หมอหญิงระบบเทพ - บทที่ 163 ที่แท้ก็คือเจ้านี่เอง
บทที่ 163 ที่แท้ก็คือเจ้านี่เอง
เวลากลางคืนค่อยๆ ขยับเข้ามา
เว่ยเหยียนถิงและฉินจิ่นเข้านอนกันเร็วเป็นพิเศษ ราวกับว่าจะไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นในคืนนี้อย่างไรอย่างนั้น
ทั้งสองคนดับเทียนตามปกติและไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้น
ในตอนนี้ก็ได้มีเงาลับๆ ล่อๆ จ้องมาที่บ้านของพวกเขาอยู่ไม่ไกล จนกระทั่งหลังจากที่พวกเขาดับไฟไปสองชั่วโมงเงานั้นก็ค่อยๆ หายไป
ทันใดนั้นฉินจิ่นและเว่ยเหยียนถิงก็ลืมตาขึ้นพร้อมกัน
ทั้งสองมองหน้ากันพลางยิ้มและลุกขึ้นโดยไม่ได้นัดกัน
เว่ยเหยียนถิงยิ้มก่อนจะสวมเสื้อเพิ่มให้กับฉินจิ่น อากาศตอนกลางคืนค่อนข้างหนาวถ้าไม่ระวังอาจจะทำให้เป็นหวัดได้
ขณะที่สวมใส่เสื้อผ้า ทั้งสองไม่ได้เปิดไฟแต่พอสวมเสื้อเสร็จแล้วเว่ยเหยียนถิงจึงออกบ้านไปดึกดื่นพร้อมกับมีดเล่มหนึ่งที่สะพายไว้ที่เอว
“พี่ถิง ระวังด้วยล่ะ!” ฉินจิ่นมองดูแผ่นหลังของเขาก่อนจะพูดกำชับด้วยความไม่วางใจ
เว่ยเหยียนถิงพยักหน้า “วางใจเถิด”
เพิ่งผ่านไปได้ไม่นานซึ่งเป็นเวลาที่ทุกคนกำลังหลับฝันหวานกันอยู่ ใครก็คิดไม่ถึงว่าในตอนนี้จะมีคนมาจุดไฟในที่นา
เว่ยเหยียนถิงยังเดินไปไม่ถึงหัวนาของบ้านตัวเองก็เห็นแสงเปลวไฟมาก่อนแล้ว
ภายใต้ค่ำคืนที่มืดมิด เปลวไฟนั้นสว่างจนแสบตา และดึงดูดสายตาได้ทันทีโดยที่ไม่ต้องไปตามหา
ยกมือไปจับมีดพกที่สะพายอยู่ข้างหลัง เว่ยเหยียนถิงผ่อนฝีเท้าลงจากนั้นจึงค่อยๆ ขยับเข้าไปใกล้คนคนนั้น
คนร้ายกำลังจุดไฟอย่างมีความสุข ราวกับว่าไม่กลัวว่าจะมีคนมาเห็น เผาไปด้วยและย่างไก่ป่าอยู่ข้างๆ ไปด้วย ถ้าไม่ใช่ว่าเปลวไฟนั้นอยู่ในที่ดินที่ปลูกต้นกล้ามันฝรั่งอยู่ เว่ยเหยียนถิงก็คงคิดว่าคนคนนี้คือนายพรานเสียอีก
“ล้าลา……” ย่างไก่ไปด้วยฮัมเพลงไปด้วย คนร้ายนั่นกำลังเผาอย่างมีความสุขมากเลยทีเดียว
เว่ยเหยียนถิงโดนคนทำให้โมโหจนแทบจะระเบิดอารมณ์ออกมาทันที
มาทำลายความเหน็ดเหนื่อยของคนอื่นแบบนี้ถ้าไม่ได้มีแผนที่วางไว้เขาอยากจะเข้าไปกระทืบคนร้ายนั่นไปให้สาสมไปเลย
เลือกตำแหน่งที่ห่างจากคนคนนี้ไม่ไกลมาก เว่ยเหยียนถิงจึงนั่งลงด้านหลังก่อนจะแอบๆ หลบและเฝ้ามองดู
สิบห้านาทีผ่านไป เว่ยเหยียนถิงก็ได้ยินเสียงฝีเท้าเดิน เขาจึงหันหลังไปและเห็นฉินจิ่นพาคนสองสามคนเดินมา ภายใต้ความมืดมิดของตอนกลางคืน เขามองไม่ออกว่าคนที่มาด้วยคือใครกันแน่จึงคิดมากและเดามั่วซั่วไปหมด
ตอนนั้นคนร้ายที่หันหลังเผาไฟให้เขาก็กำลังเริ่มกัดไก่ย่าง กินไก่ย่างไปหนึ่งคำแล้วดื่มเหล้าตามอีกหนึ่งอึก กินและดื่มไปอย่างมีความสุข
เปลวไฟในที่ดินก็ยังคงแผดเผาอยู่ คนร้ายเงยหน้าขึ้นมาเป็นพยักๆ ขอแค่เห็นว่าไฟไม่ไหม้เขาก็กินต่อ
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเขาดื่มหนักเกินไปหรือเป็นเพราะเขาชินกับบรรยากาศดึกดื่นแบบนี้จึงไม่ได้ยินเสียงคนเดินอยู่ข้างหลังและยังคงดื่มอย่างมีความสุข
ฉินจิ่นพาผู้นำหมู่บ้านและชายหนุ่มในหมู่บ้านสองถึงสามคนมาอยู่ข้างๆ ของเว่ยเหยียนถิงแล้วสีหน้าของผู้นำก็มืดมนขึ้นทันที
หรือบางทีสีหน้าของเขาอาจจะซีดตั้งแต่เห็นเปลวไฟแล้วก็ได้
เรื่องที่ตระกูลเว่ยปลูกของใหม่ๆ ได้แพร่กระจายไปไกลหลายหมู่บ้าน จนทุกคนต่างจับตามอง บางคนอยากจะรอดูความสนุก แต่มีบางกลับอยากเห็นว่าพวกเขาจะเพิ่มผลผลิตได้จริงหรือไม่
แน่นอนว่าผู้นำหมู่บ้านต้องคิดหนักกว่าคนอื่นๆ และเขาก็หวังให้การทดลองครั้งนี้สำเร็จอีกด้วย
ถ้าสำเร็จแล้วจริงๆ หมู่บ้านของพวกเขาก็จะเป็นหมู่บ้านแรกที่จะได้ปลูกต้นกล้าพวกนี้ ในสถานการณ์แบบนี้ถ้าหมู่บ้านเหยาคังได้เก็บเกี่ยวผลผลิตก่อน บางทีอาจจะกลายเป็นหมู่บ้านที่มีความอุดมสมบูรณ์กว่าหมู่บ้านอื่นๆ ก็เป็นได้
ในฐานะที่เขาเป็นผู้นำของหมู่บ้าน เขาจะไม่ได้แค่มีหน้ามีตาเท่านั้น ไม่แน่อาจจะทำให้เขาได้เลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นก็เป็นได้
แต่ตอนนี้พอมีคนมาทำเรื่องขัดแข้งขัดขาเข้า เขาจึงโมโหกับของสิ่งใหม่นี้สุดๆ
“ไอ้เลวคนไหนมาจุดไฟกันวะ!” ผู้นำหมู่บ้านวิ่งไปข้างหน้าก่อนจะตะโกนเสียงดัง
ตอนนั้นคนร้ายกำลังเงยหน้าจะซดเหล้าพอดีแต่ก็ถูกเสียงจะโกนของผู้นำทำให้ตกใจซะก่อน จึงดื่มสำลักเหล้าจนเกือบตายเลยทีเดียว
“แค่กๆๆ ……”
เอามือกุมไปที่หน้าอกแล้วไอ ทั้งเผ็ดทั้งแสบลำคอและยังหายใจไม่ออกอีกด้วย คนร้ายคนนี้อยากจะหนีก็แต่ก็หนีไปไหนไม่ได้
เว่ยเหยียนถิงเดินไปข้างหน้า คว้าไปที่ไหล่ของเขาก่อนจะบังคับให้เขาเงยหน้าขึ้น
“เอ้อจู้จื่อ คือเจ้านี่เองรึ!” เว่ยเหยียนถิงนิ่งไป
เอ้อจู้จื่อคนนี้เป็นอันธพาลในหมู่บ้านเหยาคัง ปีนี้อายุยังไม่ถึงสามสิบ แต่บ้านของเขาฐานะยากจนสุดๆ แต่ก็ไม่รู้จักทำมาหากิน
ตอนแรกก็ทำนา แต่หลังจากที่แม่ของเขาตายเขาก็ไม่มีใครดูแลวันๆ เอาแต่เที่ยวเล่นที่นาที่ไถกลบหน้าดินจึงโล่งว่างอยู่อย่างนั้น
คนในหมู่บ้านต่างพากันเสียดายที่เขาขายที่ดินของตัวเองทิ้งไปอย่างไม่รู้อีโหน่อีเหน่
เงินที่ได้มาจากการขายที่ดินก็อยู่ในมือของเขาได้ไม่นานก็ใช้หมดไปหมดแล้ว
เขาคิดอยากจะเข้าป่าไปล่าสัตว์ วันๆ เอาแต่อิจฉาที่นายพรานมีเนื้อให้กินทั้งๆ ที่ตัวเองก็เป็นลูกหลานชาวนาแท้ๆ ยังคิดอยากจะใช้ชีวิตที่หากินมื้อต่อมื้ออีก
ถ้าเขาตั้งใจเป็นนายพรานจริงๆ ก็คงดี แต่คนขี้เกียจอย่างเขา พอล่าสัตว์มาได้ก็คงจะไม่รู้จักเอาไปขายและคงจะหามื้อกินมื้อไปแบบนี้
ในเมื่อเป็นคนนิสัยแบบนี้แล้วจะมีผู้หญิงคนในยอมแต่งงานเขาได้ล่ะ
เมื่อก่อนเขาชอบไปหาความสุขที่ซ่องอยู่เป็นประจำ แต่พอเงินหมดเขาก็เริ่มจะตามรังควานหญิงม่ายและไปมาหาสู่กับผู้หญิงที่ไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่
คนในหมู่บ้านต่างพากันทำเป็นมองไม่เห็น พอรู้ว่าเขาเป็นอันธพาลเลยไม่มีคนอยากที่จะไปยุ่งกับเขา
ขอแค่ไม่ทำเรื่องที่เดือดร้อนมากนักก็ไม่มีใครอยากจะพูดเจรจากับเขา
คนตระกูลเว่ยก็ไม่เคยที่จะไปเกี่ยวกันกับเขาเลยสักนิด ทันทีที่เห็นว่าเป็นเขาเว่ยเหยียนถิงจึงอึ้งนิ่งไปทันที
ตระกูลของท่านผู้นำก็ถือเป็นญาติห่างๆ กับตระกูลของเอ้อจู้จื่อ ก่อนหน้านี้ก็เคยพูดเตือนเขาแล้วแต่เอ้อจู้จื่อก็ไม่ยอมฟัง พอพูดเตือนบ่อยๆ เข้าเลยไม่อยากจะเตือนอีก ปกติก็มีดูแลเขาเรื่องเล็กๆ น้อยอยู่บ้าง
พอเห็นอย่างชัดเจนว่าคนร้ายเป็นเขา ท่านผู้นำจึงได้ตบหน้าเขาแรงๆ ไปหนึ่งที
“ข้าจะตีเจ้าให้ตายไปเลยไอ้สารเลว!วันๆ ไม่รู้จักทำการทำงาน สักแต่จะทำลายหมู่บ้าน!”
เอ้อจู้จื่อถูกเขาตบจนมึนไป ทั้งๆ ที่ทำมาได้ตั้งหลายวันแล้วแท้ๆ ทำไมถึงมาโดนคนจับได้เอาวันนี้
เขากะพริบตาและมองคนที่อยู่รอบๆ ด้วยความสงสัย “พวกเจ้ามากันได้อย่างไร มาล่าสัตว์เหมือนกันรึ”
พอพูดจบแล้วเขาก็ชูไก่ย่างในมือของตัวเองให้ทุกคนดู
ถ้าในตอนนั้นไฟในที่นามอดไปแล้ว ทุกคนก็อาจจะเชื่อเขา แต่ตอนนี้หลักฐานก็อยู่ทนโท่ ตอนที่พูดอยู่ เปลวไฟก็ยังลุกอยู่ตรงนั้น
เปลวไฟไม่ได้ใหญ่มาก สามารถเผาได้แค่ใบเท่านั้น
พอเผาไม่ได้จึงรมควันอยู่แบบนี้
พอท่านผู้นำเห็นว่าเขายังคงแสดงละครอยู่จึงโมโหจนทนไม่ไหว “ลากมันไปที่ห้องโถงบรรพบุรุษซะ คิดได้เมื่อไหร่ค่อยปล่อยมันออกมา ห้ามให้ใครส่งของกินให้มันเด็ดขาด!”
พอพูดจบท่านผู้นำก็สะบัดแขนเสื้อเดินจากไปด้วยอารมณ์ที่ฉุนเฉียว
คนอื่นๆ ต่างพากันจับตัวเอ้อจู้จื่อไว้และพาเขากลับเข้าหมู่บ้านไปอย่างทุลักทุเล
ฉินจิ่นตรวจสอบดูต้นกล้ามันฝรั่งที่ถูกรมควันวันนี้แล้วก็มีควันขึ้นและกลายเป็นสีน้ำตาลไปหมด
ไม่รู้ว่าจะยังกลับมามีชีวิตอยู่ได้หรือไม่แต่ดูแล้วแบบนี้ต้องมีผลกระทบต่อจำนวนผลผลิตแน่นอน