้าขอให้แยกพวกเขาออกจากกัน และตอบ
คำถามนี้ เจ้าค่ะ
บ่าวชายคนเดิมรีบเอ่ยขึ้นว่า
“ทำเช่นนั้นไม่ได้ ข้าไม่ได้บอกคนอื่นๆ ว่าจะไปเอา
อะไร เพราะฉะนั้นหากถามไปแล้วได้คำตอบไม่ตรงกัน ข้า
ก็เสียเปรียบน่ะสิ”
หลี่หลิงถึงกับพูดต่อไม่ถูกคนผู้นี้ช่างเจ้าเล่ห์จริงๆ
แล้วแบบนี้พวกเขาจะทำอย่างไรกันดีหลี่ชุนผู้เป็นพ่อจึงเอ่ย
ถามขึ้นบ้างว่า
“เช่นนั้นพวกเจ้าตอบได้ไหมว่าไปเอาของที่ไหนมา”
บ่าวรับใช้กว่าสิบคนเอ่ยตอบพร้อมกันอย่างไม่ลังเล
ว่าคือหมู่บ้านซินหัว ทำให้หลี่ชุนเงียบลงไปอีกคน
เป่าเปาที่เห็นเช่นนั้นก็พยายามคิดวิธีให้คนพวกนี้
เปิดปากออกมาให้ได้ นางจึงเอ่ยขึ้นว่า
“พี่รอง พี่สาม พี่จำหน้าคนที่มาทำร้ายพี่ใหญ่ได้
หรือไม่?”
หลี่เอ้อพี่ชายรองผู้แสนซื่อส่ายหน้าเป็นคำตอบ แต่ห
ลี่ซานพี่ชายสามกลับนิ่งคิดถึงคำถามของน้องสาว ตอน
พวกเขาไปถึง คนกลุ่มนั้นต่างก็วิ่งหนีไปจนหมด
จากหลายวันมานี้ที่เขาได้อยู่กับเป่าเปา ทำให้รู้ว่า
คำถามนี้ต้องมีเหตุผลแน่นอนเขาจึงพยักหน้าเป็นคำตอบ
เป่าเปาที่เห็นพี่ชายสามเข้าใจคำถามของนางก็ยิ้มมุม
ปาก แอบยกนิ้วโป้งขึ้นในใจ ก่อนจะหันไปหากลุ่มบ่าวรับ
ใช้ตระกูลตู้ มองหาคนที่ดูท่าทางซื่อที่สุด แล้วเอ่ยขึ้นว่า
“ข้าเองก็เห็นพี่ชายคนนี้เหมือนกัน เขาถูกพี่ใหญ่เตะ
เข้าไปตั้งหลายทีจนเกือบล้มลงไปกองกับพื้นเลย”
“แม่หนูเจ้าอย่ามามั่ว เป็นพวกข้าต่างหากที่รุมเตะ
พี่ชายเจ้าจนล้มลงไปกองกับพื้นน่ะ”
“…!!”
เพราะคำสารภาพของบ่าวรับใช้แสนซื่อทำให้ตระกูล
ตู้ถูกตัดสินว่าผิดจริง ตู้เหิงรู้สึกหัวเสียเป็นอย่างมาก และ
ยอมที่จะจ่ายค่ารักษาพยาบาลหลี่ต้าบุตรชายคนโตจำนวน
สิบตำลึง แต่เป่าเปาตัวน้อยรู้สึกว่ามันยังไม่พอ
ไหนจะค่าเสียโอกาสที่พี่ชายไปทำงานไม่ได้ ค่า
เสียเวลาของพวกนางทั้งวัน บางทีพี่ชายของนางอาจถูกทำ
ร้ายจนเกิดอาการเรื้อรังลุกลามไปถึงอนาคต และยังมี
ค่าเสียหายที่ครอบครัวของเป่าเปาต้องมาถูกข่มขู่ตอนอีก
ฝ่ายเข้ามาในศาล ทำให้เด็กหญิงตัวน้อยๆ อย่างนางตกใจ
จนอาจจะนอนไม่หลับไปอีกหลายคืน นางจึงได้ยื่นข้อเสนอ
และต่อรองจนสุดท้ายแล้วค่าชดเชยทั้งหมดที่ได้รับคือยี่สิบ
ตำลึง
“เรียนท่านเจ้าเมืองบ้านของข้าน้อยไม่เคยมีเรื่องกับ
ใครมาก่อน หากหลังจากนี้มีคนมาทำร้ายพวกเรา ไม่ว่า
ทางใด ขอทุกท่านช่วยเป็นพยานว่าข้าจะสงสัยคุณชายตู้
เป็นคนแรกเลยเจ้าค่ะ”
คำส่งท้ายของเป่าเปาทำให้ตู้เหิงตวัดสายตามองนาง
ทีหนึ่ง ก่อนจะสะบัดแขนเดินจากไปด้วยความโมโห
เท่านั้นยังไม่พอ เมื่อกลับมาบ้านยังถูกบิดาอบรมเสียยก
ใหญ่ เพราะท่านเจ้าเมืองได้แวะมาเยี่ยมเยียน พร้อมทั้งเอ่ย
เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้นายท่านตู้ได้รับฟัง
เหตุการณ์ร้องเรียนที่เกิดขึ้นทั้งหมดในวันนี้ สร้าง
ความประหลาดใจให้แก่เจ้าเมืองเป็นอย่างมากใครจะ
คาดคิดว่าแค่คำพูดของเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ เพียงคำเดียว
จะทำให้คนทั้งตระกูลชนะคดี ทั้งยังได้ค่าชดเชยมากกว่า
ปกติถึงสองเท่า
ไม่ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะเป็นความตั้งใจของนาง
หรือเป็นเรื่องบังเอิญ เขาก็รู้สึกว่าเด็กผู้หญิงตัวน้อยแซ่หลี่ผู้
นี้น่าสนใจจริงๆ ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจเดินทางไปที่ตระกูลตู้
และบอกกล่าวคำเตือนบางอย่างแก่นายท่านตู้ เพื่อช่วยให้
เด็กหญิงตัวน้อยแซ่หลี่ผู้นี้ได้ใช้ชีวิตอย่างสงบต่อไป
บททึ่ 22 เงินหล่น
หลังจากได้รับค่าชดเชยจากตระกูลตู้และของขวัญ
ขออภัยอีกจำนวนหนึ่ง ทั้งห้าก็เดินทางกลับบ้านทันที
หลี่ซานพี่ชายสามกระซิบถามเป่าเปาขึ้นว่า
“น้องเล็ก ตอนนี้ครอบครัวเรามีเงินแล้ว เราควรบอก
ราคาค่ายาของพี่ใหญ่ให้ท่านแม่รู้ดีหรือไม่?”
ก่อนหน้านี้ตอนเขาไปซื้อยาให้พี่ชายคนโต ใช้เงินไป
กว่าหนึ่งตำลึง เงินเหล่านั้นคือเงินที่ยืมมาจากสหายของ
น้องสาวคนเล็ก เมื่อ ยืมเงินมาก็ต้องคืน แต่จะเอาที่ไหนไป
คืนล่ะ หากไม่ใช่ขอจากมารดาในตอนนี้
เป่าเปาส่ายหน้าก่อนจะกระซิบกลับไปว่า
“ขืนบอกไป ท่านแม่ได้รู้เรื่องทำการค้าของพวกเรา
กันพอดีดีไม่ดี อาจจะคิดว่าพี่แอบซุกเงินของครอบครัว
เอาไว้ก็เป็นได้”
“เฮ้ย แบบนี้ไม่ได้นะ”
หลี่ซานพี่ชายสามเอ่ยออกมาเสียงดัง อย่างลืมตัว
ทำให้คนอื่นๆ หันมาสนใจสองพี่น้องที่กำลังเดินรั้งท้ายอยู่
“เป่าเปา เจ้าจะให้ข้าอุ้มตลอดทางแบบนี้ไม่ได้นะ”
“ซานหลาง เจ้าเป็นบุรุษเสียเปล่า แค่อุ้มน้องสาว
นิดๆ หน่อยๆ ทำเป็นโอดครวญไปได้มาลูกรัก เดี๋ยวพ่อพา
เจ้ากลับบ้านเอง ”
หลี่ชุนผู้เป็นพ่อเอ่ยขึ้น เขารับเป่าเปามาขี่ไว้ที่คอ
ก่อนจะพูดขึ้นอีกว่า
“เห็นมั้ย ไม่มีใครรักเจ้าเท่าพ่อคนนี้อีกแล้ว พ่อจะพา
เจ้าขี่หลังจนกว่าจะถึงบ้านเลย”
“ท่านพ่อจะพาข้าขี่หลังจนถึงบ้านจริงๆ หรือเจ้าคะ?”
“แน่นอน หากไม่ถึงบ้านพ่อจะไม่ปล่อยลงเด็ดขาด”
“ท่านพ่อสัญญาแล้วนะเจ้าคะ”
“แน่นอน สัญญาลูกผู้ชายเลย”
เป่าเปายิ้มมุมปากอย่างเจ้าเล่ห์ ก่อนจะอ้อนขอให้
บิดา พาไปดูนั่น เดินผ่านนี่ วนไปนู่นที ไปนี่ที
“เรากลับบ้านกันเถอะ”
“แต่ข้าอยากเห็นกระต่ายในป่านี่เจ้าคะ ข้าไม่สบาย
มานานจนไม่เคยไปไหน ไม่รู้ชาตินี้จะมีโอกาสได้เห็น
หรือไม่”
เมื่อได้ยินคำพูดของลูกสาวสุดที่รัก หลี่ชุนผู้เป็นพ่อก็
เกิดแรงฮึด ขอแยกทางพาเป่าเปาขี่คอวนไปที่ชายป่า
สุดท้ายกว่าเขาจะได้กลับถึงบ้าน ก็ถูกเป่าเปาฝึกร่างกาย
จนเกือบลุกไม่ขึ้นในวันถัดไป
———
หลายวันผ่านไปหลังเรื่องร้ายๆ จบลง เรื่องน่ายินดีก็
เข้ามาแทน ตอนแรกที่เคยตกลงว่าจะไปสู่ขอหมิงจูหลังฤดู
เก็บเกี่ยวจบลง ก็สามารถล่นระยะเวลามาเป็นอีกหนึ่ง
เดือนข้างหน้า
ที่ยังไม่ได้ไปสู่ขอในตอนนี้ เพราะห้องนอนใน
ครอบครัวมีไม่พอจะแยกให้เป็นห้องของคู่แต่งงานใหม่ ทำ
ให้บ้านตระกูลหลี่ต้องจัดการเรื่องนี้ให้แล้วเสร็จเสียก่อน
ถึงจะสามารถรับสะใภ้เข้ามาได้
การขยับขยายต่อเติมห้องในยุคสมัยนี้ไม่ได้ยุ่งยาก
มากนัก ตระกูลหลี่มีบุรุษมากมายอยู่แล้ว ขาดแต่ไม้ที่เป็น
ตัวหลักในการต่อเติมครั้งนี้
เป่าเปาเป็นคนอาสาจัดตารางทำงานให้กับเหล่าบุรุษ
ในการต่อเติมบ้านครั้งนี้ ซึ่งหลี่หลิงผู้เป็นแม่เองไม่ได้
คัดค้าน เพราะคิดว่าเป็นการละเล่นของเด็ก ผ่านไปพัก
หนึ่งนางก็คงเบื่อไปเอง
แต่ใครจะไปรู้ว่าการขอจัดการในครั้งนี้ของลูกสาว
คนเล็กมีบางอย่างแอบแฝงอยู่ด้วย นอกจากเป่าเปาจะช่วย
ให้ห้องหอของพี่ชายใหญ่สำเร็จแล้ว นางยังจัดตารางฝึกให้
ท่านพ่อ ท่านอา และเหล่าพี่ชายของนางอีกด้วย
“ท่านพ่อเจ้าคะ ข้าว่าพี่ชายใหญ่แข็งแรงกว่าท่านอีก
นะ เจ้าคะ”
“เหตุใดลูกถึงคิดเช่นนั้น”
“ก็พี่ชายใหญ่ขนไม้ทีละสามท่อนเลยน่ะสิเจ้าคะ
แข็งแรงมากเลยจริงๆ”
“เฮอะ แค่นั้นเอง พ่อสามารถขนได้เป็นสิบเลยคอย
ดู”
แล้วหลี่ชุนผู้เป็นพ่อก็ลุกไม่ขึ้นไปอีกสองวันหลังจาก
นั้น
—‐—-
ณ จวนตระกูลจิ้น
ตอนนี้ผ่านไปเกือบหนึ่งเดือนแล้วที่จิ้นอัน หลานชาย
คนเดียวในบ้านออกเดินทางไปศึกษากับอาจารย์ฮุ่ยที่เมือง
ทังโจว
อีกไม่กี่วันจะเป็นวันก็จะเป็นวันครบรอบวันเกิดของ
เขา ดังนั้นฮูหยินผู้เฒ่าจึงตัดสินใจออกเดินทางเพื่อไปฉลอง
กับหลานชายที่เมืองทังโจว โดยมีนายผู้เฒ่าอย่างจิ้นฝูขอ
ตามไปด้วยอีกคน
“เจ้าช่างเป็นภรรยาที่งดงามขึ้นทุกวันจริงๆ เมื่อก่อน
สวยเท่าไหนตอนนี้ก็แก่…เอ้ย สวยเท่าเดิมไม่เปลี่ยนเลย
พวกเจ้าว่ามั้ย”
เหล่าข้ารับใช้ได้แต่ก้มหน้าอมยิ้ม แต่ไม่มีใครเอ่ย
ตอบ ฮูหยินผู้เฒ่าไม่ได้สนใจคำพูดไร้สาระของสามี นาง
กำลังปรึกษากับลูกสะใภ้เกี่ยวกับของที่ต้องเตรียมไปใน
ครั้งนี้
“ข้านี่ช่างโชคดีจริงๆ ที่มีภรรยาดีเช่นเจ้า จะดีกว่านี้
หากภรรยาที่แสนดีพาข้าไปด้วย”
เขาเหลือบตามองภรรยาของตัวเองทีหนึ่ง เมื่อเห็น
ว่าอีกฝ่ายไม่สนใจก็เอ่ยต่อขึ้นอีกว่า
“ข้าเนี่ยมันคนวาสนาดีมากเลยนะที่…”
“หากท่านยังไม่เงียบ ก็อยู่เฝ้าจวนกับลูกท่านเสีย
เถอะ”
“…”
จิ้นฝูที่กำลังจะพูดต่อ ปิดปากลงทันที ไม่มีเสียงเล็ด
ลอดออกมาจากปากของเขา คำพูดของภรรยาเมื่อครู่
หมายความว่าเขาสามารถไปเยี่ยมหลานชายพร้อมภรรยา
และลูกสะใภ้ได้แล้วใช่หรือไม่
เมื่อคิดได้ดังนั้นจิ้นฝูก็รีบวิ่งออกไปที่ห้องของตัวเอง
เพื่อจัดเตรียมของสำคัญที่ต้องนำติดตัวไปด้วย ทั้งยังส่ง
เสียงโห่ร้องอย่างดีใจไปตลอดทาง
ฮูหยินผู้เฒ่าที่เห็นเช่นนั้นก็ได้แต่ส่ายหน้าอย่างอ่อน
ใจในพฤติกรรมของสามี ก่อนกันมาสนทนากับลูกสะใภ้ว่า
“หลายวันมานี้มีคนแวะเวียนมามาก เจ้าต้องระวังๆ
หน่อยนะ เข้าใจหรือไม่?”
“เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ”
ช่วงนี้มีเหตุการณ์หลายอย่างเกิดขึ้นในวังหลวง ทำ
ให้ขุนนางเริ่มมีการแบ่งฝั่งแบ่งฝ่ายกันออกไป เสนาบดีจิ้
นเองก็เป็นหนึ่งในขุนนางที่มีอิทธิพลลำดับต้นๆ ทำให้เหล่า
ขุนนางพากันมาหยั่งเชิงที่จวนแห่งนี้
เมื่อเห็นสถานการณ์น่าลำบากใจเช่นนี้ ฮูหยินผู้เฒ่าจิ้
นจึงตัดสินใจพาคนในตระกูลไปเยี่ยมหลานชายที่อยู่ต่าง
เมือง เพื่อหลบเลี่ยงผู้คนที่จะเข้ามาหา มีเพียงบุตรชายของ
นางเท่านั้นที่ยังทำงานและไม่ได้ตามไปด้วย
ถึงจะเป็นอย่างนั้นนางก็ไม่ได้กังวลใจมากนัก เพราะ
บุตรชายของนางสามารถอ้างว่าทำงานอยู่จึงไม่สะดวก
รับแขกได้ แต่หากมีนายคนอื่นอยู่ด้วยจะไม่สามารถเอ่ย
ปฏิเสธเช่นนี้
ทางด้านนายผู้เฒ่าจิ้นที่วิ่งมาถึงห้องนอนก็พุ่งตรงเข้า
ไปที่ตู้เสื้อผ้าทันที เขาไม่ได้ตั้งใจมาเก็บเสื้อผ้าหรอกนะ แต่
เขาตั้งใจมาเอาเงินที่แอบไว้ใต้ตู้เสื้อผ้าเพื่อนำติดตัวไปด้วย
ต่างหาก
เมื่อก้มลงดูใต้ตู้ก็พบว่าเงินที่แอบไว้ยังคงอยู่ดี แม้มัน
จะมีไม่มากแต่ก็ทำให้เขารู้สึกอุ่นใจขึ้นเมื่อมีมันอยู่โชคดี
จริงๆ ที่ภรรยาของเขาไม่รู้ จิ้นฝูยิ้มกว้างออกมาก่อนจะซุก
มันเอาไว้ในแขนเสื้อ แล้วก็เดินยิ้มร่าอย่างมีความสุขไปหา
ภรรยาของเขา
“ข้าพร้อมที่จะไปหาหลานชายแล้ว”
ฮูหยินผู้เฒ่าจิ้นมองหน้าสามีทีหนึ่งก่อนจะหันไป
บอกให้พ่อบ้านตรวจสัมภาระเตรียมตัวเดินทาง
เสนาบดีจิ้นผู้เป็นบุตรชายไม่ได้ไปทำงานในวันนี้
เพราะต้องการอยู่ส่งบิดามารดาและภรรยาออกเดินทาง
ได้ช่วยดูความเรียบร้อยก่อนออกเดินทางอีกครั้ง หลัง
พบว่าไม่มีปัญหาใดๆ ทั้งสามก็เริ่มออกเดินทางทันที
จากเมืองหลวงไปเมืองทังโจว หากเดินทางด้วยรถม้า
โดยไม่หยุดพักจะใช้เวลาเดินทางประมาณสองวันสองคืน
แต่เดินทางเป็นขบวนทั้งยังมีการหยุดพักเป็นระยะๆ น่าจะ
ใช้เวลาเดินทางประมาณสี่ถึงห้าวัน
“โอ้วนี่มันขนมอะไรกัน ฮูหยินเจ้าไม่คิดจะซื้อมัน
หน่อยหรือ?”
“ท่านอยากกินก็ซื้อกินเอาเองสิข้าไม่ได้อยากกินเสีย
หน่อย”
“ข้าจะเอาเงินจากไหนมาซื้อได้ล่ะ?”
“ก็เงินใต้ตู้เสื้อผ้าที่ท่านทำหล่นเอาไว้ไงล่ะ อย่าบอก
นะว่าไม่ได้หยิบมา?”
“…”
แม้เขาจะอยู่ในสถานะผู้นำ แค่ทุกการกระทำ มันอยู่
ในสายตาของเมีย เฮ้อ…