ราชินีพลิกสวรรค์ - ตอนที่ 613 ศพกลายเป็นคน
อ้ากก!
บนเวทีประลองที่เสียหายเป็นอย่างมาก ทันใดนั้นหลิงหวังสำนักหลีหุนจงก็ตะโกนเสียงดังขึ้นมา ทำให้ดึงดูดสายตาของผู้คนที่มองเจียงหลีอยู่
“เขากำลังจะทำอะไร”
“ข้าคิดว่ามันแปลกๆ นะ!”
“รู้สึกเหมือนว่าต่อไปจะเกิดเรื่องอะไรที่น่าสะพรึงกลัวเลย”
“สำนักหลีหุนจงแปลกประหลาดจริงๆ!”
“…
ผู้ชมบนอัฒจันทร์ต่างพากันสับสน
แต่เห็นเพียงแค่แสงสีทองแสบตาที่ระเบิดออกมาจากตัวของเขา ปกคลุมเขาและหุ่นเชิดศพสาวตัวนั้น
แสงสีทองปกคลุมไปทั่วทั้งเวทีประลอง ข้างในเกิดอะไรขึ้นก็ไม่มีใครรู้
เจียงหลีที่ยืนอยู่กลางอากาศ ก้มหน้าลงมามองบนเวทีประลอง หรี่ตาทั้งสองข้าง ใบหน้าที่งดงามของนางไม่ได้เผยสีหน้าอะไรออกมา
“เจ้านี่คิดจะทำอะไร” บนอัฒจันทร์ของจยาเซียน กงเสวี่ยฮวาขมวดคิ้วสงสัย ในใจมีความกังวลเล็กน้อย
เขาถึงขนาดรู้สึกเสียใจ คิดว่าควรจะเป็นตัวเองที่ได้ลงสนามในยกสุดท้ายนี้
“ผู้อาวุโสกง ประมุขเซียนจะไม่เป็นอะไรใช่ไหม” ลูกศิษย์ของจยาเซียนถามกงเสวี่ยฮวาด้วยความกังวล
กงเสวี่ยฮวาพูดอย่างไม่ต้องคิด “วางใจเถอะ ประมุขเซียนของพวกเราแข็งแกร่งจะตาย”
มีเขาพูดปลอบ คนจากสำนักจยาเซียนก็สงบลง
บนอัฒจันทร์อื่นๆ คนจำนวนไม่น้อยก็แอบตะลึง แท้จริงแล้วสำนักหลีหุนจงมีแผนการอะไรกันแน่ ฝั่งไท่อีเหมิน สุ่ยชิงหยางยืดคอพยายามมองเหตุการณ์ในแสงนั้นทั้งหมด แต่กลับมองไม่เห็น อะไรเลย และทำให้เขาแสบตาแทน
“ท่านพ่อ สำนักหลีหุนจงกำลังทำอะไรหรือ” สุ่ยชิงหยางหันกลับมาขยี้ตาแล้วถามขึ้น
เจ้าไท่อีเหมินแววตาเคร่งขรึม สีหน้าเคร่งเครียด เขาส่ายหัวช้าๆ “สำนักหลีหุนจงคงจะต่อสู้อย่างสุดพลังในการต่อสู้ยกนี้”
“ก็แพ้ไปแล้ว มาเต็มที่ตอนนี้จะมีประโยชน์อะไร” สุ่ยชิงหยางบ่นพึมพำ
ประมุขไท่อีเหมินมองเขา แล้วด่าเบาๆ ว่า “โง่เขลา”
อยู่ดีๆ ก็ถูกผู้เป็นบิดาก่นด่า สุ่ยชิงหยางรู้สึกน้อยใจ
ประมุขไท่อีเหมินพูดขึ้น “สำนักหลีหุนจงพ่ายแพ้แล้ว พ่ายแพ้อย่างเหนือความคาดหมาย แล้วก็พ่ายแพ้อย่างสมเหตุสมผล คนเหล่านี้กลับไปก็ต้องตายอย่างไม่ต้องสงสัย ถ้าหากว่าหนี ก็จะยิ่ งตายอย่างน่าอนาถ ตอนนี้พวกเขาทำได้เพียงพยายามฆ่าคนๆ หนึ่งเพื่อแลกกับการมีชีวิตรอด และประมุขเซียนของจยาเซียนก็คือตัวเลือกที่ดีที่สุด”
สุ่ยชิงหยางพยักหน้าเหมือจะเข้าใจแต่ก็เหมือนไม่เข้าใจ สีหน้าเผยความตะลึงออกมา อย่างอื่นเขาไม่เข้าใจเลย แต่เขาเข้าใจอยู่อย่างหนึ่งก็คือคนสำนักหลีหุนจงต้องการฆ่าเจียงหลี
พอนึกถึงความงดงามของนาง หรือบางทีอาจจะถูกฆ่าตายในวันนี้ ในใจของสุ่ยชิงหยางก็รู้สึกทำใจไม่ได้และเป็นกังวล นางคงจะไม่ตายง่ายๆ แบบนั้นหรอก ไม่ใช่ว่านางยังมีปีศาจน้อยที่เก่ง งกาจมากๆ อยู่หรือ
บนอัฒจันทร์ของวังเวิ่นฉิง แสงสีทองแสบตา ทำให้ผิวพรรณของสาวงามเหล่านี้ยิ่งดูขาวผ่องขึ้นไปอีก
ไหวปี้ขมวดคิ้ว พูดออกมาอย่างไม่รู้ตัว “เขาจะทำอะไรน่ะ”
ประมุขวังเวิ่นฉิงหันมองไปทางอัฒจันทร์ของสำนักหลีหุนจง นางเห็นสีหน้าที่ฮึกเหิมและโหดเหี้ยมของผู้อาวุโสสำนักหลีหุนจง ในแววตาเต็มไปด้วยจิตสังหารที่รุนแรงราวกับธาตุแท้ของเขา
“ข้าเคยได้ยินมาว่าสำนักหลีหุนจงมีวิชาที่สุดยอดวิชาหนึ่งที่สามารถทำให้คนและศพรวมเข้าด้วยกันได้ แล้วกลายเป็นปีศาจครึ่งคนครึ่งศพ พวกเขาเรียกมันว่าศพกลายเป็นคน ปีศาจเช่นนี้ ไม่เพียงแต่สามารถรักษาพลังและความรู้สึกนึกคิดของคนไว้ได้ ยังสามารถมีผิวหนังเหล็กและกระดูกทองแดงของหุ่นเชิดได้ ทำให้พลังการต่อสู้เพิ่มขึ้นถึงขีดสุด เพียงแต่ผลลัพธ์ของการทำแ แบบนี้ก็คือต่อไปคนที่รวมร่างกับศพคนนั้นจะทำได้เพียงใช้ชีวิตต่อไปในร่างครึ่งคนครึ่งศพ และมีความเป็นไปได้ที่จะค่อยๆ กลายเป็นศพ สุดท้ายก็จะค่อยๆ สูญเสียจิตใจของตัวเองไป แล้ วกลายเป็นหุ่นเชิดศพประเภทหนึ่ง” ประมุขวังเวิ่นฉิงพูดอย่างช้าๆ
ไหวปี้ที่อยู่ข้างๆ นางได้ยินคำพูดนี้ของนาง หันไปมองนางด้วยความตกใจ “ซือจุน ท่านจะบอกว่าเขากำลัง…”
ประมุขวังเวิ่นฉิงพยักหน้าอย่างช้าๆ แววตาเปล่งประกายและอมยิ้มอยู่ตลอดไม่รู้ว่าจะเลิกยิ้มตอนไหน “ดูแล้วพวกเขาคงจะถูกสถานการณ์บีบให้ต้องทำเช่นนั้นจริงๆ”
“เช่นนั้นนาง…” ไหวปี้เป็นกังวลมาก
ประมุขวังเวิ่นฉิงแววตาเปล่งประกาย พูดอย่างเย็นชาว่า “ขั้นพลังหลิงหวังสำนักหลีหุนจงก่อนที่จะรวมร่างกับศพคือหลิงหวังขั้นสอง หลังจากรวมร่างแล้วบางทีอาจจะบรรลุขั้นสามหรือ อสี่เลย พูดง่ายๆ ก็คือถ้า หากว่าคนในใจของเจ้าเพิ่งจะบรรลุขั้นหลิงหวัง เช่นนั้นการต่อสู้นับจากนี้ก็คงจะอันตรายมาก”
เจียงหลีเพิ่งจะบรรลุขั้นหลิงหวัง!
ในใจไหวปี้รู้ดี ตั้งแต่ตอนที่ออกมาจากดินแดนผนึกมาร เจียงหลียังอยู่ขั้นสูงสุดของหลิงจง
ตอนนี้นางเป็นห่วงเจียงหลีมาก ตะโกนบอกเจียงหลีที่ยืนอยู่กลางอากาศอย่างไม่สนใจอะไรทั้งนั้น “รีบขัดขวางเขาเร็ว! เขากำลังรวมร่างกับหุ่นเชิดศพเพื่อเพิ่มพลัง!”
บนเวทีประลอง การที่ไหวปี้ตะโกนบอกแบบนี้ที่จริงแล้วถือเป็นการผิดกฎกติกาการประลอง
เพียงแต่คำพูดที่นางตะโกนออกมานั้นน่าตกใจมาก ถึงขนาดที่ผู้คนไม่ได้มาสนใจเรื่องนี้ ฝั่งสำนักหลีหุนจงนั้น ผู้อาวุโสที่นำขบวนมาคนนั้นที่ได้ยินคำพูดของไหวปี้ก็มองมาด้วยสายตา าที่โหดเหี้ยมอำมหิต ประมุขวังเวิ่นฉิงก็เลิกคิ้วแล้วหันไปมองศิษย์รักของตัวเอง
กลางอากาศ เจียงหลีหันมามองทางไหวปี้ที่ท่าทางร้อนรนและเป็นกังวล หลังจากนั้นก็ค่อยๆ หันไปมองหลิงหวังสำนักหลีหุนจงที่กำลังรวมร่างอยู่ นางเห็นรอยยิ้มที่โหดเหี้ยมของหลิงหว วังคนนั้น แววตาเต็มไปด้วยความบ้าคลั่ง ราวกับว่ากำลังคาดหวังให้นางลงมือในเวลานี้
เจียงหลีหรี่ตาทั้งสองข้างลงเล็กน้อย ไม่ได้ลงมือตามที่เขาหวัง
บนอัฒจันทร์ของจยาเซียน กงเสวี่ยฮวารีบลุกขึ้นแล้วก็หายไปจากตรงนั้น แต่ว่าร่างของเขากลับถูกคนๆ หนึ่งขวางไว้เลยหยุดลงอยู่ด้านนอกเวทีประลอง
“นายน้อยกง บนเวทีประลองไม่อนุญาตให้คนที่สามเข้ามาแทรกแซง อย่าแหกกฎกติกา” ผู้อาวุโสสำนักหลีหุนจงปรากฎตัวตรงหน้าของกงเสวี่ยฮวาและขวางเขาไว้
กงเสวี่ยฮวาจ้องเขาด้วยแววตามืดมัว กัดฟันพูดว่า “ตาแก่ ถ้าหากว่านางได้รับบาดเจ็บล่ะก็ ข้าจะกำจัดสำนักหลีหุนจงของพวกเจ้าให้สูญสิ้นเสียตรงนี้เลย”
เมื่อเผชิญกับการข่มขู่ของกงเสวี่ยฮวา ผู้อาวุโสสำนักหลีหุนจงกลับยิ้มออกมาอย่างไม่ได้สนใจ แล้วบอกให้กงเสวี่ยฮวากลับไปที่อัฒจันทร์
กงเสวี่ยฮวาจะยอมหรือ
คำพูดของไหวปี้ทำให้จิตใจที่ไม่สงบอยู่แล้วยิ่งยุ่งยากเข้าไปใหญ่ เขาจำเป็นจะต้องขัดขวางเอาไว้
“ฮวาฮวา ถอยไป” แต่ทว่าเจียงหลีที่อยู่กลางอากาศพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เฉยชา
เสียงของนางเหมือนมีเวทมนตร์เยียวยาจิตใจที่ร้อนรน ทำให้คนที่ได้ฟังต้องทำตามที่นางบอกอย่างห้ามไม่ได้
กงเสวี่ยฮวาเงยหน้ามองไปยังร่างอันงดงามที่ลอยอยู่กลางอากาศ ทั้งสองสบตากัน
หลังจากที่หันกลับมา กงเสวี่ยฮวาก็ส่งเสียงแสดงความไม่พอใจใส่ผู้อาวุโสสำนักหลีหุนจงคนนั้น แล้วกลับไปยังอัฒจันทร์ของจยาเซียน
ทางด้านวังเวิ่นฉิง ในแววตาของไหวปี้ยังคงเป็นกังวล
แต่ประมุขวังเวิ่นฉิงกลับยิ้มออกมาอย่างขี้เล่น “ดูแล้วเหมือนนางจะมีแผนในใจอยู่แล้ว” ทันทีหลังจากนั้นนางก็หันไปมองไหวปี้ด้วยใบหน้ายิ้ม “เจ้าคนใจร้อนบุ่มบ่าม พูดออกมาเช่นนี้ เคยคิดบ้างไหมว่าถ้าหากโจมตีเขาในขณะที่เขากำลังรวมร่างอยู่ จะถูกพลังกลืนกิน”
ฮ่าๆๆๆ
เสียงหัวเราะที่บ้าคลั่งดังออกจากแสงสีทองที่แข็งแกร่ง
ทันใดนั้น แสงสีทองก็สลายหายไป ท่าทางของหลิงหวังสำนักหลีหุนจงที่ปรากฏขึ้นต่อหน้าผู้คนอีกครั้งบนเวทีประลองในตอนนี้กลับต่างจากก่อนหน้านี้โดยสิ้นเชิง หุ่นเชิดสาวตัวนั้นก็หา ายไปแล้ว…