หย่ารักประธานฉี - บทที่ 169 ไม่เคยรักเลย
บทที่ 169 ไม่เคยรักเลย
“ส่าวฉิง ฉันขอร้องล่ะ เห็นแก่จวินถิงอย่าให้พวกเขาพาฉันไป จวินถิงเพิ่งฟื้นต้องการการดูแล” เหมือนจับฟางเส้นสุดท้าย เซี่ยงหว่านรีบคว้าแขนฉีส่าวฉิงอ้อนวอน แต่สีหน้าเย็นชาของฉีส่าวฉิงไม่เปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อย
“ก็เพราะการดูแลของเธอนั่นแหละ จวินถิงถึงได้นอนอยู่ที่นี่!”
เห็นท่าทีเด็ดขาดของเขา เซี่ยงหว่านยิ่งรู้สึกตื่นตระหนก มือไปดึงฉีจวินถิงทันที
ฉีจวินถิงเจ็บจนริมฝีปากเม้มแน่นแต่ไม่ได้สะบัดออก รอจนความเจ็บผ่านไปจึงหันไปมองลู่จั่นเหยียนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ “คุณป้าลู่ครับ”
เสียงอ่อนแรงดังมาถึงหูลู่จั่นเหยียน เธอถึงกับตกใจ “เธอเรียกฉันเหรอ?”
“ครับ”
ฉีจวินถิงพยักหน้า ริมฝีปากแห้งแตกมีเลือดซิบพูดอีกครั้ง “คุณป้าลู่ช่วยพยุงผมลุกขึ้นได้ไหมครับ?”
“……”
ได้ยินคำขอแบบนั้น เธอมองไปที่ฉีส่าวฉิงทันที เห็นเขาไม่ได้ว่าอะไรจึงค่อย ๆ เดินไปที่เตียงแล้วค่อย ๆ พยุงฉีจวินถิงลุกขึ้น
ถ้าเป็นผู้ใหญ่นอนมาครึ่งเดือนกว่า แม้จะฟื้นแล้วก็ต้องใช้เวลาอีกหนึ่งหรือสองวันถึงจะลงจากเตียงได้ แต่กลับเป็นเด็กที่มีความน่าประหลาดใจมากกว่าผู้ใหญ่
ใบหน้าของฉีจวินถิงแดงก่ำด้วยความเจ็บปวด แต่ก็ยังพยายามขยับลงจากเตียง ตอนที่ลู่จั่นเหยียนกำลังจะถามว่าเขาจะทำอะไร เด็กน้อยก็ทรุดตัวลงคุกเข่าตรงหน้าเธอ
ไม่เพียงแค่ลู่จั่นเหยียน แม้แต่เซี่ยงหว่านก็ตกใจ ยื่นมือจะพยุงเขาขึ้นมา แต่กลับถูกผลักเบา ๆ “จวินถิง ลูกกำลังทำอะไร?”
“คุณป้าลู่ครับ ผมเองที่ไม่ระวังล้มบาดเจ็บ คุณแม่เข้าใจผิด… ผมขอโทษแทนคุณแม่นะครับ ขอร้องล่ะครับ ช่วยยกโทษให้แม่ผมได้ไหมครับ?”
เสียงแหบแห้งราวกับทุกครั้งที่พูดกำลังฉีกคอ แต่ฉีจวินถิงก็พยายามพูดจนจบประโยค ลู่จั่นเหยียนมองร่างเล็ก ๆ ที่คุกเข่าตรงหน้า หัวใจเหมือนถูกมือใหญ่บีบแน่น คิ้วขมวดเข้าหากัน
ในตอนนี้ถ้าคนที่คุกเข่าตรงหน้าเธอเป็นเซี่ยงหว่าน ต่อให้ศีรษะแตกเธอก็จะไม่ลังเลแม้แต่น้อย แต่คนที่คุกเข่าตรงหน้าเธอกลับเป็นเด็กที่ไร้เดียงสาและน่าสงสาร
“คุณป้าลู่ครับ แม่ผมไม่ได้ตั้งใจ คุณป้ายกโทษให้คุณแม่ได้ไหมครับ อย่าให้ลุงตำรวจพาคุณแม่ไปเลยนะครับ”
ร่างกายของฉีจวินถิงสั่นเทา แต่ในดวงตากลับเปล่งประกายความหวัง กระทบความอ่อนโยนในฐานะแม่ของเธอ จมูกแสบร้อน เธอจึงค่อย ๆ เอ่ยปาก
“แม่ของเธอถูกพาตัวไปเพราะทำร้ายเธอนะ”
การทำร้ายร่างกายแบบนี้น่ากลัวกว่าการทำร้ายทุกอย่าง เมื่อมีครั้งแรกก็จะมีครั้งต่อ ๆ ไป
“ไม่ใช่ครับ คุณแม่ไม่ได้ทำร้ายผม ลุงตำรวจครับ คุณแม่เป็น…”
ฉีจวินถิงพูดแล้วหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองไปทางตำรวจที่อยู่ข้าง ๆ “…เป็นคนที่รักผมมากที่สุด”
เซี่ยงหว่านฟังจบแล้วน้ำตาก็ไหลพรั่งพรูออกมา เธอรีบกอดฉีจวินถิงไว้ในอ้อมกอด แต่ร่างเล็ก ๆ ที่ถูกกอดไว้กลับเกร็งตัว ดวงตาที่เงียบสงบจนเกือบจะเย็นชาไม่ขยับเขยื้อน
คุณแม่เคยบอกว่าแม่เป็นคนที่รักเขามากที่สุดในโลกนี้ แม้ว่าคุณแม่จะทำร้ายเขาก็ตาม
ตำรวจเห็นสถานการณ์แบบนี้ก็ไม่รู้จะจัดการอย่างไร ได้แต่มองไปทางฉีส่าวฉิงที่กำลังเงียบอยู่ “คุณชายฉี?”
เขามองแม่ลูกที่คุกเข่าอยู่บนพื้น ความเย็นชาในดวงตาเปลี่ยนเป็นความกดดันและซับซ้อนที่ทำให้ใจหยุดเต้น ผ่านไปสักพัก ริมฝีปากจึงเอ่ยขึ้น “พวกคุณกลับไปก่อนเถอะ”
“รับทราบครับ”
ตำรวจพยักหน้า แล้วรีบเรียกลูกน้องออกจากห้องผู้ป่วยทันที
ฉีส่าวฉิงยอมประนีประนอม ลู่จั่นเหยียนควรจะผิดหวังหรือแม้แต่โกรธด้วยซ้ำ แต่ตอนนี้กลับไม่มีความรู้สึกที่ควรจะมีเลยสักนิด
เธอหวังให้เซี่ยงหว่านได้รับการลงโทษมากกว่าใคร แต่เมื่อเห็นฉีจวินถิงที่คุกเข่าอยู่บนพื้น ตัวเล็ก ๆ แต่ใช้พลังทั้งหมดที่มีปกป้องคนที่รักที่สุด ในชั่วขณะนั้น เธอก็ไม่อาจใจร้ายทำใจให้เย็นชาได้
เธอเป็นแบบนี้ และเชื่อว่าฉีส่าวฉิงก็คงเป็นเช่นกัน
เธอหันหลังเงียบ ๆ มองนักข่าวที่ยังคงถ่ายภาพและบันทึกวิดีโออย่างไม่หยุดหย่อน แล้วเดินออกจากห้องผู้ป่วยไป
นักข่าวในสังกัดของผานไห่ ดูเหมือนจะได้รับคำสั่ง ต่างพากันเก็บอุปกรณ์ในมือแล้วออกไปด้วย งานที่เจ้านายสั่งพวกเขาก็ถือว่าทำเสร็จแล้ว
ประตูห้องผู้ป่วยปิดลง ฉีส่าวฉิงมองแม่ลูกที่ยังคงคุกเข่าอยู่บนพื้น หัวคิ้วขมวดเข้าหากันแน่นขึ้นเรื่อย ๆ ผ่านไปสักพัก เขาจึงเอ่ยปากพูดกับเซี่ยงหว่านที่ยังคงร้องไห้อยู่
“ฉันจะเรียกประชุมนักข่าวเพื่อประกาศยกเลิกการหมั้นและเรื่องสิทธิ์การเลี้ยงดูจวินถิง วันนี้ที่ไม่ให้ตำรวจพาเธอไป นั่นเป็นการประนีประนอมที่มากที่สุดที่ฉันให้ได้แล้ว”
ห้าปีก่อน เขาตัดสินใจผิดพลาดครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิตท่ามกลางความลังเล คราวนี้เขาไม่อยากผิดพลาดอีก โดยเฉพาะเรื่องของจวินถิงยิ่งทำให้เขาตื่นตัว ถ้าปล่อยให้เซี่ยงหว่านอยู่ข้าง ๆ จวินถิงต่อไป มีแต่จะทำลายเขาเท่านั้น
“ส่าวฉิง ฉันผิดไปแล้ว ฉันสัญญา ฉันจะไม่ทำแบบนี้อีกแล้ว”
เซี่ยงหว่านเงยหน้าขึ้น ในดวงตาเต็มไปด้วยความกลัวและตื่นตระหนก ก่อนหน้านี้เธอเซ็นสัญญาก็เพียงเพื่อเป็นกลยุทธ์ชั่วคราว ให้ฉีส่าวฉิงคลายความสงสัย แต่ตอนนี้เธอกลับกลายเป็นคนที่สูญเสียทั้งหมด
“งานแถลงข่าวหรือสถานีตำรวจ เธอเลือกเอาเอง”
ฉีส่าวฉิงมองดูฉีจวินถิงในอ้อมกอดของเธอด้วยความเจ็บปวด ก่อนจะก้าวยาว ๆ ออกจากห้องผู้ป่วยไป
“ทำไม ทำไมถึงทำกับฉันแบบนี้!”
ในห้องพักคนไข้ไม่มีคนอื่นแล้ว เซี่ยงหว่านปล่อยมือจากฉีจวินถิง นั่งนิ่งอยู่บนพื้น น้ำตาพร่าเลือนสายตา แต่ก็ไม่อาจปิดบังความไม่ยอมแพ้ในดวงตาได้
ห้าปีก่อน เธอสามารถทำให้ฉีส่าวฉิงทิ้งลู่จั่นเหยียนเพราะความรู้สึกผิดต่อจวินถิง แต่ทำไมคราวนี้ถึงกลายเป็นแบบนี้?
“เพราะเขา…ไม่เคยรักคุณแม่เลย”
เสียงแหบแห้งดังขึ้น เซี่ยงหว่านเงยหน้าขึ้นมองฉีจวินถิงที่เอ่ยปากพูด แต่กลับเห็นใบหน้าซีดเซียวของเขา โดยไม่มีอารมณ์อื่นใดปรากฏ
“คุณแม่ยอมแพ้เถอะครับ พวกเรา…ออกไปจากที่นี่ดีไหม?”
เขาอยากมีพ่อมาก แต่เมื่อเทียบกับการมีพ่อแล้ว เขากลับกลัวว่าจะสูญเสียแม่คนเดิมไป ดูเหมือนว่าช่วงเวลาที่มีพ่อ เขาจะยิ่งไม่มีความสุข
“ไม่ ไม่ยอมแพ้หรอก จวินถิง ลูกเชื่อแม่นะ แม่ต้องทำได้!”
เซี่ยงหว่านราวกับถูกกระตุ้น จู่ ๆ ก็ร้องไห้ออกมาอย่างหนัก เธอพยายามมาตั้งนานแล้ว จะยอมแพ้ไม่ได้เด็ดขาด!
ในลานจอดรถของโรงพยาบาล ลู่จั่นเหยียนนั่งเงียบอยู่ในรถ แม้แต่สตาร์ทรถก็ยังลืม เพียงแต่จ้องพวงมาลัยอย่างเหม่อลอย เธอพลาดโอกาสแก้แค้นที่ดีที่สุดไปแล้วใช่ไหม?
แค่วันนี้ตำรวจพาเซี่ยงหว่านไป เธอรับรองว่าจะทำให้เซี่ยงหว่านต้องติดคุกอย่างน้อยสามปี
ในหัวเหมือนมีเสียงสองเสียงกำลังโต้เถียงกันอย่างดุเดือด เธอหลับตาลงอย่างหงุดหงิด ทิ้งตัวลงอย่างแรง
แต่ยังไม่ทันได้ตัดสินใจอะไร ประตูรถด้านข้างก็ถูกเปิดออกทันที ร่างสูงของฉีส่าวฉิงโน้มเข้ามา ทำให้เธอตกใจเบิกตากว้าง
“คุณ…”
เพิ่งเอ่ยได้แค่คำเดียว ก็ถูกริมฝีปากเย็นเฉียบของเขากดทับ ปิดกั้นคำพูด
เมื่อเทียบกับจูบลึกซึ้งบนหน้าผาวันนั้น ฉีส่าวฉิงเพียงแค่แนบริมฝีปากบางของเขาลงบนริมฝีปากของเธอ ไม่เหมือนจูบ แต่เหมือนวิธีปิดปากไม่ให้เธอพูดมากกว่า
ตอนนี้เขาไม่อยากพูดอะไรทั้งนั้น
ลู่จั่นเหยียนไม่ได้ผลักเขาออก ปล่อยให้ริมฝีปากเย็นเฉียบนั้นแนบอยู่นาน จนเริ่มอุ่นขึ้นเล็กน้อย รอจนกระทั่งเขาเป็นฝ่ายยุติจูบนี้เอง
ฉีส่าวฉิงก้มมองเธอ ดวงตาราวกับอัดอั้นอะไรไว้มากมาย สุดท้ายเหลือเพียงความเงียบงัน
ไม่รู้ว่าทั้งคู่เงียบกันไปนานเท่าไหร่ ในที่สุดเขาก็ถอยหลังไป ปิดประตูรถให้เธอ
ลู่จั่นเหยียนเบนสายตากลับมา สตาร์ทรถแล้วขับออกไปท่ามกลางความเงียบ